ั้แ่อันเจิงสู้กับจางติ่งป๋างในครั้งนั้น เื่นี้ก็ถูกเล่าลือออกไปไกลดั่งสายลมพัด
ส่วนจางติ่งป๋างก็รู้ว่า หากต่อสู้กันนานขึ้นก็จะยิ่งไม่ดีต่อตัวเขาเองคำสั่งที่เขาได้รับก็คือกำจัดอันเจิงซะ แต่ทั้งสองต่อสู้มาจนถึงตอนนี้ตัวเขายังไม่ได้เปรียบอันเจิงเลยแม้แต่น้อย จึงทำให้เขาเบื่อหน่ายมากขึ้นเขาโยนไข่มุกเหล็กออกไปนับร้อยลูก แต่ทว่าอันเจิงก็ยกแผ่นหินขึ้นมาบังได้เสียนี่
เมื่ออยู่ในขอบเขตจุติ์ขั้นเจ็ดพลังในร่างกายจะมีสีประจำตัว และร่างกายจะเตรียมพลังที่แข็งแกร่งสำรองไว้เสมอเมื่อจางติ่งป๋างเห็นว่าอันเจิงใช้แผ่นหินบังไข่มุกเหล็กเอาไว้เขาก็รีบพุ่งออกไปด้วยความเร็วแล้วส่งหมัดชกเข้าที่แผ่นหินนั่นทันที
เดิมทีแผ่นหินนี้ก็ถูกไข่มุกเหล็กชนจนเป็รูไปทั่วอยู่แล้วเมื่อถูกหมัดนี้ของจางติ่งป๋างเข้าอีก แผ่นหินจึงรับแรงกระแทกไม่ไหวและแตกออกในที่สุดหมัดที่พุ่งเข้าไปยังคงมีเศษหินติดไปด้วย หมัดนี้มีพลังมากเท่าไหร่ก็ไม่อาจประมาณได้เลย
แต่ทว่า...หลังแผ่นหินนี้กลับไม่มีใครอยู่เลย
อันเจิงหายตัวไป
“เ้าช้าเกินไป”
เสียงของอันเจิงดังขึ้นที่ด้านหลังของจางติ่งป๋างอันเจิงยื่นมือออกไปกระชากเสื้อของจางติ่งป๋างเอาไว้ จากนั้นก็ฟาดตัวเขาลงกับพื้น หลังของจางติ่งป๋างกระแทกเข้ากับแผ่นหินบนพื้นอย่างแรงจนหินแตกร้าวราวกับใยแมงมุม
อึก...จางติ่งป๋างเปล่งเสียงออกมาจากลำคอเขาพลิกตัวหยิบกริชออกมาจากกระเป๋า และพุ่งเข้าหาอันเจิงอีกครั้งอันเจิงจึงใช้เท้าถีบกริชออกไปทันที ตัวของจางติ่งป๋างก็ลื่นไถลถอยหลังไปเล็กน้อย
อันเจิงปล่อยหมัดไปที่หน้าอกของจางติ่งป๋างส่วนจางติ่งป๋างก็พุ่งหมัดออกไปประจันกันอีกครั้งขณะนี้ทั้งสองอยู่ในระยะใกล้กันมาก หลังจากหมัดนี้ทั้งสองก็ไม่ได้หยุดลง แต่กลับปล่อยหมัดสลับซ้ายขวาต่อเนื่องราวกับสาดะุใส่กันอย่างบ้าคลั่ง ตูม ตูม ตูม...ร่างทั้งสองต่างโดนหมัดเข้าไปหลายครั้งเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลาสิบกว่าวินาทีเท่านั้น ไม่มีใครรู้ว่าทั้งสองปล่อยหมัดออกไปกี่ครั้ง
ทั้งสองมีสีหน้าขาวซีดเล็กน้อย และจางติ่งป๋างก็ถอยไปด้านหลังก่อนจากนั้นก็หอบหายใจอย่างหนัก
“ใกล้จะหมดลมแล้วสินะ?”
