บทที่ 141 แพศยาเกินไปแล้ว
ถังหว่านเอ๋อร์ส่ายหน้าด้วยความอ่อนใจ นางคิดว่าเื่ในครั้งนี้ไม่ควรมีความเกี่ยวข้องกับมู่เซวียนเป็อย่างมาก มู่เซวียนอยู่ในตำหนักจันทราเงินโดยไม่แก่งแย่งชิงดีกับผู้อื่น เื่สกปรกอย่างการห้ำหั่นกันด้วยกลอุบายควรอยู่ให้ห่างจากนาง
“ฉินชู เื่ในครั้งนี้อาจทำให้เ้าลำบากชั่วคราว แต่อาจารย์ของข้าไม่มีทางปล่อยให้พวกเขากระทำการเหลวไหลแน่” ถังหว่านเอ๋อร์มองฉินชูพร้อมกล่าว
ฉินชูพยักหน้า ในเมื่อเกิดปัญหาแล้ว เขาจะทำเช่นไรได้เล่า ได้แต่ปล่อยไปตามยถากรรม นอกจากนั้น เขาจำเป็ต้องพบผู้เฒ่าเสว่แห่งตำหนักจันทราเงินสักหน เพื่อไต่ถามเื่ของเผ่าศักดิ์สิทธิ์ เผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงปรากฏตัวเมื่อสิบกว่าปีก่อน บางทีนั่นอาจมีความเกี่ยวข้องกับการต่อสู้ที่ทำให้อกของผู้เฒ่าถูกแทงจนทะลุก็เป็ได้
“ฉินชูเ้าคิดอะไรอยู่? อย่าเป็กังวลเลย เ้าช่วยข้าไว้ เพียงมีข้าอยู่ ขอรับรองว่าเ้าไม่เป็อะไรแน่” เมื่อเห็นฉินชูครุ่นคิดไตร่ตรอง มู่เซวียนก็คิดว่าฉินชูมีแรงกดดันในใจ จึงเอ่ยปากให้คำมั่นสัญญา
“เ้าคิดมากไปแล้ว ข้าไม่ได้กังวลอะไร เกิดปัญหาขึ้นก็แก้ไขปัญหา ข้าไม่เคยเกรงกลัวต่อสิ่งใดมาก่อนอยู่แล้ว” ฉินชูหัวเราะเบา
เกวียนสัตว์อสูรเคลื่อนไปข้างหน้า ถังหว่านเอ๋อร์บอกเล่าสถานการณ์ปัจจุบันของตำหนักจันทราเงินให้ฉินชูฟัง เ้าตำหนักจันทราเงินเป็ผู้มีอำนาจเด็ดขาด แต่ในตำหนักจันทราเงิน ผู้าุโใหญ่ก็มีบารมีเช่นเดียวกัน ในครั้งนี้จึงเกิดความขัดแย้งขึ้น และจุดศูนย์กลางของความขัดแย้งครั้งนี้ก็คือมู่เซวียน
ฉินชูไม่ได้ออกความเห็นอะไร เื่นี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเขา แต่ที่พาเขากลับไปด้วย คิดจะสังหารเขาหรืออย่างไร? ฉินชูคิดว่ายังไม่ถึงขั้นนั้น ตัวเองไม่ได้ทำเื่ที่ผิดต่อตำหนักจันทราเงิน ไม่ว่าจะเป็เ้าตำหนักจันทราเงิน หรือผู้าุโใหญ่ พวกเขาต่างมีตำแหน่งและฐานะ ไม่มีทางกระทำการเหลวไหลเป็แน่ ถึงอย่างไรการทำเช่นนั้นก็จะทำให้ขายหน้าและเสื่อมเสียชื่อเสียง ส่วนการทำร้ายด้านอื่น ขอเพียงไม่ตาย หากเป็เช่นนั้น เขาก็ต้องกู้หน้ากลับมาให้ได้
