ณ มุมมืดข้างกำแพงสำนักพยากรณ์ของเจิงจิ้นสือ ฟู่หลงเหยียนพร้อมคนจากสำนักตรวจสอบอีกหลายสิบคน กำลังเฝ้ารออย่างสงบคนอื่นเห็นเขาเป็เช่นนี้ ก็ไม่มีใครกล้าขยับตัว จนกระทั่งมีเสียงฝีเท้าหลายคนวิ่งตรงมาอย่างรีบร้อน และพากันหายเข้าไปในรังอย่างที่ฟู่หลงเหยียนคิดเอาไว้
“นายน้อยนั่นพวกมัน!!” เฉินอู่เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าเ้านายยังไม่ยอมขยับตัว
“รอประเดี๋ยว ข้ารู้สึกว่าคล้ายจะมีเสียงฝีเท้าม้าหลายตัว กำลังมุ่งหน้ามาที่นี่เช่นกันพวกเราอย่างเพิ่งบุ่มบ่าม” เขาไม่ได้นัดแนะกับผู้ใด
“ขอรับ”
ไม่ถึงหนึ่งจิบชาก็ปรากฏผู้ที่อยู่บนหลังม้า เมื่อเห็นว่าสตรีร่างบางที่ตนเองจดจำได้ดี ขี่ม้าที่เขามอบให้มาพร้อมกับสหายก็ออกไปแสดงตัว เพื่อรอรับร่างบางลงจากหลังม้าด้วยตนเอง
“กุบกับ กุบกับ กุบกับ ยู๊ว์!”
“จิ่นเอ๋อร์!! เ้าปลอดภัยดีใช่ไหม? อาหยวนเ้าพานางมาที่นี่ทำไมมันอันตรายเ้าก็น่าจะรู้มิใช่รึ” ฟู่หลงเหยียนเป็ห่วงคนน้องและหันไปดูผู้เป็พี่ชายแทน
“ถ้าน้องข้าขอให้เ้าเป็คนพามา เ้ากล้าขัดใจนางหรือไม่เล่าอาเหยียน” เจียงหยวนไม่ตอบแต่ถามกลับ
“ข้า..”
“หืม..?” อวี้จิ่นจ้องหน้าฟู่หลงเหยียนเพราะอยากรู้เช่นกัน ถ้าเป็เขาจะไม่ยอมให้นางมาที่นี่หรือไม่
“กะ กะ ก็พามาได้แต่ต้องระวังตัวให้ดีเท่านั้นเอง” เขาตอบสหายไม่เต็มเสียงนัก
“เชอะ เ้ายังไม่กล้าขัดใจจิ่นเอ๋อร์ก็อย่าได้พูดเช่นนั้นกับข้าสิสหาย” เจียงหยวนคิดว่าสหายจะกล้าขัดใจน้องสาวเขาเสียอีก
“เอาล่ะ ๆ ๆ อย่าเพิ่งเถียงกันเลยเ้าค่ะ ว่าแต่พี่ชายฟู่เห็นพวกมือสังหารวิ่งหนีเข้าไปด้านในใช่ไหมเ้าคะ”
“ใช่แล้ว พวกมันดูท่าจะาเ็เพิ่งหายเข้าไปไม่นาน พี่กำลังจะเข้าไปจับกุมพร้อมกับตรวจค้นที่นี่ แต่เ้ากับอาหยวนก็มาถึงเสียก่อน” เขามีหรือจะกล้าขัดใจนางมีแต่จะตามใจยิ่งกว่าพี่ชายน่ะสิไม่ว่า
“คารวะนายน้อยเ้าค่ะ/ขอรับ”
“คารวะคุณชายฟู่ขอรับ”