เขามองไปที่อันเจิงพร้อมยิ้มเล็กน้อย“คนป่าคนดอยอย่างเ้ามีพลังถึงขั้นนี้ก็ไม่เลวแล้ว แต่เ้ารู้หรือไม่ว่าระหว่างเราสองคนต่างกันตรงไหน?ไม่เพียงแค่พลังวัตรเท่านั้นนะยังมีอย่างอื่นที่เราทั้งสองต่างกันโดยสิ้นเชิง”
เขาหยิบโอสถออกมาจากเสื้อตัวเองแล้วแกว่งไปมา“นี่คือโอสถฟื้นพลัง เป็ยาที่มีพลังระดับสีแดง กินเข้าไปเพียงเม็ดเดียวก็สามารถฟื้นฟูพลังที่เสียไปถึงหนึ่งในสิบส่วนมีเงินยังไม่แน่ว่าจะซื้อได้ ข้าเดาว่าคนบ้านนอกอย่างเ้า เกิดมาชาตินี้คงไม่มีโอกาสได้เห็น...”
เขายังไม่ทันพูดจบก็เห็นอันเจิงหยิบโอสถฟื้นพลังหนึ่งกำขึ้นมาจากกระเป๋าแล้วยัดใส่ปาก
จางติ่งป๋างหน้าดำหน้าแดงขึ้นทันที
อันเจิงมองจางติ่งป๋างที่กำลังอึ้ง เขาเดินไปหาไหเหล้าจากร้านค้าริมทางอึก...อันเจิงดื่มเหล้าแล้วกลืนโอสถในปากลงไปพลางถาม
“เมื่อครู่เ้าว่าอย่างไรนะ?”
จางติ่งป๋างมองไปยังอันเจิงจากนั้นก็ก้มหน้ามองโอสถฟื้นพลังในมือตัวเอง ใบหน้าพลันเปลี่ยนเป็บิดเบี้ยว นี่เป็ความอับอายที่ไม่เคยได้รับมาก่อนความโกรธในใจเขาปะทุขึ้นมามากขึ้นเรื่อย ๆ เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็นำโอสถฟื้นพลังยัดใส่ปากแล้วเริ่มปรับสมดุลในร่างกาย
“โง่เง่าจริง ๆ”
อันเจิงฉวยโอกาสตอนที่จางติ่งป๋างกินโอสถอยู่พุ่งเข้าไปอย่างเร็วจางติ่งป๋างที่กำลังปรับสมดุลในร่างกายอยู่ พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นหมัดของอันเจิงพุ่งมาที่หน้าตัวเองแล้วเขาก้มหัวหลบด้วยความรวดเร็วจากนั้นก็แทงเข่าไปที่ท้องน้อยของอันเจิง
อันเจิงใช้มือกดเข่าของจางติ่งป๋างลงไปทันทีจากนั้นเขาก็หมุนตัวแล้วคว้าน่องของจางติ่งป๋างขึ้นมา ทันทีที่ออกแรงดึงจางติ่งป๋างก็ล้มลงกับพื้นอย่างแรงอันเจิงไม่รอให้เขาตั้งตัวได้ รีบกระแทกตัวเขากระเด็นไปชนเสาของร้านค้าริมทางจนเสาที่ใหญ่หนาหักลงทันทีจางติ่งป๋างร้องครวญครางด้วยความเ็ป ราวกับกระดูกทุกชิ้นในร่างกายจะหลุดออกจากกัน
“โอสถที่เ้ากินถือได้ว่าอยู่ในระดับสีแดงก็จริงแต่ไม่ใช่ระดับสีแดงอย่างเป็ทางการเสียหน่อย เป็กบในกะลาแท้ ๆกินเสร็จแล้วยังต้องมาปรับสมดุลอีก เ้าคิดว่าเื่ชกต่อยเป็เื่เล่น ๆ รึ พักกินยาหนึ่งเม็ดจากนั้นก็นับ หนึ่ง สอง สาม แล้วเริ่มสู้ต่อแบบนี้หรือ อีกอย่าง คู่ต่อสู้ของเ้าจำเป็ต้องรอเ้าด้วยหรืออย่างไร?เหอะ...เ้าคิดว่ายาที่ข้ากินจะเหมือนของเ้างั้นสิ คิดว่าข้าก็ต้องใช้เวลาในการปรับสมดุลด้วยสินะ”
อันเจิงเหยียบไปที่หน้าอกของจางติ่งป๋าง เพียงแค่เท้าเหยียบลงไปกระดูกในตัวเขาก็หักเพิ่มอีกหลายท่อน อึก...จางติ่งป๋างครวญครางในลำคอตอนนี้เขาไม่มีแรงแม้แต่จะะโออกมาด้วยซ้ำ
“ข้า...ข้าเป็ศิษย์สำนักต้าติง เ้ากล้า...กล้าตีข้างั้นรึ!”
