เสียงสนทนาของพวกสุ่ยเย่ว์หรูเฟิงนั้นเบา จุนห่าวจึงไม่ได้ยิน แต่ทว่าเสียงของไป๋จิ่นอวี้ จุนห่าวได้ยินชัดเจน พร้อมสายตาคนเ่าั้ที่มองมา ก็ถูกจุนห่าวจ้องกลับจนต้องหันกลับไป
จุนห่าวถอนหายใจ พลางคิดในใจ โลกนี้ช่างกลมเสียจริง คิดไม่ถึงว่าจะมีวาสนาต่อกันมิใช่แค่ครั้งเดียว ยังมาพบกันที่นี่อีก
หานรุ่ยเดินออกมาจากเต็นท์ เห็นสีหน้าไม่สู้ดีของจุนห่าว เอ่ยถามขึ้น “เป็อันใด เหตุใดสีหน้าไม่สู้ดี?”
เมื่อครู่นี้ยังมีความสุขดี เขาเข้าไปครู่เดียว จุนห่าวก็เปลี่ยนสีหน้า
“ไม่มีอันใด พอดีไปได้ยินบางสิ่งที่ไม่ควรได้ยิน” จุนห่าวกล่าว เขาจะไม่เอาเื่เ้าไป๋จิ่นอวี้นั่นเก็บมาคิด แค่คนที่เดินผ่านไปมา
“ไม่มีอันใดก็ดีแล้ว พรุ่งนี้เที่ยงดอกเหมยถึงจะผลิบาน เรามาเร็วเกินไปไหม?” หานรุ่ยเอ่ยถาม บ้านของพวกเขาอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ อันที่จริงเมื่อใกล้จะผลิบานค่อยมาก็ยังทัน ไม่รู้ว่าจุนห่าวร้อนรนอันใดและอยากมาถึงที่นี่โดยเร็ว
“ไม่เร็ว วันนี้เราจะตั้งแคมป์ ่ค่ำเราจะกินเนื้อย่างกัน หลังจากนี้ไปเราต้องเดินทาง คงไม่มีเวลาสบายๆ เช่นนี้แล้ว”
หานรุ่ยคิดทบทวน รู้สึกว่าก็ดี เอ่ยขึ้น “ลูกๆ รู้ คงดีใจมากเป็แน่ พวกเขาไม่ได้กินอาหารฝีมือเ้ามานานแล้ว”
“ใช่แล้ว แต่ข้าคิดว่าคนที่ควรจะดีใจที่สุด คงเป็พี่สาม กินได้เยอะที่สุดก็คือเขา” จุนห่าวกล่าว จุนฟานคนเดียวกินเท่ากับสองคน ได้กินของที่มีพลังปราณมากมายขนาดนั้น ก็ยังไม่เห็นจุนฟานเลื่อนขั้น
่ค่ำ จุนฟานอยู่หน้าเต็นท์พลางวางหินเรืองแสงหลายก้อน หินเรืองแสงเปล่งแสงได้ เป็เครื่องมือส่องสว่างสำหรับแผ่นดินชางหลาน เขาวางตะแกรงสำหรับย่าง พร้อมวางวัตถุดิบที่ตระเตรียมไว้ ซึ่งจุนห่าวให้จุนฟานไปซื้อมา จุนฟานชอบกิน เขาจึงยินดีที่จะทำธุระนี้ ตะแกรงย่างนำมาจากบ้าน ถ้าไม่มีอุปกรณ์ย่อมไม่สะดวกนัก เขามีเทศะทว่าไม่กล้าใช้
“ท่านพ่อ ข้าอยากกินเนื้อ” จุนห่าวหยิบเนื้อที่เขาโปรดปราน พลางพูดกับจุนห่าว ท่านแม่บอกว่าวันนี้เขากินได้ตามใจ และจะไม่สนใจพวกเขา
“ท่านพ่อ ข้าอยากกินของพวกนี้” จุนตงหยิบอาหารกำมือหนึ่งส่งให้จุนห่าว เื่กินจุนตงก็ไม่เคยยอมแพ้