“อืม ไหน ๆ ก็มาแล้วคงต้องไปจับตัวพวกมันเสียที มิเช่นนั้นประเดี๋ยวคนร้ายจะหาทาหลบหนีไปได้” ฟู่หลงเหยียนหันไปรับการคำนับเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายของตน
“แต่ข้ารอให้พวกท่านจับตัวผู้บงการให้ได้ก่อนค่อยเข้าไปเ้าค่ะ”
“เ้ามีสิ่งใดจะพูดคุยกับพวกมันหรือจิ่นเอ๋อร์?” ฟู่หลงเหยียนรู้สึกตงิดใจถึงเื่บางอย่างจากนางได้
“อ๋อ ไม่มีอันใดมากหรอกเ้าค่ะ ก็แค่อยากรู้ว่าคนที่นี่ทำนายด้วยวิธีการใดบ้าง หรือมีความลับที่ไม่มีใครรู้ซ่อนอยู่หรือไม่เท่านั้นเ้าค่ะ เผื่อว่าจะมีหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิด ที่ถูกซุกซ่อนไว้ในจุดที่พวกท่านมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น มีข้าอยู่ด้วยทุกอย่างย่อมราบรื่นมิใช่หรือเ้าคะ” และสุดท้ายก็ยงยกหางตนเองไปหนึ่งกรุบ
“ดีเหมือนกันจะได้ไม่เสียเวลาค้นหาหลักฐานนานเกินไป ขอบใจจิ่นเอ๋อร์ที่มีใจอยากช่วยเ้ารออยู่ตรงนี้กับเฟยอิน หากด้านในเรียบร้อยพี่จะให้เฉินอู่ออกมาตามก็แล้วกันนะ” คนข้างกายของนางต้องอยู่ครบ
“ตกลงเ้าค่ะ”
“อาหยวนไปกันเถิด”
“อืม”
เจียงหยวนยังไม่อยากให้ฟู่หลงเหยียนรู้ว่า คนร้ายพวกนั้นพูดถึงอวี้จิ่นไว้ว่าอย่างไรละก็ สำนักพยากรณ์คงกลายเป็สำนักร้างในพริบตาเป็แน่
“แฮ่ก ๆ ๆ ใต้เท้า ๆ ช่วยพวกข้าด้วยขอรับ ตุบ” ซาโฉวพูดได้แค่นั้นก็หมดแรงตรงหน้าใต้เท้าเจิง
“เกิดอะไรขึ้นกับพวกเ้าแล้วเหตุใดถึงได้าเ็ มิใช่ว่าไปจัดการนางเด็กนั่นให้กับข้าหรอกรึซาโฉว อย่าบอกนะว่าพวกเ้าหนีตายมาเพราะลงมือไม่สำเร็จ?” ใต้เท้าเจิงใจเต้นรัวรอฟังคำตอบของคนสนิท
“ใต้เท้า อึก พวกข้าลอบเข้าไปในเรือนได้แล้ว แต่มีคนซ้อนแผนทำให้ไม่สามารถจัดการคุณหนูเจียงได้ และถูกพวกที่แอบซ่อนอยู่ในเรือนลงมือทำร้าย จนต้องรีบหนีออกมาก่อนที่จะถูกจับตัวได้ขอรับ” ซาโฉวรีบรายงานกับเ้านายพวกเขาจะได้ไปทำแผลเสียที
“แล้วทำไมถึงไม่หลบหนีไปซ่อนตัวที่อื่นก่อน!! พวกเ้าจะกลับมาที่นี่ให้พวกมันสงสัยและตามมาค้นหะ....”