เขาพูดได้เพียงประโยคสั้น ๆ อันเจิงก็ปล่อยหมัดไปที่หน้าของเขาทันทีชกไปไม่กี่ครั้งหน้าของจางติ่งป๋างในตอนนี้ก็บวมราวกับหัวหมูแล้ว
“เ้ามาเพื่อฆ่าข้า แล้วอย่างไร?ข้าต้องอยู่นิ่ง ๆ รอให้เ้าฆ่างั้นหรือ?”
อันเจิงลุกขึ้นยืน แล้วมองหน้าจางติ่งป๋างที่อาบไปด้วยเื“หากไม่ใช่เพราะฆ่าคนบนถนนเป็โทษใหญ่ ตอนนี้เ้าคงตายไปแล้ว”
จู่ ๆ ก็มีลำแสงเฉียบคมพุ่งมาจากด้านหลังอันเจิงคิดไม่ถึงเลยว่า จะมีใครบางคนพุ่งเข้ามาแล้วลากร่างจางติ่งป๋างโยนออกไป
ฉับ...มีดเล่มยาวฟันออกไปราวกับสายฟ้าทำให้ร่างของจางติ่งป๋างขาดเป็สองท่อนทันที
เด็กหนุ่มอายุน้อยที่ยืนข้างจางติ่งป๋างมองอันเจิงด้วยสีหน้าที่สุขุมราวกับการฆ่าเพื่อร่วมสำนักไม่มีผลกระทบใด ๆ กับเขาเลยสักนิดร่างของจางติ่งป๋างถูกฟันขาดสองท่อนเืในร่างสาดกระจายไปบนตัวของเด็กหนุ่มคนนั้น ชุดสำนักต้าติงที่ขาวสะอาดบนตัวเขาเพียงชั่วพริบตาก็มีเืเปื้อนอยู่เต็มไปหมด
เด็กหนุ่มคนนี้เดิมทีก็ยืนอยู่ข้างจางติ่งป๋างและเป็คนที่ผลักให้เขาออกมาสู้กับอันเจิงในกลุ่มศิษย์สำนักต้าติง เด็กคนนี้เป็คนที่ไม่สะดุดตามากที่สุด
แต่นึกไม่ถึงว่าเขากลับเป็คนที่ลงมือโหดร้ายที่สุด
สีหน้าอันเจิงเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่องเขาไม่อาจมองข้ามเด็กคนนี้ไปได้เลยจริง ๆ เพราะถึงแม้จะดูอายุน้อยและตัวเล็กที่สุดแต่กลับมีจิตใจที่โหดร้ายมากถึงเพียงนี้เห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาฆ่าคน ฆ่าได้กระทั่งเพื่อนร่วมสำนักของตัวเองโดยไม่มีความรู้สึกผิดเลยสักนิดไม่ต้องพูดถึงการฆ่าคนอื่นเลย
“ข้าติงเซิ้นซาแห่งสำนักต้าติงขอท้าเ้าประลอง”
เด็กหนุ่มคนนั้นยกมือขึ้นคารวะ ตอนที่กล่าวประโยคนี้ออกมาราวกับปากเขาไม่ได้ขยับเลยสักนิด ดูแล้วช่างน่าขนลุกจริง ๆ
“เ้าฆ่าคน” อันเจิงพูด
ติงเซิ้นซาตอบกลับ “เ้าเป็คนฆ่าชัด ๆ”
อ้อ! อันเจิงเปล่งเสียงออกมา “ดูแล้ววันนี้พวกเ้าต้องฆ่าข้าให้ได้สินะหรือต่อให้จะฆ่าไม่ได้ก็ต้องหาโทษอย่างอื่นให้ข้ารับแทน จากนั้นค่อยหาทางกำจัดข้าในคุก?”
