หลิวชิวเซียงไม่ได้คิดอะไรมากเกี่ยวกับเื่นี้และยิ้ม “ดีเหลือเกิน ในบ้านจะได้มีโจ๊กข้าวกินไปอีกหลายวัน”
“ท่านพี่ เราต้องมองทุกอย่างให้กว้างขึ้น วันนี้คือวันตลาดนัดใหญ่ อีกไม่กี่วันก็เป็ตลาดนัดเล็ก ข้ามีหนทางหาเงินกลับมาได้ พี่ใหญ่หุงกินอย่างวางใจได้”
“เ้าว่าอะไรนะ หุง หุง หุงข้าวกินหรือ?” เนื่องจากคำพูดของนาง หลิวชิวเซียงเกือบจะกัดโดนลิ้นตนเอง
์ ข้าวขาวหุงสุก ตลอดมานางทำได้แค่มองดู อย่างมากก็แค่ได้กินโจ๊กข้าวขาว
หลิวเต้าเซียงตอบอย่างไม่เห็นด้วย “อืม ข้ากับพี่ใหญ่กำลังเจริญเติบโต แม่เพิ่งคลอดน้องเล็ก ย่าชอบบอกว่าแม่เราอาภัพ คลอดลูกชายไม่ได้ เราต้องเลี้ยงดูท่านแม่ให้ดี จะได้คลอดน้องชายมาให้เราเพิ่ม”
หลิวชิวเซียงพยักหน้า “จะว่าไปก็จริง อีกอย่างท่านพ่อทำงานหนักทุกวี่วัน แม่เองก็กังวลว่าร่างกายของท่านพ่อจะทนไม่ไหว”
ทั้งบ้านมีเขาเป็เสาหลักเช่นนี้ หากว่าหลิวซานกุ้ยล้มป่วย ครอบครัวนี้คงแย่
ดังนั้นหลิวชิวเซียงจึงเริ่มเคลื่อนไหว จัดการเอาข้าวสารไปซ่อนไว้อย่างดี แล้วจากนั้นค่อยตักไปต้มโจ๊ก จากนั้นผัดผักเพื่อเป็กับข้าว แล้วค่อยเอาซาลาเปาไส้เนื้อออกมา
หลังจากรอหลิวซานกุ้ยกลับมากินข้าวในห้อง ทั้งครอบครัวก็ได้กินอิ่มหนำไปหนึ่งมื้อ
คืนนี้หลิวซานกุ้ยรู้สึก ‘ประหลาดใจ’ อีกครั้ง เมื่อมองไปที่ข้าวขาวที่กองอยู่สูง มีภาพเมื่อสองเดือนที่แล้วฉายอยู่ตรงหน้า ตอนนั้นเขาต้องข่มใจขอร้องอ้อนวอนข้าวสารจากหลิวฉีซื่อเช่นไร เพียงเพื่อขอโอกาสให้ภรรยาและลูกได้มีชีวิตรอด
ทว่าเพียงแค่ชั่วพริบตา บ้านเขาเองก็ได้กินข้าวหุงสุกแล้ว
หลิวซานกุ้ยรู้สึกว่าน้ำตาคลอเบ้า เมื่อเห็นจางกุ้ยฮัวมองมาที่ตนเองอย่างสงสัย จึงเอ่ยว่าน้ำจากผักดองเค็มกระเด็นเข้าตา เผ็ดจนน้ำตาเขาไหลออกมา ทว่าผักดองเค็มนี่เข้ากันกับข้าวยิ่งนัก
ค่ำคืนนี้หลิวซานกุ้ยนอนไม่หลับและไม่มีใครรู้
ในเดือนพฤษภาคม ดอกทับทิมส่องแสงเจิดจ้า ระหว่างกิ่งก้านมีผลแรกฤดูกำลังออกมา
ในพริบตา นางถอดเสื้ออ๋าวตัวเล็กออก แล้วเปลี่ยนเป็เสื้อตัวบาง หลิวชุนเซียงสวมเสื้อกล้ามตัวเล็ก จึงเคลื่อนไหวตัวกระดุกกระดิก
ไก่สิบตัวที่เลี้ยงอยู่ในบ้านป้าหลี่ก็ตัวขนาดเท่ากำปั้น และน่ารักน่าชังยิ่งนัก
หลิวชิวเซียงพยายามไปช่วยนางทำความสะอาดอย่างกระตือรือร้น เพียงเพื่อ้าไปดูด้วยตาตนเอง พอนึกถึงน้องรองสัญญาว่ารอตรุษจีน พวกนางจะเอาไก่หนึ่งตัวกลับไปให้ยายเพื่อเซ่นไหว้บรรพบุรุษ
นับแต่นางได้เอ่ยความปรารถนานั้นออกมา หลิวชิวเซียงก็นับนิ้วรอ เฝ้ารอให้วันนั้นมาถึง
อากาศในเดือนพฤษภาคมนั้นร้อนขึ้นทุกวัน อาการาเ็ของซูจื่อเยี่ยก็ดีขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าจะไม่สามารถะโโลดเต้นได้ แต่ก็เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ
“เ้ากําลังจะไปที่เนินเขาด้านหลังอีกครั้งหรือ?”