เมื่อยามราตรีปกคลุม คนทั้งกลุ่มจึงหยุดพัก สัตว์อสูรเทียมรถก็้าพักผ่อนเช่นกัน
ฉินชูก่อกองไฟ หลังจากชงน้ำชาหนึ่งกา จึงนั่งสมาธิฝึกฝน ส่วนพวกโจวเหมย ฉินชูเพียงเมินเฉยใส่ เพราะคนถ่อยที่ไร้เหตุผล ไม่มีความจำเป็ต้องสนใจ ค่อยโต้กลับตอนมาหาเื่ก็พอ “ฉินชู ภายในตัวเกวียนยังมีที่ เ้าขึ้นมาได้” มู่เซวียนะโบอกฉินชู
ฉินชูหันกลับไปมองมู่เซวียน แล้วส่ายหน้า ่กลางวันอยู่ในเกวียนอสูรคันเดียวกันนั้นไม่เป็ไร แต่หากยามราตรียังอยู่ในเกวียนอสูรคันเดียวกันอีก อาจไม่เหมาะสม
เมื่อเห็นว่ามู่เซวียนยังเรียกฉินชูอีก ถังหว่านเอ๋อร์จึงส่ายหน้า ก่อนพามู่เซวียนกลับเข้าไปด้านใน “เสี่ยวชี[1] เ้าไม่ต้องเรียกแล้ว เขาเป็คนที่มีหลักการ ไม่ยอมเข้ามาแน่”
มู่เซวียนถอนหายใจทีหนึ่ง “เป็เพราะข้าแท้ๆ เขารู้แต่แรกแล้ว ว่าหลังจากช่วยข้าแล้วจะเกิดปัญหา เขาจึงอยากให้ข้ากลับมาเอง แต่ข้านี่สิ กลับรั้งให้เขามาด้วย ผลคือทำให้เขาตกอยู่ในความวุ่นวาย”
“เ้าอย่าได้เป็กังวล ปัญหานี้ย่อมได้รับการแก้ไข อาจารย์บอกว่าอยากพบเขา เพราะเขาช่วยเ้าไว้ ตำหนักจันทราเงินของเราต้องแสดงความขอบคุณ ถือเป็การรู้จักตอบแทนบุญคุณ ส่วนผู้เฒ่าเสว่ น่าจะหลงเชื่อคำพูดเหลวไหลของคนบางกลุ่ม แต่ไม่อาจยืนยันความจริงได้ พวกเขาอยากจะสร้างเื่อย่างไรก็ไร้ประโยชน์” ถังหว่านเอ๋อร์กล่าว
“ราชวงศ์ดาราเหมันต์ที่สมควรตายนั่น พวกเขาไปก่อเื่ที่แคว้นหนานเหยียน ถูกตีจนต้องกลับมาขนาดนั้น ยังจะมีหน้ามาขอโอกาสฟื้นฟูกำลังจากตำหนักจันทราเงินของเราอีก” มู่เซวียนก่นด่าทีหนึ่ง นางไม่พอใจเป็อย่างมาก
พวกโจวเหมยมองฉินชูด้วยแววตาไม่เป็มิตร ฉินชูโจมตีจนศิษย์ในสังกัดของนางาเ็หนัก มันทำให้นางเสียหน้าเป็อย่างมาก
ส่วนหยางเทียนเฟิงไม่ได้กล่าวอะไร เขาอยู่ในสภาวะนั่งสมาธิฝึกฝนอยู่ตลอด
หลังจากฟ้าสาง คนทั้งกลุ่มเก็บข้าวของเรียบร้อย จึงออกเดินทางต่อ
ฉินชูไม่ได้กล่าวอะไรตลอดทาง เพียงแต่นั่งสมาธิฝึกฝน