ติงเซิ้นซาชี้ไปรอบด้าน“เ้าคิดว่าคนที่ล้อมอยู่คือใครกัน? เ้าเดาไม่ผิดหรอกพวกเขาต้องมอบหลักฐานที่หนาแน่นให้หน่วยฟางกู้ และนั่นก็เป็วิธีที่จะฆ่าเ้าส่วนที่ข้าทำลงไปก็แค่กันไม่ให้คนร้ายหนีเท่านั้นเอง ฉะนั้นหากพลั้งมือฆ่าเ้าโดยไม่เจตนาก็คงไม่ใช่ความผิดร้ายแรง”
อันเจิงมองไปรอบด้านจากนั้นก็ส่ายหน้า“เื่การข่มขู่ฝ่ายตรงข้ามเ้าทำได้ดีมาก แต่ข้ากลับไม่เชื่อคำพูดพวกนั้นแม้แต่ลิ้นที่ม้วนก่อนเ้าจะพูดข้าก็ไม่เชื่อ เ้าเก่งกว่าจางติ่งป๋างรู้ว่าตัวเองต้องทำให้ฝ่ายตรงข้ามเสียขวัญ”
ติงเซิ้นซายักไหล่เล็กน้อย“ข้าไม่ได้ขู่เ้า แม้คนที่มุงดูอยู่จะไม่ใช่คนของพวกข้า แต่เมื่อไปถึงหน่วยฟางกู้ทุกคนในนั้นก็คือคนของพวกข้า”
เขาชักมีดออกมาทันที ตอนนี้ทั้งสองยืนห่างกันประมาณสามเมตรรังสีสังหารของมีดเปล่งออกมาเป็พลังสีขาวอ่อน ๆ ราวกับเปลวไฟ
อันเจิงหลบไปด้านข้างพลังของมีดฟาดลงไปบนพื้น กลายเป็รอยแตกยาวออกไป
“เ้าจะหลบได้สักกี่ครั้งเชียว!”
ติงเซิ้นซาแตะเท้ากับพื้นจากนั้นร่างของเขาก็หมุนในแนวนอนแล้วพุ่งออกไป “ระบำสารท”
ร่างเขาพลิ้วไหวราวกับใบไม้ที่ปลิวเพราะสายลมพัดผ่าน ท่าทางนั้นดูสวยงามและเชื่องช้าดูแล้วเขาน่าจะร่ายระบำได้งดงามกว่าเหล่านางโลมเสียอีก แต่นี่คือการระบำเพื่อฆ่าคนทุกท่าทางที่แสดงออกมาล้วนพร้อมสังหารฝ่ายตรงข้ามเสมอ ยิ่งไปกว่านั้นนี่เป็การระบำที่จะเปลี่ยนท่าทางไปตามคู่ต่อสู้ที่อยู่ตรงหน้า ราวกับเป็การระบำเดาใจดูแล้วช่างชวนมองยิ่งนัก
อันเจิงราวกับถูกพลังลมล้อมเอาไว้รอบด้านเต็มไปด้วยเงาของติงเซิ้นซา ส่วนตัวอันเจิงก็อยู่ท่ามกลางเงาเ่าั้รอบด้านไม่มีช่องว่างสำหรับถอยหนีเลยด้วยซ้ำ
“เป็มีดที่ดี”