วันนี้หลิวเต้าเซียงกำลังอุ้มหลิวชุนเซียงเล่นอยู่ใต้ต้นแพร์ และเห็นซูจื่อเยี่ยกำลังห้อยธนูไว้บนหลังแล้วเตรียมตัวออกไป
“อืม!” มุมปากของเขาขยับเล็กน้อย แต่ก่อนที่เขาจะเอ่ยอะไร ก็ได้ยินเสียงอ่อนหวานของหลิวเสี่ยวหลันดังขึ้น
แต่ฟังแล้วรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว
“คุณชายน้อย เ้าจะไปที่ใด?”
หลิวเสี่ยวหลันไม่ได้ปรายตามองหลิวเต้าเซียงด้วยซ้ำ ดวงตากลมโตมองจู่โจมไปทางซูจื่อเยี่ย
ซูจื่อเยี่ยก็ไม่ได้มองนางเช่นเดียวกัน เพียงแต่มองหลิวเต้าเซียงอย่างลึกซึ้ง เวลาเพียงแค่สองเดือน ราวกับว่านางถอดร่างอย่างไรอย่างนั้น ทีแรกที่เห็นคือผิวพรรณซีดเหลือง ตอนนี้กลับมีเืฝาด ใบหน้าละเอียดลออ เขาอยากเอื้อมมือไปหยิก แต่ก็กังวลว่าแก้มของนางจะบอบบางเกินไป ไม่ทันระวังจะหยิกจนแหลกละเอียดได้
ความคิดเกิดขึ้นในชั่วอึดใจ ไม่รอให้หลิวเสี่ยวหลันได้ทันสังเกต เขาก็ตอบว่า “หลังูเา เ้าจะไปกับข้าหรือ?”
หลิวเสี่ยวหลันฟังแล้วเกิดความคิดเล็กน้อย ขณะกำลังจะพยักหน้า หลิวเต้าเซียงที่อยู่ข้างๆ ก็พูดอย่างเ็า “เมื่อวานได้ยินว่าเพื่อนบ้านตรงทิศตะวันออกจับงูหนักครึ่งกิโลกรัมกว่ามากิน ได้ยินว่าบำรุงดียิ่งนัก ฤดูร้อนกินแล้วจะไม่โดนยุงกัด”
เดิมทีเท้าของหลิวเสี่ยวหลันที่กำลังจะยกขึ้นก็วางลง นางยิ้มอย่างเบิกบานแล้วเอ่ย “ที่แท้คุณชาย้าไปเล่นบนหลังเขาหรือ น่าจะต้องพกน้ำดื่มกับเสบียงไปหน่อยหรือไม่?”
“อืม!” ซูจื่อเยี่ยพยักหน้าและพูดว่า “เ้าไปเตรียมน้ำไว้เยอะหน่อย”
หลิวเสี่ยวหลันดีใจมากและลืมอารมณ์ทั้งหลายแหล่ ดีใจจนแทบจะลืมทิศทาง จึงรับปากทันใด จากนั้นก็วิ่งไปเตรียมน้ำชาเย็นให้ซูจื่อเยี่ย
ต้นแพร์ที่ออกใบอย่างหนาตา ราวกับร่มที่กางออก เรียงตัวเป็ชั้นๆ เมื่อลมเบาหวิวพัดผ่าน น้ำเต้าเล็กก็จะปรากฏออกมาอย่างซุกซน กลิ่นไม้หอมจางๆ สามารถทำให้คนสงบสติได้
“ยามเมื่อลูกแพร์สุก...”