เมื่อเห็นความเงียบสงบของฉินชู แต่ละคนก็มองต่างกันออกไป หยางเทียนเฟิงและถังหว่านเอ๋อร์คิดว่านี่คือความเชื่อมั่นในตัวเอง เป็ความกล้าหาญ และความองอาจ แต่ในสายตาพวกโจวเหมย มองว่าเขาฝืนทำทีเป็สงบนิ่ง แต่พวกโจวเหมยก็ไม่ได้จ้องเล่นงาน สาเหตุหลักเพราะไม่มีโอกาส ถังหว่านเอ๋อร์และมู่เซวียนคอยเฝ้าสังเกตฉินชูอยู่ตลอด ยิ่งไปกว่านั้น หยางเทียนเฟิงเป็อาจารย์อาของถังหว่านเอ๋อร์และมู่เซวียน หากเกิดการปะทะขึ้น หยางเทียนเฟิงย่อมยืนอยู่ข้างถังหว่านเอ๋อร์และมู่เซวียนแน่นอน
เวลาผ่านไปสามวัน คนทั้งกลุ่มจึงถึงเมืองจันทราเงิน ด้านหลังเมืองจันทราเงินคือเขาจันทราเงิน อีกทั้งตำหนักยังตั้งอยู่บนเขาจันทราเงิน
พวกเขาไม่ได้พักในเมือง แต่ตรงมายังทางขึ้นเขาตำหนักจันทราเงิน มายังโถงใหญ่ของตำหนักจันทราเงิน
ภายในโถงใหญ่ของตำหนักจันทราเงินมีศิษย์ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ไม่น้อย แต่ไม่มีผู้นำระดับสูงอยู่
“วันนี้ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้แจ้งเ้าตำหนักและผู้เฒ่าเสว่มาจัดการปัญหาที่โถงใหญ่” หยางเทียนเฟิงกล่าว
“ก็ได้ เด็กๆ คุมตัวเขาไปขังในเรือนจำใต้ดิน!” หลังจากได้ฟังวาจาของหยางเทียนเฟิง โจวเหมยจึงชี้นิ้วไปทางฉินชู และสั่งการ
“เ้ากล้าหรือ!” มู่เซวียนชักกระบี่ออกมา
ฉินชูมองโจวเหมยพร้อมหัวเราะอย่างเย็นเยียบ “เคยพบเห็นคนแพศยามามาก แต่ไม่เคยเห็นใครแพศยาเท่าเ้ามาก่อน เ้าคิดว่าเ้าเป็ใคร เ้ามีสิทธิ์อะไรมาคุมขังข้า?”
“เ้าช่างกล้าบังอาจนัก!” สีหน้าของโจวเหมยเปลี่ยนไป คำด่าของฉินชูช่างไม่น่าฟังยิ่งนัก
“ข้ากล้าอยู่แล้ว ต่อให้ยืนอยู่ในโถงใหญ่ตำหนักจันทราเงินข้าก็กล้า แล้วเ้าทำได้หรือไม่? หากให้เ้าไปยังโถงใหญ่ของราชวงศ์ดาราเหมันต์ เ้ากล้าส่งเสียงดังหรือไม่?” ฉินชูหัวเราะอย่างเย็นเยียบ เขารู้สึกดูแคลนคนเยี่ยงโจวเหมยเป็อย่างยิ่ง คนที่คอยอาศัยอิทธิพลของตำหนักจันทราเงินวางอำนาจบาตรใหญ่
“เ้าสมควรตาย!” โจวเหมยชักกระบี่ออกมา
“คิดว่าข้ากลัวเ้าหรือ?” ฉินชูยื่นมือขวาไปด้านหลัง ก่อนชักกระบี่เทพบูรพาออกมา
“พอแล้ว พวกเ้าทำอะไรกัน ผู้าุโโจว ข้าขอถามเ้า เหตุใดถึงต้องขังฉินชูไว้ในเรือนจำใต้ดิน? ขังด้วยสาเหตุใด ด้วยข้อหาใด?” หยางเทียนเฟิงเอ่ยถาม เขาเองก็รู้สึกว่าโจวเหมยทำเกินไป