“น้องสี่ ข้าอยากกินของพวกนี้” จุนฟานเลือกสิ่งที่เขาชอบและส่งให้จุนห่าว จุนฟานคิดในใจ ทำไรไม่ได้ ใครให้จุนห่าวย่างได้อร่อยล่ะ พวกเขาหลายคนไม่มีใครฝีมือดีเท่าจุนห่าว ดังนั้น เขาจึงต้องหน้าหนาให้จุนห่าวย่างเท่านั้น
เห็นจุนฟานถือของกองหนึ่งให้จุนห่าวย่าง สายฟ้าก็ร้อนรน มันคาบไก่งวงหนึ่งอยู่ในปากส่งให้ตรงหน้าจุนห่าว พร้อมพูดกับจุนห่าวในจิตสำนึกว่า “ท่านพ่อ ข้าอยากกินไก่ย่าง ข้าจำได้ว่าท่านย่างไก่ป่าได้อร่อยที่สุด”
คนอื่นๆ มิได้หน้าหนาเท่าจุนฟาน พวกเขาจึงจะย่างเอง
เห็นหลายคนจะลงมือ จุนห่าวพูดกับทุกคนว่า “พวกเ้ารอก็พอแล้ว วันนี้ข้าจะย่างเอง” ตะแกรงที่เขาทำมาไม่ใหญ่มาก ยืนแค่สองคนก็พอแล้ว คนเยอะจะเบียดไป
ฟังคำของจุนห่าว จุนเช่อและจางหนิงเห็นตะแกรงเล็กๆ ไม่โต้เถียงจุนห่าว หานรุ่ยพูดกับจุนห่าวว่า “ข้าช่วยเ้าเอง” จุนห่าวรับผิดชอบของพวกเขา ต้องยุ่งมากเป็แน่ แม้ว่าฝีมือของเขาจะไม่ดีเท่าจุนห่าว ทว่ายังช่วยเหลือเขาได้
“ได้” จุนห่าวพูดกับหานรุ่ยด้วยรอยยิ้ม ภรรยารักเขาอย่างสุดหัวใจ เขาก็ดีใจ
จุนห่าวย่างเสร็จหนึ่งชุด ก็แจกจ่ายให้ทุกคน ทุกคนกินอย่างไม่เกรงใจ ไม่สนใจจุนห่าวและหานรุ่ยจนกินหมด
“แสนอร่อย ฝีมือการทำอาหารของน้องสี่คือที่สุดแล้ว ขนาดเนื้อย่างยังอร่อยถึงเพียงนี้” จุนฟานกินไปพลาง ชื่นชมไปพลาง คำพูดของเขามิได้ชะลอความเร็วในการกินของเขาเลย เนื่องจากมีความสุข เสียงของเขาก็สูงตามไปด้วย
“คนที่อยู่กับเ้าคนบ้านนอก ก็เป็คนบ้านนอกด้วย เห็นคนกลุ่มนั้นที่กินอย่างเอร็ดอร่อย มองแวบเดียวก็รู้ว่าไม่ได้มีการศึกษาอะไร เนื้อย่างจะอร่อยแค่ไหนกัน จะอะไรนักก็ไม่รู้......” ไป๋จิ่นอวี้มองพวกจุนห่าวทานอย่างเอร็ดอร่อย จึงอดไม่ได้ที่จะพูดจาเหน็บแนม ยามนี้เขาไม่ชอบขี้หน้าจุนห่าวนัก ั้แ่โตมา จุนห่าวเป็คนแรกที่ไม่ไว้หน้าเขา พูดง่ายๆ ก็คือ ไป๋จิ่นอวี้ถูกตามใจจนนิสัยเสียแล้ว เขารับไม่ได้