“เ้าไม่ได้กินหรอก” คําพูดของหลิวเต้าเซียงหยุดบทกลอนที่กำลังจะหลั่งไหลออกมาจากหัวใจของเขาหมดสิ้น ซูจื่อเยี่ยยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ช่างไม่น่ารักเสียเลย แต่กลับรู้สึกว่าคนเช่นนางนั้นน่าดึงดูดใจ
“กลางคืนเ้า้ากินอะไร? ไก่ฟ้าหรือ!” ซูจื่อเยี่ยหาเื่คุย
หลิวเต้าเซียงหัวเราะคิกคัก ที่แท้ นางกำลังเอานิ้วชี้วางที่ปากเล็กของหลิวชุนเซียง และเย้าแหย่นางเล่นอย่างสนุกสนาน
ดวงตาของซูจื่อเยี่ยแดงเล็กน้อย มือกำหมัดแน่นอยู่ด้านหลัง เขาไม่มีทางยอมรับเด็ดขาดว่า ตนเองกำลังอิจฉาเด็กทารกที่เพิ่งคลอดมาได้สองเดือน
“กลับมาอย่างปลอดภัยนะ!” เสียงของหลิวเต้าเซียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน
เป็ครั้งแรกที่ซูจื่อเยี่ยรู้สึกว่าการเรียนรู้ศิลปะการต่อสู้ไม่ใช่เื่แย่เสมอไป
“อืม!” เขายังคิดถึงหนููเาที่นางพูดไว้ก่อนหน้านี้ และจำได้ว่าถ้านางขายหนููเาได้ ครอบครัวของนางจะมีเงิน และเมื่อถึงเวลาหากจะต้องแยกครอบครัวออกจากกันจริงๆ นางจะได้ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีที่หลบภัยจากลมและฝน
ซูจื่อเยี่ยเชื่อว่าด้วยธรรมชาติของหลิวฉีซื่อ นางสามารถทำอะไรที่โเี้และไม่ยุติธรรมได้
เพียงแต่ว่าหนููเานั้นหายากยิ่ง เหล่าองครักษ์ของเขา หากยามว่างจากกิจก็จะถูกเขาสั่งให้ไปทำงานเหล่านี้ เมื่อคืนกลางดึกได้รับข่าว บอกว่าพอมีหนทาง
เมื่อนึกถึงตรงนี้ ใบหน้าของเขาก็เกิดความกังวลเล็กน้อย เหมือนว่า้าเติมเต็มความสุขในหัวใจให้กับหลิวเต้าเซียงอย่างทันท่วงที
“คุณชายน้อย น้ำและของว่างเตรียมพร้อมแล้ว” หลิวเสี่ยวหลันพิถีพิถันอย่างมากในการตระเตรียมของกินให้เขาอย่างดี จากนั้นมองหลิวเต้าเซียงอย่างละเอียด แน่ใจว่าระหว่างทั้งสองไม่มีการพูดคุยกัน จึงวางใจ
ซูจื่อเยี่ยรับของมา แล้วหันขวับเดินจากไป
หลิวเสี่ยวหลันมองดูด้านหลังอย่างหลงใหล ผ่านไปสักพักจึงเอ่ย “เ้าว่าคุณชายน้อยจะเกิดในตระกูลขุนศึกผู้ดีหรือไม่”
จากใจจริงของหลิวเต้าเซียง นางไม่อยากสนทนาเื่ที่ไม่เกิดประโยชน์เช่นนี้
“อาเล็ก ตระกูลผู้ดีคืออะไร” หลิวเต้าเซียงเงยหน้าถามด้วยสีหน้าสับสน
ดวงตาของหลิวเสี่ยวหลันฉายแววเดียดฉันท์ เบะปากอย่างดูแคลนแล้วเอ่ย “ตระกูลผู้ดีก็คือตระกูลผู้ดี เด็กบ้านนอกอย่างเ้า อีกกี่ชาติก็คงไม่เคยได้พบเห็น”
