เล่มที่ 4 บทที่ 98 จะเป็ใครกันแน่
“แต่ว่า!” เมื่อพูดจบ เทียนกุ่ยก็รีบเสริมตามมาทันที
“แต่ว่าที่ส่วนลึกของหุบเขากระบี่มีสมบัติอยู่จริงๆนะ!”
“หื้อ?” หลินเฟยได้ยินเช่นนั้นก็ประหลาดใจขึ้นมา ถึงแม้จะคิดไว้อยู่แล้ว ที่เทียนกุ่ยหลอกล่อให้ไปยังส่วนลึกใจกลางหุบเขานั้น จะต้องมีแผนร้ายซ่อนอยู่แน่นอน เมื่อครู่นี้จึงแค่เป็การหลอกถามเท่านั้น คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีสมบัติอยู่จริงๆ
ขณะนี้เทียนกุ่ยได้ผูกอยู่กับอักขระกระบี่หยินหลี จึงทำให้มิอาจปิดบังความคิดทุกอย่างกับหลินเฟยได้ จึงทำให้หลินเฟยรู้ว่าที่เทียนกุ่ยพูดนั้นเป็ความจริง
‘สงสัยบริเวณใจกลางหุบเขากระบี่จะมีความลับมากกว่าที่คิดไว้แฮะ…’
หลินเฟยพยักหน้าตอบรับ เพื่อส่งสัญญาณให้เทียนกุ่ยพูดต่อ
“นายท่านก็คงรู้ดีว่าข้าน้อยมีที่มาอย่างไร จึงสามารถล่วงรู้ได้ว่าที่ใดมีสมบัติซ่อนอยู่ ตอนที่ออกมาจากช่องโหว่นั้น ข้าน้อยเห็นลำแสงสมบัติพุ่งออกมาจากใจกลางหุบเขากระบี่ ก็เลยคิดจะเข้าไปตามหา ทว่าดันเจอนายท่านเสียก่อน…” พอเห็นหลินเฟยกลับมามีสีหน้าปกติ เทียนกุ่ยจึงเอ่ยต่อ
“หลังจากถูกจับได้ ข้าน้อยก็มีใจคิดร้ายต่อนายท่าน แต่เื่สมบัตินั้นย่อมเป็เื่จริง…”
“เ้าคิดร้ายอย่างไรหรือ?” หลินเฟยสงสัย เพราะพวกเขาแทบจะมาถึงหุบเขากระบี่พร้อมกัน แล้วอีกฝ่ายจะมีเวลาเตรียมการได้อย่างไร แถมยังเอาแต่ย้ำอยู่ตลอด หรือว่าที่ใจกลางหุบเขาจะมีอะไรซ่อนอยู่จริงๆ…
“มันคืออะไร ข้าน้อยก็ไม่อาจรู้ได้ รู้เพียงว่าที่ใจกลางหุบเขามีช่องโหว่อยู่ช่องหนึ่ง และอสุรกายที่เข้าออกที่นั่น ดูเหมือนจะเป็อสุรกายขั้นกุ่ยหวัง…”
“แย่แล้ว!”
หลินเฟยใขึ้นมาทันที
‘ขั้นกุ่ยหวัง…’
อสุรกายกุ่ยหวังนั่น...เมื่อเทียบกับขั้นบำเพ็ญในมนุษย์แล้ว เรียกได้ว่าเทียบเท่าผู้บำเพ็ญขั้นจิงตันก็ว่าได้ หากทะเล่อทะล่าเข้าไปส่งๆละก็ เกรงว่าจะได้ตายโดยไม่รู้ตัว
“งานเข้าแล้ว…” หลินเฟยอดที่จะขมวดคิ้วเคร่งเครียดไม่ได้
เพราะตาเฒ่าเคยบอกว่าทะเลสาบนั่นอยู่บริเวณส่วนลึกของหุบเขากระบี่…
หากจะบุกเข้าไปตรงๆคงไม่ได้…
แม้จะฝึกเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียนจนทำให้มีพลังแข็งแกร่งกว่าผู้บำเพ็ญทั่วไป แต่แค่รับมือกับอสุรกายกุ่ยเจี้ยงยังว่าแย่แล้ว หากเจอกุ่ยหวังเข้าล่ะก็ คงต้องตายสถานเดียว
แต่ไม่ไปก็ไม่ได้…
เพราะแร่ขั้นเซียนเทียนเป็สิ่งล้ำค่าหายาก หากพลาดโอกาสไปละก็ ม่รู้ว่าจะต้องรอไปอีกจนถึงเมื่อใด
“ไม่สิ แล้วทำไมจะต้องไปเองล่ะ...” หลินเฟยตบหน้าผากตนเองทันที ปากก็ต่อว่าด่าทอตนเองว่าโง่ยิ่งนัก ครั้งนี้ต่างกับชาติที่แล้ว ที่จะต้องรับมือกับเ้าแห่งเหวทมิฬด้วยตัวคนเดียว แต่บัดนี้มีคนทั้งสำนักเวิ่นเจี้ยนอยู่ด้วยแท้ๆ หากรับมือคนเดียวไม่ไหวขึ้นมา แล้วทำไมถึงไม่เรียกคนมาช่วยเล่า?