ขณะที่ไป๋จิ่นอวี้กำลังพูดเสียงดัง สุ่ยเย่ว์หรูเฟิงจึงดุว่า “ไป๋จิ่นอวี้ หุบปาก” จากนั้นหันไปทางจุนห่าวพลางพยักหน้าขอโทษ คิดในใจ ไป๋จิ่นอวี้รนหาที่ตายจริงๆ มองก็รู้แล้วว่าคนๆ นั้นมิใช่คนที่จะหาเื่ได้โดยง่าย แม้แต่เขาก็ยังมองพลังปราณของคนๆ นั้นไม่ออก เขายังยั่วยุคนๆ นั้นถึงสองครั้งสองครา เขาเบื่อหน่ายจริงๆ กลับไปต้องบอกท่านแม่ ให้ยกเลิกการแต่งงาน คนที่มีปัญหาเช่นนี้จะแต่งเข้าบ้านได้ยังไง ไม่ช้าก็เร็วจะเป็หายนะ คิดถึงเื่นี้ เขาหันมองหานเฟิงอีกครั้ง
คนอื่นก็พูดไม่ออก ไป๋จิ่นอวี้ทำไปได้ เขาคือนายน้อยแห่งกระกูลไป๋จากเมืองเย่ว์เซียน คนอื่นต้องให้เกียรติเขา ในสำนัก ทุกคนต่างอุ้มชูเขา นั่นเพราะว่าเขามีอาจารย์ที่ดี ในสถานที่ห่างไกลแห่งนี้ ต่อให้สังหารไป๋จิ่นอวี้ ก็มิใช่เื่ที่จะเป็ไปไม่ได้ หยุนจั่นเฟยและจินเหลียงเจิ้นมองสุ่ยเย่ว์หรูเฟิงด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจ หากสุ่ยเย่ว์หรูเฟิงแต่งงานกับไป๋จิ่นอวี้ ต่อไปเขาต้องคอยตามเก็บกวาดเื่ไป๋จิ่นอวี้ทำไว้ ภรรยาที่ดีต้องปฏิบัติต่อสามีอย่างดี และไม่ยั่วยุให้สามีโกรธ คิดถึงตรงนี้ทั้งสองคนมองหานเฟิงโดยไม่ได้ตั้งใจ หานเฟิงถูกมองจนรู้สึกงุนงง
จุนห่าวก็ได้ยินคำพูดเหน็บแนมของไป๋จิ่นอวี้ เพราะพวกเขาอยู่ไม่ไกล และเสียงของไป๋จิ่นอวี้นั้นไม่ได้เบา ตอนที่สุ่ยเย่ว์หรูเฟิงพยักหน้าพลางขอโทษเขา เขาพยักหน้าให้สุ่ยเย่ว์หรูเฟิงอย่างยอมรับคำขอโทษของเขา จุนห่าวเป็คนแยกความแค้นกับความดีได้ชัดเจน จึงไม่เคืองโกรธสุ่ยเย่ว์หรูเฟิง
หานรุ่ยก็ได้ยินเสียงของไป๋จิ่นอวี้ เขาเหลือบมองทางนั้นด้วยดวงตาที่แหลมคม แล้วดังสายตากลับ จากนั้นเขาก็จดจ้องไปที่เนื้อย่างที่อยู่เบื้องหน้า ในเวลานี้ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าหานรุ่ยคิดอะไร
หานรุ่ยจำกลุ่มคนนี้ไม่ได้ รวมถึงลูกผู้พี่ของเขา...หานเฟิง หานเฟิงเข้าสำนักั้แ่อายุ 6 ขวบ ในเวลานั้นหานรุ่ยยังเป็เด็กทารก เขากลับมาสองครั้งในรอบ 20 ปี ครั้งก่อนที่กลับมาไม่ได้พบหานรุ่ย ครั้งนี้กลับมากลับไม่รู้จักกัน ส่วนไป๋จิ่นอวี้ ก็ออกจากตระกูลตอนอายุ 6 ขวบ ครั้งนี้เป็ครั้งแรกที่ได้กลับบ้าน ตอนที่เขาจากบ้านมา ได้ยินเพียงว่าตระกูลหานมีนอัจฉริยะคนหนึ่ง แต่เขาไม่สนใจ ครั้งนี้หานรุ่ยกับฟานเฟิงไม่รู้จักกัน หากได้พบกันอีกครั้ง คงจะหลังจากนี้ไปอีกหลายปี ถึงครานั้นคงจะเป็อีกภาพหนึ่ง