อันเจิงจ้องมีดเล่มนั้นไม่วางตา อานุภาพเหล่านี้ไม่ได้เกิดเพราะติงเซิ้นซามีระดับพลังที่สูงส่งแต่มันคือความวิเศษของมีดที่ทำให้พลังของติงเซิ้นซาแผ่ออกมาได้ ช่างเป็สมบัติวิเศษที่ดีจริงๆ สามารถช่วยให้พลังของเ้าของเพิ่มขึ้นเป็สิบเท่า
สร้อยลูกประคำโลหิตที่ข้อมืออันเจิงร้อนฉ่าเกล็ดมัจฉากำลังจะปรากฏออกมา ตัวหนังสือคำว่าเป่ยหมินมีปลาวิเศษบนลูกประคำเด่นชัด
แต่อันเจิงกลับกดทับพลังในสร้อยลูกประคำโลหิตเอาไว้เขาไม่อาจนำเกล็ดมัจฉาออกมาใช้ได้ ที่นี่กลางเมืองฟางกู้ ไม่ว่าเขามีการเคลื่อนไหวใดๆ ก็ตาม คนอื่นจะสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน เกล็ดมัจฉานี้มีความสำคัญมากเท่าไหร่หรือมีความวิเศษมากแค่ไหนเขาไม่อาจบอกได้ แต่นี่คือของวิเศษของเผ่ากู่เลี่ยเป็ของของกู่เชียนเยว่ เขาไม่อยากให้ของชิ้นนี้ถูกคนอื่นขโมยไปได้
ฉะนั้นอันเจิงจึงได้แต่หลบไปเรื่อย ๆ เหมือนผีเสื้อที่ล่องลอยอยู่ท่ามกลางลมฝน
การโจมตีช่างดูโหดร้ายและดุดันแต่ถึงกระนั้น อันเจิงก็สามารถหลบหลีกได้ทุกครั้ง
“ระบำฝนกระหน่ำ”
สามนาทีเต็มที่อันเจิงหลบการโจมตีที่ดุดันนี้ได้ ขณะนี้ติงเซิ้นซาะเิความโมโหออกมาแล้วการระบำของเขาเพิ่มความเร็วขึ้นหลายเท่าตัว มีดในมือก็โจมตีเร็วขึ้น ราวกับฝนที่โหมกระหน่ำเข้ามาอย่างต่อเนื่องรอบด้านเต็มไปด้วยแสงประกายสีขาวจากปลายมีด สิ่งของที่อยู่ใกล้ ๆ ถูกรังสีของมีดทำร้ายจนเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน
อันเจิงะโขึ้น พลังมีดพุ่งเฉียดเท้าของเขาไปทำให้ถนนและสิ่งของที่วางอยู่แตกออกเป็รอยแยกทันที
อันเจิงะโหลบอีกครั้ง เสาไม้ด้านหลังเขามีรอยเพิ่มอีกหนึ่งขีดจากนั้นก็หักลงทันที
“นอกจากหนีแล้วเ้ายังทำอย่างอื่นเป็อีกหรือไม่!”