ฮึ นางไม่มีทางบอกนางหน้าเหม็นนี่หรอก ตระกูลผู้ดีก็คือในบ้านนั้นจะมีทรัพย์สมบัติมากมาย แต่งกายด้วยผ้าไหม กินอย่างอุดมสมบูรณ์
ในเมื่อซูจื่อเยี่ยไม่ได้อยู่ในลานบ้านแล้ว หลิวเสี่ยวหลันเองก็ผ่อนคลาย ไม่ต้องเสแสร้งทำเป็เอ็นดูรุ่นหลาน
นางสะบัดผ้าเช็ดหน้าแล้วเดินไปที่ห้องของตน
อันที่จริงแล้วนาง้ากลั่นแกล้งหลิวเต้าเซียงเล่น แต่หลังจากที่นางเด็กคนนี้ศีรษะเคยถูกกระแทกก็เหมือนกับเปิดปุ่มต่อสู้ นับวันยิ่งก๋ากั่น ขืนแกล้งเยอะเข้า ก็จะเหมือนกับกระต่ายที่ถูกบีบให้จนตรอกและไล่กัดคน
หลิวเต้าเซียงเพลิดเพลินกับ่บ่ายที่สงบสุข ซูจื่อเยี่ยกลับมา่อาหารค่ำ
เขาถือไก่ฟ้าสองตัวไว้ในมือ เมื่อเห็นหลิวเต้าเซียงนั่งอยู่บนบันไดหินตรงปีกฝั่งตะวันตก สองมือกอดอกเหม่อมองฟ้า ไม่รู้เพราะเหตุใด ซูจื่อเยี่ยมักมีความรู้สึกว่านางไม่เหมือนเด็กเจ็ดขวบ กระทั่งรู้สึกถึงความเ็ปจากตัวนางได้จางๆ
เป็ไปได้ไหมว่านี่คือสิ่งที่ตำรามักจะกล่าว เด็กในครอบครัวที่ยากจนมักจะเติบโตเร็ว?
เมื่อคิดถึงท่าทีของหลิวฉีซื่อและหลิวต้าฟู่ เขาพยักหน้า แล้วจึงส่ายหัว
จากนั้นก็โยนไก่ฟ้าไปที่ตัวนางตรงๆ เขาไม่ชอบเวลาที่นางเด็ดเดี่ยวหนักหน่วง แต่ชอบเวลาที่นางทะเยอทะยาน ต่อสู้ดิ้นรน มันราวกับว่ามีแสงส่องเป็ประกายมากกว่า
หลิวเต้าเซียงได้สติ ถึงพบว่าข้างๆ ตนเองมีไก่ฟ้าสองตัว
ดังนั้นจึงถามเขาว่า้ากินมันอย่างไร เพราะเขาเป็คนล่า อย่างไรก็ต้องถามพอเป็พิธี
ใครจะรู้ว่าซูจื่อเยี่ยบอกว่า กินจนมีแต่กลิ่นไก่ไปหมด จึงบอกให้นางทำผัดอะไรก็ได้ อย่างเผ็ดเปรี้ยวมากิน
หลิวเต้าเซียงคิดๆ แล้วก็ตอบตกลง กำลังง่วงซึมอยู่พอดี ลมทิศบูรพาพัดมาก็เกิดความอยากนอน กระเพาะก็ไม่ดีนัก ทำไก่เผ็ดเปรี้ยวจะได้ทำให้กระเพาะเปิด
เพียงแค่คิดก็น้ำลายไหล จึงกำมือ กลางคืนต้องเติมข้าวสักสองถ้วย
เมื่อเข้าครัวบ่อยครั้งเข้า ฝีมือของนางก็พัฒนาอย่างรวดเร็ว จะว่าไปก็ต้องขอบคุณเ้าบ้าซูจื่อเยี่ย
หลิวชิวเซียงแอบเห็นั้แ่แรกจึงรีบเข้ามาช่วย เมื่อเห็นไก่ตัวอ้วนสองตัว คิดว่าคงจะทำกินเลย
หลิวเต้าเซียงกับนางช่วยกันทำความสะอาดไก่ แล้วใช้น้ำร้อนดับกลิ่นคาว จากนั้นหลิวชิวเซียงก็เตรียมหัวหอม กระเทียม กับขิง
“ท่านพี่ ในบ้านมีเหล้าข้าวหรือไม่?”