ใต้เท้าเจิงที่กำลังชี้หน้าบ่นให้กับซาโฉวที่ไร้หัวคิด ก็ต้องหยุดคำพูดเอาไว้ เมื่อมีเสียงอันทรงพลังและดุดันแทรกขึ้นมา จนตัวใต้เท้าเจิงเริ่มเหงื่อตกมือไม้สั่นอย่างไม่รู้ตัว
“ไม่ว่าพวกเ้าจะหลบหนีไปซ่อนตัวอยู่ที่ใด แน่นอนว่าข้าย่อมตามไปค้นหาทุกที่จนกว่าจะพบตัว แต่เห็นทีไม่ต้องหลบหนีให้คนอื่น ๆ ต้องเหนื่อยไล่ตามแล้วกระมัง” ฟู่หลงเหยียนแม้ปากจะพูด แต่สายตาของเขาไม่ละไปจากใต้เท้าเจิงเลยสักนิด
“ใต้เท้าฟู่เข้าใจผิดแล้ว ๆ”
“เจิงจิ้นสือ!! หากเ้ากับไช่จิวซือมีความสามารถจริง จะกลัวว่าน้องสาวของข้าจะมีชื่อเสียง และผู้คนนับถือมากกว่าไปทำไม อีกอย่างพวกเ้าสองคนใช้ความเชื่อความศรัทธาเพื่อหาเงิน แต่น้องสาวของข้านางช่วยเหลือคนด้วยใจที่บริสุทธิ์ มิได้เรียกร้องว่าต้องจ่ายเงินจำนวนเท่าไหร่ เพราะเงินที่ได้รับจากคนที่นางให้การช่วยเหลือ ถือเป็น้ำใจ
ที่พวกเขาเต็มใจที่จะมอบให้ หึ ส่งคนไปลอบสังหารน้องสาวข้าควรหาคนที่มีจิตสำนึกบ้างสิ มิใช่ส่งเ้าสัตว์เดรัจฉานสองตัวที่คิดจะทำมิดีมิร้ายกับน้องสาวข้าไป อุ๊บ!! ขวับ!” เจียงหยวนที่อารมณ์โมโหพาไปจึงหลุดพูดเื่นั้นออกมา เมื่อรู้ตัวหันไปมองสหายก็สายเกินไปเสียแล้ว
“เ้าพูดว่าใครคิดจะทำเื่สกปรกกับจิ่นเอ๋อร์นะอาหยวน” ฟู่หลงเหยียนจ้องหน้าสหายดวงตาไม่กระพริบ เพราะมีเื่ไม่ดีเกี่ยวกับอวี้จิ่นเข้ามาเพิ่ม
“มะ มะ ไม่ ๆ”
“เรียนนายน้อยเป็เ้าสุนัขสองตัวนั่น พวกมันคิดจะปู้ยี้ปู้ยำคุณหนูเจียงจากนั้นค่อยสังหารทิ้งขอรับ ยังมีลูกน้องของพวกมันกลุ่มนั้นก็เอ่ยขอมีส่วนร่วมด้วย” ตงลู่ย่อมฉวยโอกาสนี้ฟ้องกับเ้านายก่อน เพราะเจียงหยวนไม่กล้าบอกสหายั้แ่แรก
“ฟืดดดด เฉินอู่! ตงลู่! อู๋จิ้ง! ไปลากตัวพวกมันออกมาให้ข้าเดี๋ยวนี้!!” ดวงตาคมของฟู่หลงเหยียนยามนี้ฉายแววอำมหิตจนน่ากลัว
“ขอรับ!! ตึก ตึก ตึก หมับ! มานี่เ้าสุนัขความคิดสกปรก” เฉินอู่พร้อมสหายตรงเข้าไปลากตัวทั้งสามคนตามคำสั่ง
“ใต้เท้าฟู่เมตตาด้วยพวกข้าแค่คิดเล่น ๆ ไม่ได้จะลงมือทำจริง ๆ นะขอรับใต้เท้าฟู่” ซาโฉวย่อมรู้ถึงชื่อเสียงของฟู่หลงเหยียน
“ชะ ชะ ใช่ขอรับใต้เท้าฟู่ พวกข้ามิได้มีเจตนาจะทำเช่นนั้นแค่พูดเล่น ไม่ได้คิดจะทำเื่ไม่ดีกับคุณหนูเจียงเลยขอรับ” เพราะาเ็หลายจุดจึงไม่อาจต้านทานแรงของพวกเฉินอู่ได้