“เนื้อย่างของข้าทำไมน้อยอย่างนี้ล่ะ! ใครเอาเนื้อย่างของข้าไป ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้” จุนฟานพูดเสียงดังเมื่อมองเนื้อย่างน้อยนิดที่อยู่ในจาน เขาจำได้อย่างชัดเจนว่าเมื่อครู่นี้ยังมีตั้งหลายไม้ แต่พอเขาหันกลับมา กลับเหลือเพียงสองไม้
“ใครจะเอาเนื้อย่างของเ้าไปได้ล่ะ เมื่อครู่นี้น้องสี่ยังเพิ่มให้พวกเรา จานของทุกคนยังเต็มอยู่เลย เ้าคงกินเร็วจนหมดไป และไม่กล้าขออีกใช่ไหม ถึงหาข้ออ้างเช่นนี้” จุนเช่อกล่าวอย่างไม่พอใจจุนฟาน เ้าจุนฟานกินเยอะแล้วยังคิดวิธีเช่นนี้อีก เชื่อเขาเลยจริงๆ
“ข้าไม่ได้โกหก มันหายไปจริงๆ เมื่อครู่นี้ข้าแค่หันไปพูดกับจางหนิง หันกลับมาก็เหลือแค่สองไม้แล้ว” จุนฟานอธิบายอย่างกระวนกระวาย
จากนั้นเขาก็มองไปทางจางหนิงอีกครั้ง และพูดว่า “เสี่ยวหนิง ข้าไม่ได้โกหกถูกไหม?” คิดในใจ เขาเป็คนที่โกหกเพื่อของกินไปแล้วใช่ไหม? เหตุใดแม้แต่พี่รองถึงไม่เชื่อเขา
“ไม่มีก็คือไม่มี เรากินด้วยกันได้” จางหนิงพูดกับจุนฟาน พูดจบก็วางไม้เสียบเนื้อย่างส่วนหนึ่งลงในจานของจุนฟาน ให้จุนฟานหยุดคิดเื่ไม้เนื้อย่างที่หายไป เขาเชื่อที่จุนฟานพูด ดูเหมือนจะมีอะไรแปลกๆ
“แต่ข้าไม่ได้โกหกจริงๆ หายไปจริงๆ เสี่ยวหนิง เ้าเชื่อข้าใช่ไหม?” จุนฟานอธิบายอีกครั้ง พร้อมน้ำเสียงไม่ได้รับความเป็ธรรม
“ข้าเชื่อเ้า รีบกินเถอะ! จางหนิงพูดอย่างมั่นใจ และยัดไม้เสียบเนื้อย่างเข้าปากของจุนฟาน”
จุนห่าวก็เชื่อว่าจุนฟานไม่ได้โกหก เขาก็รู้สึกว่าเื่นี้แปลกประหลาด เขาจึงย่างเนื้อไปพลาง และมองรอบๆ ไปพลาง ในที่สุดเขาก็จับตาเห็นสถานที่ที่ไม่มีแสงสว่าง เขารู้สึกว่าตรงนั้นแตกต่างเล็กน้อย เป็อย่างที่เขาคิด เขาจ้องเขม็งอยู่ครู่หนึ่ง ก็เห็นต้นไม้ที่มีลักษณะคล้ายเส้นไหมรากหนึ่งเลื้อยออกมาจากความมืด เลื้อยอย่างต่อเนื่อง จนเลื้อยมาถึงจานของจุนฟานหยุดซุ่มเพื่อรอจังหวะ เพราะต้นไม้เลื้อยมีสีใกล้เคียงกับดิน ทั้งยังเส้นบาง ดังนั้นจุนฟานจึงมองไม่เห็น ตอนที่จุนฟานหันไปหาจางหนิง
พูดก็พูด ต้นไม้เลื้อยนั้นพันเนื้อย่างส่วนใหญ่ไป ในจานจึงเหลือเนื้อย่างแค่สองไม้