“อืม น้องรอง เ้าคิดจะทำไก่ผัดเผ็ดเปรี้ยวเช่นนั้นหรือ?” หลิวชิวเซียงย้อนนึกถึงรสชาตินั้น ถึงตอนนี้ในลิ้นยังคงมีกลิ่นหอมหวนอยู่เต็มไปหมด
หลิวเต้าเซียงยิ้มอย่างมีความสุข “อืม ท่านพี่ ไปขอกับอาเล็กเถิด บอกว่าคุณชายน้อยท่านนั้นอยากกิน”
“นั่นสินะ ใช้วิธีนี้ง่ายสุด” นางกับหลิวเต้าเซียงสบตากันแล้วหัวเราะ
หลายวันมานี้สองพี่น้องใช้ข้ออ้างนี้ในการทำอาหารไม่น้อย ถึงอย่างไร ่เวลานี้ หลิวเต้าเซียงก็หาหนทางร้อยแปดเพื่อบำรุงร่างกายให้คนในครอบครัวอยู่แล้ว
นางยิ้มให้หลิวชิวเซียงและพูดว่า “รีบไปเถอะ ย่าน่าจะกลับมาในอีกสักครู่”
หลิวชิวเซียงกะพริบตาที่แวววาว นี่คือกฎเดิม
ทุกครั้งที่ซูจื่อเยี่ยเอาไก่ฟ้ากลับมาจำนวนมาก น้องรองจะแอบเก็บเอาไว้ส่วนหนึ่ง เซ่นให้คนในครอบครัวในมื้อดึก
หลิวชิวเซียงก้มลงมองท้องของตนอย่างเศร้าใจ ่นี้เหมือนว่าท้องน้อยของนางจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ น้องรองบอกว่านี่เรียกว่า สมบูรณ์ขึ้น!
หลิวเต้าเซียงมองไปที่หลิวชิวเซียงที่กำลังพร่ำบ่นว่าตนเองอ้วนขึ้นอย่างขบขัน จากนั้นก็รีบวิ่งไปด้านล่างหน้าต่างห้องตะวันตก
ไม่ต้องบอกก็รู้ หลิวเสี่ยวหลันอยู่ที่นั่น
ไม่รู้ว่าเพราะซูจื่อเยี่ยรู้ว่านางกำลัง ‘แอบทำการลับ’ หรืออย่างไร เนื่องจากทุกครั้งที่ล่าสัตว์ป่ากลับมา เขามักจะปล่อยให้หลิวเสี่ยวหลันพูดคุยสนทนาอยู่ในห้อง โดยไม่แสดงท่าทีไม่ชอบใจ
ที่ซูจื่อเยี่ยรู้การรู้งานเช่นนี้ หลิวเต้าเซียงไม่ได้ตอบแทนอะไร เพียงแต่พยายามตั้งใจทำอาหารให้ดี
แน่นอนว่าเมื่อหลิวชิวเซียงหยิบเหล้ากลับมา ก็เอ่ยเสียงเบา “อาเล็กไปรบกวนคุณชายน้อยท่านนั้นอีกแล้ว ช่างน่าสงสาร”
นางเห็นอกเห็นใจซูจื่อเยี่ยที่ถูกหลิวเสี่ยวหลันผู้ที่เหมือนกับกาวพลาสเตอร์เกาะติดแน่น
หลิวเต้าเซียงทำกับข้าวอย่างมีความสุข รอจนหลิวต้าฟู่กับหลิวซานกุ้ยกลับมากินข้าว เวลาก็ผ่านไปพอสมควรแล้ว
หลิวฉีซื่อดูเหมือนจะเหน็ดเหนื่อยใน่นี้ จึงไม่ได้สั่งสอนใคร เพียงแต่บอกให้ทุกคนอาบน้ำแยกย้ายกันไปนอน
------