“ใต้เท้าข้าน้อยผิดไปแล้วเป็หัวหน้าสองคนนี้ขอรับ พะ พวกเขาคิดจะทำเช่นนั้นจริง ๆ ข้าแค่ลองถามดูเท่านั้น ใต้เท้า ข้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเื่นี้เลยขอรับ ฮือ ๆ โปรดเชื่อข้าน้อยเถิดใต้เท้า” ลูกน้องของซาโฉวไม่อยากตายจึงสารภาพออกไป
“หึ แค่คิดเล่น ๆ งั้นหรือไม่ว่าจะคิดเช่นไรพวกเ้าก็ไม่สมควรคิด” ฟู่หลงเหยียนเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าคนทั้งสาม จบประโยคที่พูดดาบในมือถูกดึงออกมาตวัดไปยังสามคนนั่นทันที
“ชิ้ง! ฉัวะ! อ๊ากก ฉัวะ! อ๊ากก ฉัวะ! อ๊ากก ฉุบ” ทั้งสามคนถูกดาบของฟู่หลงเหยียนฟันไปที่ใบหน้าและลำตัว
“หากไม่จำเป็ต้องใช้พวกเ้าเป็พยาน ข้าไม่เกรงใจจะส่งพวกเ้าไปท่องเที่ยวในนรกอเวจีก่อนเ้านายแน่ เฉินอู่ไปเชิญจิ่นเอ๋อร์เข้ามาด้านในเถิด พวกเ้าจับใต้เท้าเจิงและไช่จิงซือไว้ให้ข้า ประเดี๋ยวจะได้รู้เสียทีว่าพวกนี้ทำเื่อันใดไว้บ้าง”
“ขอรับนายน้อย”
เจียงหยวนได้แต่ยืนกลืนน้ำลายลงคืออย่างยากลำบาก แม้จะรู้ถึงนิสัยของสหาย แต่เห็นเช่นนี้แล้วเขาไม่ชินเอาเสียเลย เขาได้แต่ภาวนาขออย่าให้มีบุรุษหน้าไหนเข้ามาวุ่นวายกับน้องสาวอีกเลย
อวี้จิ่นที่รออยู่จนเริ่มง่วงงุนขึ้นมาอีกครั้ง เกือบหน้าทิ่มกับหลังของเสี่ยวหงพอได้ยินเสียงของเฉินอู่ นางก็ตื่นเต็มตาอย่างรวดเร็วเมื่อเฉินอู่มาตามเช่นนี้ นั่นหมายความว่าด้านในทุกอย่างอยู่ในการควบคุม จึงรีบลงจากม้าและวิ่งสวนทางเข้าไปไม่รอเฉินอู่ ที่กำลังจะค้อมตัวทำความเคารพ
“คุณหนะ..”
“ฟิ้วววว ตึก ตึก ตึก”
“คุณหนู!/คุณหนู!”
“อะ อ้าว ยังไม่ทันพูดสิ่งใดเลยทำไมรีบเช่นเล่าขอรับ”
กลับกลายเป็เป็ว่าทั้งสามคนต้องรีบวิ่งตามอวี้จิ่น ขืนชักช้าไปถึงทีหลังมีหวังถูกลงโทษอีกแน่ เพราะไม่มีใครคิดว่าอวี้จิ่นจะรวดเร็วปานสายลมเช่นนี้
“พี่ชายฟู่! พี่ใหญ่! ทุกอย่างในนี้เรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่เ้าคะ คนที่เป็หัวหน้าอยู่ที่ใดรีบพาตัวมาเร็วเข้าเถิดเ้าค่ะ”
“จิ่นเอ๋อร์ไม่ต้องรีบร้อนถึงเพียงนี้ พวกคนร้ายหนีไปไหนไม่ได้หรอกนะ” ฟู่หลงเหยียนเอ่ยเตือนเมื่อเห็นว่าอวี้จิ่นเหนื่อยเล็กน้อย
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะพี่ชายฟู่พวกเรามาเริ่มดูกันดีกว่า ถ้าหากท่านอยากให้ข้ากลับไปพักผ่อนโดยเร็ว” นางรีบมาเพราะง่วงนอนน่ะถูกต้องแล้ว
“อาเหยียนเอาตัวพวกมันมาเถิด น้องสาวข้านางง่วงนอนจริง ๆ จัดการเื่นี้ก่อน จะได้ให้ตงลู่กับเฟยอินพานางกลับจวนไปนอน” เจียงหยวนบอกสหายเพราะเขารู้ว่าสหายคนนี้ยังไม่สาแก่ใจ
