“อัพเกรดสำเร็จ”
“ระดับไอเทม: ดีเลิศ”
“ระดับการอัพเกรด: +10”
“คุณลักษณะเพิ่มเติม: เพิ่มจิติญญา +65”
“ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +10: ฟื้นฟูจิติญญาเพิ่มขึ้นอีก 3%”
“สิ่งจำเป็ในการอัพเกรด: แต้มิญญา 31 แต้ม”
“สำเร็จ!!” ไป๋หยุนเฟยรู้สึกในใจตื่นเต้นยินดีจนต้องสูดลมหายใจเข้าออกเพื่อสงบใจลง “ฟื้นฟูจิติญญาเพิ่มขึ้น! หมายความว่า... ข้าฟื้นฟูพลังิญญากลับมาได้เร็วขึ้น!?”
ไป๋หยุนเฟยรีบร้อนสวมแหวนขณะที่ดวงตาเป็ประกาย หลังจากหลับตาลงก็เริ่มััพลังิญญาที่กำลังฟื้นฟูในร่าง
ผ่านไปชั่วน้ำเดือด ไป๋หยุนเฟยจึงลืมตาขึ้นด้วยรอยยิ้มปลาบปลื้ม มันพยักหน้ากับตัวเองกล่าวว่า “ช่างเป็คืนที่โชคดีนัก! ผลกระทบเพิ่มเติมเช่นนี้ยอดเยี่ยมเกินคาดจริงๆ!”
“ถ้าเช่นนั้น ข้าควรอัพเกรดแหวนช่องมิติอีกวงนี้ดีหรือไม่?” หลังจากสงบใจลง ไป๋หยุนเฟยก็มองดูแหวนบนมือซ้ายด้วยความลังเล
“ช่างเถอะ แม้แต่ข้าก็ทราบว่าควรหยุดแล้ว แม้ว่าจะเป็ระดับ +10 แต่มองดูก็เป็เช่นเดียวกับแหวนช่องมิติวงอื่น การมีแหวนช่องมิติอีกวงมีประโยชน์ยิ่งกว่า” ครู่ต่อมาไป๋หยุนเฟยจึงพลันตัดใจต่อการอัพเกรดแหวนอีกวงได้
จากนั้น ไป๋หยุนเฟยจึงเริ่มเก็บข้าวของจัดระเบียบสิ่งของทั้งหลาย มันเก็บของทีละชิ้นใส่เข้าไปในแหวนช่องมิติที่เพิ่งผ่านการอัพเกรดเป็ +10 หงยินเคยกล่าวว่าหากแหวนช่องมิติถูกทำลาย โครงสร้างมิติภายในแหวนก็จะยุบทลายลงแล้วของทุกอย่างที่อยู่ด้านในจะถูกส่งออกมาด้านนอก มันไม่คิดจะให้สิ่งของทั้งหลายท่วมภายในกระโจมหากมันอัพเกรดผิดพลาด จึงนำสิ่งของทั้งหมดออกมาก่อนจะเริ่มอัพเกรด
ทวนเปลวอัคคีเก็บไว้แหวนช่องมิติบนมือขวาเพื่อง่ายในการเรียกใช้ยามต่อสู้ เช่นดียวกับหนามธารน้ำแข็งที่ใส่ไว้ด้วยกันเพื่อสะดวกต่อการใช้งาน แม้ว่าการสวมแหวนช่องมิติบนมือทั้งสองข้างจะสะดุดตาไปบ้างแต่ไป๋หยุนเฟยก็ไม่ไม่นำพา แหวนช่องมิติบนมือซ้ายปกติจะใช้เก็บสิ่งของต่างๆ โดยเฉพาะมีดสั้นทั้งหลายก็เก็บไว้ในแหวนวงนี้ เมื่อเป็เช่นนี้ระหว่างต่อสู้มันก็ไม่ต้องยุ่งยากสลับทวนในมือขวาไปยังมือซ้ายก่อนเพื่อนำมีดสั้นออกมา
“ทุกอย่างพร้อมแล้ว ข้าบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้แล้วทั้งยังได้กำไรโดยไม่คาดคิดอีก กล่าวได้ว่าคืนนี้เป็คืนที่ข้าได้กำไรที่สุด...” ไป๋หยุนเฟยถอนหายใจโล่งอก ยามนี้เกือบสว่างแล้วอีกทั้งยังสูญสิ้นพลังิญญาไปไม่น้อย มันไม่คิดจะอัพเกรดต่ออีกจึงเอนศีรษะลงบนหมอนและหลับตาลง แล้วไป๋หยุนเฟยก็หลับใหลพร้อมกับที่พลังิญญาฟื้นฟูกลับมาอย่างแช่มช้า...