อีกอย่าง...
เื่ที่หุบเขากระบี่มีอสุรกายกุ่ยหวังอยู่ ก็ย่อมเป็เื่ที่จำเป็ต้องรายงานอยู่แล้ว
คิดได้ดังนั้นหลินเฟยก็ลงมือเขียนจดหมายทันที ก่อนจะวาดมือจนเกิดเป็ลำแสงกระบี่ ส่งไปยังอารามที่อยู่เชิงเขา
เมื่อส่งจดหมายไปได้ไม่นาน ทั้งที่ตอนแรกว่าจะไปสอบถามเทียนกุ่ยอีกหลายๆคำถามเสียหน่อย จู่ๆก็ดันพบว่าบนท้องฟ้ามีลำแสงกระบี่สายหนึ่งพุ่งขึ้นมา พอมองไปจึงเห็นว่าเป็ลำแสงกระบี่ที่ไว้ใช้สำหรับสื่อสารของสำนักเวิ่นเจี้ยน เขาจึงเอื้อมมือไปคว้ามา แต่ในใจก็กลับสงสัย ว่าเพราะอะไรถึงตอบกลับมารวดเร็วเช่นนี้
เมื่อเห็นเนื้อความในจดหมาย ก็รู้ได้ว่าตนเองเข้าใจผิด เพราะนี่ไม่ใช่จดหมายตอบกลับ...
จดหมายฉบับนี้ เป็จดหมายของไป๋ซินที่อยู่อารามเชิงเขา
“มีช่องโหว่มากมาย แถมอสุรกายก็เยอะอีก?” หลินเฟยกวาดตาอ่านจดหมายอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็รู้ว่าเื่ราวในตอนนี้ ชักจะบานปลายไปใหญ่แล้ว เพราะดูเหมือนช่องโหว่ที่ปรากฏนั้น จะไม่ได้มีแค่จุดสองจุดเท่านั้น แถมตอนนี้ที่ส่วนลึกใจกลางหุบเขายังมีอสุรกายกุ่ยหวังอาศัยอีกด้วย
เกรงว่าคงต้องไปขอร้องให้ผู้าุโช่วยออกโรงแล้ว
หลินเฟยจึงส่งจดหมายอีกฉบับไปถึงสำนัก แล้วค่อยหาที่สำหรับรับลมพักผ่อน
และในเวลานี้เอง จดหมายของหลินเฟยก็มาถึงยังอารามที่เชิงเขาแล้ว
“เื่นี้ต้องรายงาน” ไป๋ซินโพล่งออกมาทันที ส่วนเหล่าศิษย์คนอื่นๆก็ไม่ได้โต้แย้งแต่อย่างใด เพราะอสุรกายกุ่ยหวังนั้นมีพลังเทียบเท่าผู้บำเพ็ญขั้นจิงตันเลยทีเดียว หากเทียบกับเหล่ามนุษย์แล้ว คนที่มีขั้นบำเพ็ญเช่นนี้ อย่างน้อยก็ต้องมีฐานะเป็ผู้าุโ ดังนั้นศิษย์ขั้นย่างหยวนสิบกว่าคนที่เฝ้าประจำการอยู่ จึงจะไร้ประโยชน์เลยก็ว่าได้
“เดี๋ยวข้าส่งให้เอง!” หลี่ฉุนรีบเสนอตัวทันที ทว่าหลังจากพูดจบ ก็เห็นว่าทุกคนกำลังมองมาที่เขาด้วยสายตาประหลาดใจ ทันใดนั้นเขาจึงรีบเอ่ยเสริมต่อ
“คือข้าพอจะรู้จักกับศิษย์พี่โจวน่ะ”
“ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นรบกวนศิษย์น้องหลี่หน่อยนะ”