“ได้ เ้าต้องระวังตัวไว้สักนิดก็แล้วกันนะ” ฟู่หลงเหยียนไม่ลืมกำชับเื่ความปลอดภัยกับอวี้จิ่น
“เ้าค่ะ”
ใต้เท้าเจิงและไช่จิงซือถูกเฉินอู่กับอู๋จิ้ง พามาคุกเขาตรงหน้าอวี้จิ่นแม้จะพยายามขัดขืน แต่ยามนี้ทั้งสองถูกมัดอย่างแ่าจนดิ้นไม่หลุด ซ้ำยังถูกดาบจ่อที่คอของตนไว้หากยังไม่หยุดดิ้น อาจได้เืก่อนจะถูกนำตัวไปตัดสินโทษก็เป็ได้
“ฮ่า ๆ ๆ นี่น่ะรึหมอดูเทวดาที่ชาวบ้านพูดถึง ก็แค่หญิงสาวที่เพิ่งจะพ้นวัยปักปิ่นได้ไม่นานเท่านั้น เ้าใช้วิธีใดในการหลอกให้ชาวบ้านหลงเชื่องั้นรึ” ใต้เท้าเจิงคิดยั่วยุให้อวี้จิ่นรู้สึกไม่พอใจ แต่นางกลับนิ่งเฉยไม่ได้สนใจคำพูดของเขาแม้แต่น้อย
“ใช่! เ้ามันแค่เด็กเมื่อวานซืนปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม กล้าทำตัวเป็ดั่งเทพธิดาผู้หยั่งรู้ฟ้าดินไปเสียทุกเื่ หากบิดาเ้ามิใช่แม่ทัพใหญ่ก็ไม่มีใครให้เกียรติเ้าหรอกนะ ถ้าเ้าเก่งกาจถึงเพียงนั้นข้าที่ทำหน้าที่นี้มารุ่นสู่รุ่น คงถูกเรียกเป็เทพพยากรณ์ไปแล้วกระมัง” ไช่จงซือกล่าววาจาดูถูกอวี้จิ่นว่านางแค่อยากเล่นสนุก
“หึ ถ้าพวกท่านสองคนทำสิ่งที่ดีจริงมีประโยชน์จริง จะกลัวกับการที่ข้าเปิดตำหนักทำนายดวงชะตาไปทำไม ส่วนวิธีการของข้านั้นง่ายมาก ก็แค่แตะตัวพวกท่านเล็กน้อย จะได้รู้ว่าที่ผ่านมาทำเื่เลวร้ายอันใดไว้บ้าง” อวี้จิ่นก้าวเท้าไปหาทั้งสองคนก่อนจะใช้ปลายนิ้ว จิ้มลงไปบนหน้าผากของพวกเขา
“แหมะ วูบ!”
ทุกเหตุการณ์สำคัญหรือแม้แต่การช่วยเหลือชาวบ้าน ั้แ่เจิงจิ้นสือเข้ามารับผิดชอบดูแลสำนักพยากรณ์ เขามองเห็นโอกาสที่จะหาเงินมหาศาลจากความเชื่อของชาวบ้าน จึงได้ร่วมมือกับเหล่าผู้พยากรณ์ ในการปั่นราคาของคำทำนาย และเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ จากความศรัทธาที่เต็มไปด้วยความหวังของผู้คน ทั้งยากจนและร่ำรวยใครไม่มีเงินมาขอความช่วยเหลือให้คลายความทุกข์ใจ มักจะได้รับคำตอบเป็เพียงแค่คำพูดที่คลุมเครือเท่านั้น ยังมีเศรษฐีบางคนถึงกับเหลือสมบัติไม่กี่ชิ้นไว้ให้ลูกหลาน
ส่วนไช่จิงซือก็มิได้มีคุณสมบัติเหมาะสม เขามีความรู้เพียงผิวเผิน จากการจดจำแต่ละเื่จากในตำรา มิได้ค้นคว้าหาความรู้อย่างที่ผู้ทรงภูมิพึงมี ทั้งสองร่วมมือกันหลอกลวงทั้งชาวบ้าน และหลอกลวงเบื้องสูงยามทำพิธีสำคัญของราชวงศ์ ที่ผ่านมาสิ่งที่ไช่จิงซือทำนายไว้ไม่เคยเกิดขึ้นสักครั้ง เงินทองมากมายทั้งสองคนต่างทำที่ซ่อนไว้ยังที่แห่งนี้ ไม่ได้นำเข้าบัญชีของจวนตนเอง เพื่อมิให้การตรวจสอบประจำปีจับได้ว่า พวกตนมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