“หากเขาหนีไปก่อนผู้เฒ่าเสว่จะพบเขาจะทำเช่นไร?” สีหน้าของโจวเหมยดูไม่ดีนัก หลังจากนางรับภารกิจนี้ก็เจอแต่อุปสรรค ถังหว่านเอ๋อร์และมู่เซวียนต่างก็ไม่ให้เกียรตินาง บัดนี้วาจาของหยางเทียนเฟิงก็ฟังไม่เข้าหูอีก
“ผู้เฒ่าเสว่บอกให้คุมขังหรือ? คุมขังผู้อื่นโดยไร้ต้นสายปลายเหตุ แบบนี้ไร้เหตุผลสิ้นดี” หยางเทียนเฟิงกล่าว
มู่เซวียนยื่นมือไปดึงแขนเสื้อฉินชูทีหนึ่ง “พวกเราไปกัน”
ฉินชูมองโจวเหมยครู่หนึ่ง ก่อนเก็บกระบี่เทพบูรพาเข้าไปในฝัก แล้วเดินตามมู่เซวียนออกไป ส่วนพวกโจวเหมย เขาไม่อยากมองแม้แต่น้อย
แววตาโจวเหมยเต็มไปด้วยความอาฆาต แต่หยางเทียนเฟิงและถังหว่านเอ๋อร์ล้วนอยู่ด้วย นางไม่อาจทำอะไรได้
ในตำหนักจันทราเงิน ตำแหน่งผู้เฒ่าาุโมีฐานะสูงส่ง ไม่ด้อยกว่าตำแหน่งเ้าตำหนัก ส่วนใครจะมีอำนาจมากกว่า ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคน หากเ้าตำหนักมีพลังความสามารถแข็งกร้าว เช่นนั้นอำนาจของผู้เฒ่าาุโก็จะถูกลดทอนลง แต่หากอยู่ในสถานการณ์ตรงกันข้าม อำนาจของเ้าตำหนักก็จะถูกลดทอนเช่นกัน
รองจากผู้เฒ่าาุโและเ้าตำหนัก ผู้าุโจะมีตำแหน่งสูงสุด แต่ก็มีกรณียกเว้น อย่างถังหว่านเอ๋อร์และมู่เซวียน ถึงพวกนางเป็ศิษย์ตำหนักจันทราเงิน แต่หาใช่ศิษย์ทั่วไป พวกนางเป็ศิษย์ของเ้าตำหนัก แล้วถังหว่านเอ๋อร์ยังเป็ถึงเ้าตำหนักน้อย นางจึงกล้าไม่ให้เกียรติผู้าุโอย่างแท้จริง แน่นอนว่าผู้าุโก็มีทั้งผู้แข็งแกร่งและอ่อนแอ อย่างผู้าุโใหญ่ก็จะมีอำนาจสูง แต่โจวเหมยก็เป็เพียงผู้ติดตามผู้าุโใหญ่เท่านั้น
มู่เซวียนและถังหว่านเอ๋อร์พาฉินชูออกจากโถงใหญ่ของตำหนักจันทราเงิน มายังยอดเขาด้านข้าง ถึงเรือนแยกที่มู่เซวียนพักอาศัย
“เ้าพักผ่อนที่นี่ ข้าจะดูซิว่าใครจะมาก่อความวุ่นวายได้” แววตามู่เซวียนเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ
“ยามนี้ไม่มีผู้ใดแตะต้องข้าแน่ คาดว่าละครสนุกน่าจะเปิดฉากในวันพรุ่งนี้” ฉินชูกล่าว
[1] เสี่ยวชี หรือน้องเจ็ด หรือเ้าเจ็ด เป็การเรียกน้อง บุตร ลูกศิษย์ หรือชนรุ่นหลังที่อยู่ในลำดับที่เจ็ด