ในคืนนั้นหลี่ฉุนก็ออกเดินทางไปทันที
“ส่งข่าวงั้นหรือ?” หลี่ฉุนเพิ่งออกห่างจากอารามเพียงครู่เดียวเท่านั้น เขาก็เผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมาทันที พอเห็นว่ารอบข้างไม่มีใครแล้ว ก็รีบพุ่งตัวเข้าไปในทะเลทรายโดยพลัน
เมื่อไม่มีพลังจากป้ายหินอูจินคุ้มกายไว้ พลังแร่จิงซ่าอันโหดร้ายก็จู่โจมเข้ามาทันที ทำให้หลี่ฉุนถึงกับกระอักเืออกมา...
หลี่ฉุนพยายามกระเสือกกระสนเพื่อกลับเข้ามาในเขตคุ้มกันของป้ายหินอูจิน ทว่าพลังรุนแรงเมื่อครู่กลับทำให้าเ็สาหัสเลยทีเดียว หลังจากเข้ามาถึงเขตปลอดภัยได้แล้ว เขาจึงทรุดลงไปทันที
ก่อนจะหมดสติก็ยังมิวายเผยรอยยิ้มเยือกเย็นออกมา
“ทีนี้ก็ไม่มีใครไปส่งข่าวแล้ว...”
หลี่ฉุนอยู่ที่หุบเขากระบี่หลายเดือน จึงดีรู้ว่าที่ตรงนี้ปลอดภัย ต่อให้หมดสติไปหลายวันก็ไม่เป็ไร กว่าพวกไป๋ซินจะรู้ว่าเขาไม่ได้ไปส่งข่าว ก็ผ่านไปสามถึงสี่วันแล้ว...
ถึงตอนนั้นค่อยตีหน้าเศร้า บอกว่าเพราะเร่งเดินทางตอนกลางคืน จึงหลงเข้าไปในทะเลทราย ถูกพลังแร่จิงซ่าทำให้าเ็ การส่งข่าวจึงล่าช้า หากเป็เช่นนี้ก็ไม่มีใครกล้ากล่าวโทษเขาแล้ว
วันรุ่งขึ้น หลินเฟยเองก็รีบตื่นแต่เช้า
“เกิดอะไรขึ้น?” เมื่อตื่นขึ้นมาหลินเฟยก็รู้สึกถึงความผิดปกติ เขาพบว่ามีร่องรอยบางอย่างปรากฏอยู่รอบตัว เมื่อเห็นดังนั้นหลินเฟยก็เกิดใจนเหงื่อเย็นผุดพรายขึ้นมา
“มีคนมาที่นี่งั้นหรือ?”
บัดนี้หลินเฟยมีขั้นบำเพ็ญย่างหยวนระดับสูงสุด อีกแค่นิดเดียวก็จะบรรลุขั้นมิ่งหุนแล้ว ต่อให้เป็ตอนนอน ก็ยังคงมีสติเสมอ ดังนั้นไม่ว่าเื่อะไรภายในรัศมีสิบจ้างก็ไม่อาจหลุดรอดสายตาเขาไปได้ แล้วเพราะอะไรกัน เมื่อคืนเขากลับไม่รู้ตัวว่ามีคนมาล่ะ?
นี่ไม่น่าใช่เื่เล็กๆแล้ว...
หากอีกฝ่ายสามารถเข้าประชิดตัวเขาได้อย่างง่ายดายเช่นนี้
แปลว่าก็จะสามารถทำอย่างอื่นได้เช่นกัน
‘คนคนนั้นเป็ใครกันแน่?’
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