“หึ พวกเ้าเป็โจรในคราบขุนนางชัด ๆ แม้แต่ชาวบ้านตัวเล็ก ๆ มาขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับบุตรหลาน ยังเรียกเก็บเงินเสียจนพวกเขาจนปัญญาจะหาเงินมาได้ ตระกูลขุนนางก็ไม่น้อยที่ถูกพวกเ้าหลอกเอาเงิน และที่ให้อภัยไม่ได้มากที่สุดสมควรปะาพวกเ้าสองคน ที่รับเงินจากพวกชนเผ่าทุ่งหญ้าที่เดินทางมาเพื่อเจรจาสงบศึก โดยใช้คำทำนายปลอม ๆ ทูลต่อฮ่องเต้ เื่ส่งองค์หญิงใหญ่ไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับพวกป่าเถื่อนนั่น ทั้งที่จริงแล้วดวงชะตาขององค์ใหญ่ ไม่มีการเดินทางออกจากแคว้นจ้าวสักนิด ข้าพูดถูกหรือไม่ใต้เท้าเจิง”
“ขวับ!! ที่แท้ก็เป็พวกเ้าสร้างคำทำนายปลอมขึ้น ทำให้องค์หญิงใหญ่ถูกลักพาตัวไประหว่างเดินทาง จนป่านนี้ยังไม่รู้ชะตากรรมว่ายังมีพระชนม์ชีพอยู่หรือไม่” เจียงหยวนเป็คนนำกำลังทหารออกไปค้นหาองค์หญิงใหญ่ แต่ผ่านมาสองปีแล้วยังไม่มีวี่แววว่าจะตามหาเจอ
“เ้าพูดเื่อะไรพวกข้ามิได้ทำเช่นนั้น อย่าได้ปั้นน้ำเป็ตัวขึ้นมาใส่ร้ายผู้อื่นนะเ้าจะไปรู้ได้อย่างไร ต้องมีคนร่วมมือกับเ้าวางแผนกำจัดพวกข้าเป็แน่ ใช่ไหมท่านอาจารย์ไช่คำทำนายของท่านแม่นยำมาตลอด พวกเราไม่ได้โกหกหรือทำสิ่งใดผิดอย่างที่นางพูด” มีเพียงใต้เท้าเจิงที่คิดปฏิเสธคำพูดของอวี้จิ่น แต่สำหรับไช่จิงซือกลับนิ่งงันคล้ายดวงิญญาจะหลุดออกจากร่าง ั้แ่ได้ยินอวี้จิ่นพูดถึงเื่คำนายขององค์หญิงใหญ่
“อ้อ ข้าลืมไปว่าแค่คำพูดไม่สามารถยืนยันได้ ว่าสิ่งที่ข้าเห็นจากการแตะตัวพวกท่านคือเื่จริง ถ้าเช่นนั้นมิสู้ข้าชี้จุดที่ซ่อนเงินทองของพวกท่านดีหรือไม่ สิ่งนี้น่าจะยืนยันได้ว่าข้าไม่ได้เดาส่งเดช”
“จิ่นเอ๋อร์คนพวกนี้แอบซ่อนเงินทองไว้ที่นี่ด้วยงั้นรึ รบกวนเ้าช่วยบอกกับคนของพี่ได้ไหมว่ามันถูกซ่อนไว้ที่ใด นี่จะเป็หลักฐานชั้นดีที่คนพวกนี้ไม่อาจปฏิเสธความผิดได้” ฟู่หลงเหยียนย่อมเชื่อว่านางพูดจริง จากประสบการณ์ที่เคยพบเจอมาด้วยตนเอง
“น้องพี่เ้าบอกมาเถิดพวกเราจะรีบจัดการโดยเร็ว หลังจากนี้ผู้คนในเมืองหลวงจะได้รู้เสียทีว่าที่ผ่านมาเป็การหลอกลวง” เจียงหยวนแน่นอนว่าเชื่อในตัวน้องสาวเต็มสิบส่วน