ในเวลานี้จุนห่าวได้ยินเสียงเอะอะโวยวายของจุนฟานอีกครั้ง จุนห่าวถอนหายใจ จุนฟานช่างโชคร้ายจริงๆ ต้นไม้เลื้อยที่แปลกประหลาดนั้นตั้งใจพันเนื้อย่างของเขา ดูเหมือนว่าโชคของจุนฟานจะไม่ดีนัก
จุนห่าวย่างเนื้อเสร็จ พูดกับหานรุ่ยครู่หนึ่ง แล้วหยิบหินเรืองแสงเดินไปตรงที่มืดๆ นั้น เขาใช้หินเรืองแสงส่อง สิ่งแรกที่เขาเห็นคือ หินรูปทรงสี่เหลี่ยมขนาดสองฟุต เห็นหินก้อนนี้ดูธรรมดามาก เขาจึงไม่สนใจ ไม่เห็นต้นไม้เลื้อยแปลกๆ นั่น เขาก้มลงมองอย่างละเอียด พบว่าใต้หินมีรูเล็กๆ นึง และมีต้นไม้เล็กๆ งอกขึ้นมาจากในรู มีสีน้ำตาล ขนาดหนึ่งนิ้ว บนต้นไม้มีกิ่งไม้ไขว้ไปมา และบนยอดของกิ่งไม้จะมีดอกไม้ที่มีดอกตูมอยู่ นอกจากดอกตูมแล้ว ต้นไม้ทั้งต้นไม่มีใบไม้เลย ต้นไม้ที่กินเนื้อได้ จุนห่าวเพิ่งเห็นเป็ครั้งแรก
“จุนห่าว เ้าใกล้จะทำพันธะสัญญากับมันได้แล้ว ต้นไม้เล็กๆ นี้ไม่ธรรมดา เขาคือจื่อเหมยเบิกฟ้า แต่ว่า เหตุใดมันถึงปรากฏบนแผ่นดินที่มีพลังิญญาเบาบางเช่นนี้ ไม่สนละ เร็วเข้า นี่คือสมบัติล้ำค่าเชียวนะ” เสี่ยวไป๋พูดอย่างตื่นเต้น จุนห่าวช่างโชคดีจริงๆ ในสถานที่ที่เป็แหล่งขี้นกเช่นนี้ยังพบของพิเศษชนิดนี้ จื่อเหมยเบิกฟ้าใกล้จะสูญพันธ์ในแดนเซียนแล้ว
“ข้าจะทำพันธะสัญญากับมันยังไง มันไม่มีจิตสำนึก พันธะสัญญาของสัตว์อสูรคือการที่นักพรตประทับพลังิญญาในจิตสำนึกของสัตว์อสูร แต่พืชนี่ต้องทำยังไง? จุนห่าวถามเสี่ยวไป๋
“เ้าต้องหยดเืของเ้าลงบนลำต้นของต้นไม้ พร้อมทำตามวิธีที่ข้าบอก ก็พอแล้ว” เสี่ยวไป๋กล่าว จากนั้นได้บอกวิธีผ่านจิตสำนึกของจุนห่าว
จุนห่าวทำตามวิธีของเสี่ยวไป๋ ทำพันธะสัญญากับจื่อเหมยเบิกฟ้าสำเร็จอย่างรวดเร็ว หลังจากเสร็จสิ้น จื่อเหมยเบิกฟ้าก็เข้าสู่จิตสำนึกของจุนห่าว จื่อเหมยเบิกฟ้าให้พลังิญญามหาศาลกับจุนห่าว พลังของจุนห่าวเปลี่ยนไปทันที ชั่วพริบตาเดียว พลังปราณของเขาก็บุกทะลวงเข้าสู่ลมปราณขั้นที่เจ็ด นอกจากหานรุ่ย ไม่มีใครสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของจุนห่าว
จุนห่าวกลับมาที่เตาย่างเงียบๆ อย่างไม่ให้สุ้มให้เสียง หานรุ่ยเห็นท่าทางที่แข็งแกร่งขึ้นกว่าเมื่อครู่นี้ เอ่ยถาม “เกิดอะไรขึ้น?”