การระบำของติงเซิ้นซาเร็วขึ้นเรื่อย ๆเร็วจนร่างเขากลายเป็เพียงเงารางเลือนเท่านั้น
ั้แ่ต้นจนถึงตอนนี้อันเจิงเก็บพลังของตัวเองเอาไว้ ก่อนจะถึงเทศกาลใบไม้ร่วงเขาไม่อยากแสดงพลังออกมาให้ใครเห็นทั้งนั้นแม้แต่ตอนที่ต่อกรกับลู่ควันอยู่ก็เช่นกัน เขาไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดที่ตนมี
อันเจิงเพียงแค่ยื้อเวลาไว้เท่านั้นเพราะเขารู้ดีว่าแม้มีคนอยากให้เขาตาย แต่ก็มีบางคนที่ไม่อยากให้เขาตายด้วยความจริงเื่นี้ไม่ใช่เื่ระหว่างอันเจิงกับติงเซิ้นซาเลยด้วยซ้ำแต่เป็เื่ระหว่างอำนาจของคนสองฝ่ายต่างหาก
เขาทั้งสองต่อกรกันเป็เวลาสิบกว่านาทีแล้วตอนนี้รอบด้านต่างก็เต็มไปด้วยรอยขีดข่วน สีหน้าของติงเซิ้นซาน่าเกลียดจนดูไม่ได้ เขาหันกลับไปมองศิษย์สำนักต้าติงที่เหลือแล้วะโขึ้น“มารุมมัน ฆ่ามันให้ได้”
เขาเพิ่งพูดจบผู้คนที่ล้อมอยู่ก็บุกขึ้นมาอย่างวุ่นวาย ทันใดนั้นก็ราวกับมีฟองอากาศะเิขึ้นตรงกลางระหว่างคนพวกนั้นพวกเขากระเด็นออกไปแล้วล้มระเนระนาดไปทั่ว
เชียนจีจำนวนหกคนก้าวยาว ๆเข้ามาจากด้านนอก ทั้งหกคนวางมือไว้บนดาบที่เสียบอยู่ที่เอวของตัวเอง
เมื่อเห็นเชียนจีเหล่านี้เดินเข้ามาพวกศิษย์สำนักต้าติงจึงหยุดต่อสู้ทันทีและมีสีหน้าไม่สู้ดีนักพวกเขาต่างมองไปที่ติงเซิ้นซา ความหมายในแววตาที่สื่อออกมาก็คือ...ครั้งนี้คงพ่ายแพ้แล้วล่ะ
ทว่าติงเซิ้นซาถูกอันเจิงยั่วโมโหจนถึงขีดสุด เขาไม่ใส่ใจเชียนจีเ่าั้และยังคงฟันมีดในมือออกไปเรื่อยๆ เขาฟันออกไปด้วยความเร็วและโหดร้ายมากขึ้นทุกที
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ”หัวหน้าเชียนจีพูดออกมาหนึ่งประโยค
ติงเซิ้นซากลับกัดฟันแล้วลงมือต่อเขาไม่ได้หยุดลงแต่อย่างใด
“ไสหัวไป!”
เชียนจีหนึ่งในนั้นบิดดาบในมือเล็กน้อย ปล่อยให้ลำแสงสีแดงประกายออกมานั่นเป็สีแดงดุจเื แสงนั้นนำพารังสีสังหารมหาศาลออกมาด้วย
นั่นคือดาบโลหิตเป็ดาบที่น่ากลัวจนไม่อาจเปรียบกับอะไรได้
พลังจากดาบโลหิตพุ่งออกไปร่างของติงเซิ้นซากระเด็นไปไกลหลายสิบเมตร
เชียนจีคนนั้นเก็บดาบแล้วกวาดสายตาไปยังศิษย์สำนักต้าติงที่เหลือคนพวกนั้นใกลัวจนมือสั่นไม่หยุด หนีเตลิดเปิดเปิงกลับสำนักไปทันที
“ต่ำช้า”
ทหารเชียนจีเปล่งเสียงเย็นะเืจากนั้นก็ยื่นมือไปประคองอันเจิงเอาไว้ “นี่เป็ครั้งแรกที่ชักดาบออกมาแต่ไม่ได้ดื่มเืใครเลยหากพวกเ้ายังกล้ากลับมาอีก ข้าจะให้ดาบโลหิตดื่มเืพวกเ้า”
ติงเซิ้นซาลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเลจากนั้นก็ะโไปที่อันเจิง “ข้าต้องฆ่าเ้าให้ได้!”
อันเจิงหันกลับจากนั้นก็ชี้นิ้วไปที่กระเป๋าเงิน“แล้วข้าจะทำบุญให้เ้านะ”
ติงเซิ้นซาตบพื้นอย่างแรง เขาถลึงตามองอันเจิงอย่างโกรธแค้น