“เหอะ พวกข้าไม่มีเงินทองอย่างที่นางบอกกับพวกเ้าหรอก พวกเ้าโดนนางหลอกให้หลงเชื่อยังมองไม่ออกอีกรึ”
“หุบปาก!!/หุบปาก!!” ทั้งสองหันไปออกคำสั่งโดยไม่ได้นัดหมาย
“ถ้าเ้ายังสอดปากขึ้นมาโดยที่ข้าไม่ได้ถาม ลิ้นของเ้ามันจะไม่ได้อยู่ในปากของเ้าอีก” ฟู่หลงเหยียนพยายามระงับอารมณ์โกรธไว้
“ที่ซ่อนเงินทั้งหมดอยู่แค่ปลายจมูกพวกเรานี่เองเ้าค่ะ ตรงนั้นใต้แท่นวางเครื่องสักการะของห้องพยากรณ์อย่างไรล่ะเ้าคะ พวกท่านหากลไกเจอก็จะพบกับเงินที่ซ่อนไว้เ้าค่ะ”
“เฉินอู่/หลี่อี้”
“ขอรับ/ขอรับ”
“พวกเ้าช่วยกันค้นดูตามที่จิ่นเอ๋อร์บอก จะได้นำคนร้ายพร้อมหลักฐานไปส่งที่กรมอาญา รอพรุ่งนี้ถวายฎีกาต่อฝ่าาเมื่อมีราชโองการลงโทษขุนนางคงมอบให้กับใต้เท้าถง” เื่นี้กรมพิธีการต้องมีคำอธิบายให้ฝ่าา
“รับทราบขอรับ/รับทราบขอรับ”
ทั้งสองฝ่ายต่างรอลุ้นอย่างใจจดใจจ่อ คนร้ายย่อมไม่อยากให้ค้นเจอสิ่งที่ตนซ่อนไว้ แต่ทุกคนย่อมทำเต็มที่เพื่อหลักฐานมัดตัวคนร้าย ส่วนคนที่ชี้จุดที่ซ่อนก็หาเก้าอี้มานั่งรอเนื่องจากยืนนาน ๆ อาจจะเมื่อยขาเอาได้ อีกสาเหตุเป็เพราะนางง่วงนอนนั่นเอง ทำเอาคนที่คอยมองอย่างห่วงใยด้วยแววตาอ่อนโยน ซึ่งขัดกับสถานการณ์ตรงหน้ายิ่งนัก
การค้นหาตามที่อวี้จิ่นบอกแค่เพียงหนึ่งเค่อ ก็เจอกลไกจนเปิดช่องลับออกมาจนได้ไม่เพียงเท่านั้น ด้านล่างยังเป็เื่จริงที่ว่ามีเงินทองซุกซ่อนไว้
“คุณหนูเจียงพูดได้ถูกต้องว่ามีเงินซ่อนไว้ที่นี่!!”
“เรียนนายน้อย คุณชายเจียง เป็ไปตามที่คุณหนูเจียงพูดไว้จริง ๆ ขอรับ ว่าใต้แท่นวางเครื่องสักการะมีช่องลับไว้ซ่อนเงินอยู่มากมายขอรับ” เฉินอู่เดินกลับมารายงาน
“มะ มะ ไม่จริง! เป็ไปไม่ได้! นางจะมองเห็นทุกสิ่งได้เพียงนี้เชียวรึ ข้าไม่เชื่อ ๆ เด็ดขาด” ใต้เท้าเจิงพึมพำกับตนเองเมื่อเห็นว่าอวี้จิ่นไม่ได้โกหก นางพูดถูกทุกอย่างกับสิ่งที่ตนกับไช่จิงซือลงมือทำ
“หึ คงไม่ต้องพูดอันใดให้มากความอีกแล้วกระมัง เฉินอู่เ้าจัดการเื่นำเงินพวกนี้ใส่หีบปิดป้ายส่งไปยังกรมอาญา ส่วนคนร้ายเหล่านี้ให้อู๋จิ้งควบคุมตัวไปส่งให้ใต้เท้าถงก็แล้วกัน” ฟู่หลงเหยียนที่หูฟังการรายงานของเฉินอู่และออกคำสั่งทันที
“ขอรับใต้เท้า/ขอรับนายน้อย”
แม้แต่ยามออกคำสั่งสายตาของเขายังคงจดจ้องอยู่ที่ร่างบาง ซึ่งยามนี้นางกำลังเข้าสู่ห้วงนิทราไปเรียบร้อยแล้ว คนเป็พี่ชายย่อมมองเห็นเช่นกัน เพียงแต่สิ่งที่คิดจะทำนั้นกลับไม่เคยทันสหายของตนอีกเช่นเคย
“หมับ! พรึ่บ!”
“วืดดด...”
“นะ นะ นั่นควรเป็หน้าที่ข้าไหมอาเหยียน นางเป็น้องสาวของข้านะ” เจียงหยวนที่เดินเข้ามาเพื่อจะอุ้มอวี้จิ่นที่หลับไปแล้วกลับจวน แต่เขาดันช้ากว่าสหายหน้านิ่งของตนไปเสียได้
“ใช่ จิ่นเอ๋อร์เป็น้องสาวของเ้า แต่นางเป็คนสำคัญของข้าด้วยเช่นกัน และข้าก็ทั้งหวงทั้งห่วงนางมากเ้าพาเสี่ยวหงกลับจวน ส่วนจิ่นเอ๋อร์ให้นางนั่งรถม้าของข้าไปจะดีกว่า อย่าได้ปลุกนางให้ตื่นอีกเลยคงจะเหนื่อยน่าดู” ฟู่หลงเหยียนหันไปพูดกับสหาย ผู้เป็พี่ชายของสตรีที่ตนโอบอุ้มนางอยู่อย่างจริงจัง
“เฮ้อ ก็ต้องทำตามที่เ้าว่าข้าจะทำอันใดได้อีกเล่า” เจียงหยวนจำยอมทำตามที่สหายของตนพูดมา
ร่างที่บอบบางของอวี้จิ่นอยู่ในอ้อมแขนของเขา ดวงตาของนางปิดสนิทด้วยความเหนื่อยล้า ทั้งเนื้อตัวดูอ่อนแอราวกับพร้อมจะล้มพับได้ทุกเมื่อ แต่ในอ้อมกอดของเขานางกลับดูปลอดภัย ราวกับไร้สิ่งใดที่จะเข้ามาทำร้ายนางได้
อากาศยามดึกเย็นสะท้านร่าง แต่มือของฟู่หลงเหยียนที่โอบรัดร่างบางของอวี้จิ่นนั้นอบอุ่นนัก นางซุกใบหน้าลงบนอกกว้างจนเขารู้สึกถึงลมหายใจที่มั่นคง และจังหวะหัวใจที่เต้นสม่ำเสมอของฟู่หลงเหยียน
"พี่ไม่มีวันยอมปล่อยเ้าให้กับผู้ใดเป็อันขาด" เสียงทุ้มต่ำนี้ของเขากระซิบใกล้หูอวี้จิ่น น้ำเสียงนั้นแฝงความห่วงหวงอย่างลึกซึ้ง
เส้นทางที่นำไปสู่จวนดูเงียบสงบ แต่ภายในใจของฟู่หลงเหยียนไม่เคยสงบเลยแม้แต่น้อย เขารู้สึกถึงภาระและความรับผิดชอบที่ต้องปกป้องนาง ไม่ว่าใครหน้าไหนก็อย่าได้คิดมาพรากนางไปจากเขาได้ ต่อให้ต้องใช้ชีวิตเข้าแลกฟู่หลงเหยียนย่อมไม่รั้งรอ
เมื่อรถม้าของฟู่หลงเหยียนเดินทางถึงหน้าจวน เขาอุ้มร่างบางไว้ในอ้อมแขนและก้าวเท้าลงอย่างระมัดระวัง พานางไปส่งถึงเรือนนอนและวางร่างบางลงช้าๆ นางยังคงไม่ลืมตาแต่มีรอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนริมฝีปากของนาง ฟู่หลงเหยียนมองอวี้จิ่นด้วยสายตาอันอ่อนโยน ก่อนจะกระซิบเบา ๆ ที่ข้างหู
"พักผ่อนเถิดจิ่นเอ๋อร์...เ้าอยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว"
หลังจากส่งสตรีในดวงใจถึงเรือนอย่างปลอดภัย เขาบอกลาสหายเพื่อกลับไปเตรียมตัวเข้าร่วมประชุมในท้องพระโรง ซึ่งเหลืออีกไม่กี่ชั่วยามเท่านั้น และวันนี้เื่ของสำนักพยากรณ์ จะเป็ข่าวะเืไปทั่วเมืองหลวง เมื่อฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งปิดสำนักพยากรณ์ และกรมพิธีการยังต้องมีคำอธิบายเกี่ยวกับเื่ของเจิงจิ้นสือและไช่จิงซือ หากไม่สามารถให้คำอธิบายได้จะถือว่ากรมพิธีการ มีส่วนรู้เห็นจึงต้องรับโทษเช่นเดียวกับนักโทษทั้งสองคนทันที