…………
เช้าตรู่ยามที่ไป๋หยุนเฟยเดินออกมาจากกระโจม ก็มองเห็นว่าทุกคนล้วนตื่นหมดแล้ว เทียนิซึ่งทำหน้าที่ก่อไฟเช่นเดิมกำลังสาละวนอยู่ข้างกองฟืน ส่วนผู้อื่นก็กำลังเร่งมือทำงานของตน เช่นเตรียมอาหารเช้าหรือไม่ก็ตรวจตราดูสินค้า
ห่างไปไม่ไกลเห็นถังซินหยุนกำลังนั่งบนก้อนหินมองดูทุกคนทำหน้าที่ของตน บางครั้งก็หันไปด้านซ้ายส่งยิ้มให้กับป้าจ้าวที่คอยติดตามเพื่อคุ้มกันอยู่ไม่ห่าง ที่แปลกตาก็คือยังมีชายหนุ่มในชุดยาวสีเทาอายุราวยี่สิบ สูงราวห้าเชียะเศษ ผมของมันรวบผูกไว้ด้านหลังเผยให้เห็นในหน้าดูที่ธรรมดา ยามนี้มันกำลังประจบเอาใจป้าจ้าวอยู่
ไป๋หยุนเฟยตื่นตะลึงไปชั่วขณะ --- คนผู้นี้คือจิ้งิเฟิง
ใบหน้าที่ถูกทุบตีของมันหายเป็ปกติแล้ว แต่ก็ไม่เห็นป้าเ้าว่าอันใด ดูเหมือนจิ้งิเฟิงจะทำให้ป้าจ้าวคลายโทสะลงได้สำเร็จ แต่กระนั้นรูปลักษณ์ของมันกลับแตกต่างจากที่ไป๋หยุนเฟยเคยเห็นอย่างใหญ่หลวง เห็นได้ชัดว่าจิ้งิเฟิงเปลี่ยนไปใช้ใบหน้าใหม่ซึ่ง‘เหมาะสม’กับสถานการณ์มากกว่า
ทันใดนั้นจิ้งิเฟิงก็พบเห็นไป๋หยุนเฟย ขณะส่งยิ้มขออภัยให้แก่ป้าจ้าวมันเอ่ยปากสองสามคำ จากนั้นจึงวิ่งเข้ามาหาไป๋หยุนเฟยทิ้งรอยฝุ่นเป็ทางไว้เื้ั มองไปก็เห็นรอยยิ้มคาดหวังบนใบหน้าของมัน
“ของที่สัญญากับข้าอยู่ที่ใด?” มันถามอย่างร้อนรนั้แ่ยังไม่ทันเข้ามาใกล้
ไป๋หยุนเฟยเหลียวมองรอบกายก่อนจะปรายตาบอกมันให้เดินตามไป
หลังจากเดินไปถึงที่โล่งห่างออกไปราวห้าสิบวา ไป๋หยุนเฟยก็หันกลับมาจ้องมองจิ้งิเฟิงด้วยสายตาแปลกประหลาด ก่อนจะอดไม่ได้ถามขึ้น “หรือนี่จะเป็ใบหน้าที่แท้จริงของเ้า?” มันเอ่ยปากถาม
“เอ๊ะ?” จิ้งิเฟิงสับสนไปชั่วขณะก่อนจะยืดอกยิ้ม “ฮี่ ฮี่ เ้าคิดว่าอย่างไร?”
ไป๋ฟยุนเฟยอมยิ้มโดยไม่ถามต่อ มันสะบัดมือขวาก็นำม้วนคัมภีร์สีเทาออกมาและโยนให้แก่จิ้งิเฟิง
หลังจากคว้าคัมภีร์ไว้ได้ จิ้งิเฟิงเพียงกวาดตามองแวบหนึ่งก็เก็บใส่แหวนช่องมิติ จากนั้นจึงถามด้วยความร้อนรน “แล้วเครื่องประดับของข้า?”
“ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ข้าไม่คิดจะแลกเปลี่ยนกับเ้าแล้ว” ไป๋ฟยุนเฟยประกาศ
“เ้า!” จิ้งิเฟิงตะลึงงันิญญาหลุดลอยจากร่างไปชั่วขณะ กระนั้นเมื่อได้เห็นสีหน้าหยอกเย้าของไป๋หยุนเฟย มันก็เรียกสติกลับคืนมา “โธ่ เ้าหลอกข้าเล่น!”
“ฮ่า ฮ่า ข้าเพียงหยอกเพราะอยากดูปฏิกิริยาของเ้า” ไป๋หยุนเฟยเหยียดยิ้มก่อนจะโยนเครื่องประดับหลายชิ้นให้ “แหวนหนึ่งวงต่อมือหนึ่งข้าง อย่าได้สวมแหวนบนมือข้างเดียวกัน!”
นอกจากแหวนสองวงและกำไลแล้ว อีกชิ้นเป็จี้หยกรูปดาบซึ่งมีผลกระทบเพิ่มเติมที่ช่วยเสริมความเร็วอีกเช่นกัน
หลังจากใช้สายตาเป็ประกายจับจ้องดูเครื่องประดับที่เพิ่งได้รับมา จิ้งิเฟิงก็รีบสวมทันที มันหลับตาลงเพื่อััพลังในร่างก่อนจะลืมตาขึ้นฉีกยิ้มบนใบหน้า แต่ราวกับมันยังไม่พอใจจึงขยับร่างกลายเป็เงาพร่าเลือนก่อนจะเริ่มออกวิ่ง
ความเร็วของมันยามนี้ยกระดับขึ้นจนคนทั่วไปมองเห็นเป็เพียงเงาเลือนราง หลังจากวิ่งเป็วงหลายรอบในที่สุดก็กลับมายังที่ซึ่งไปหยุนเฟยยืนอยู่
“ฮ่า ฮ่า!! วิเศษ! ข้ารู้สึกได้ว่าความเร็วเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกสามส่วน! หากพลิกแพลงอย่างเหมาะสมจะยิ่งเร็วขึ้นกว่านี้อีก!” จิ้งิเฟิงมาหยุดที่ข้างกายไป๋หยุนเฟยพร้อมกับรอยยิ้มปลาบปลื้มบนใบหน้า แต่จู่ๆมันก็ร้องเสียงพิกลขึ้นมา เมื่อครู่จิ้งิเฟิงเตรียมจะเอื้อมมือไปตบไหล่ไป๋หยุนเฟย แต่ชั่วขณะที่ยื่นแขนออกมันก็รีบดึงแขนกลับ จากนั้นจึงจ้องมองมือตนเองด้วยความตื่นตะลึง
“นี่...” จิ้งิเฟิงใช้สายตาประหลาดใจเหลือบมองดูกำไลบนแขนของตน จากนั้นจึงหันไปมองไป๋หยุนเฟยด้วยสายตาลังเล
ไป๋หยุนเฟยยิ้มพลางพยักหน้า “กำไลวงนั้นช่วยเพิ่มความเร็วของมือให้แก่เ้า”
ประกายในดวงตาจิ้งิเฟิงเจิดจ้ายิ่งขึ้นยามมันโบกมือไปมาต่อเนื่องกลายเป็ความเคลื่อนไหวอันซับซ้อน มันไม่สงสัยต่อคำพูดไป๋หยุนเฟยอีก เพียงใช้สายตาชื่นชมมองดูกำไลบนแขนด้วยความยินดี
“พี่ไป๋ พี่จิ้ง อาหารพร้อมแล้ว! รับประทานแล้วพวกเราจะได้ออกเดินทาง!”
เทียกิเรียกหาพลางโบกมือมายังไป๋หยุนเฟย ก่อนจะะโทักทายจิ้งิเฟิงแล้วจึงเดินกลับไป จิ้งิเฟิงอดไม่ได้ต้องกวัดแกว่งมือขวาอย่างต่อเนื่อง มันมองดูมือตนเองพลางเดินตามไป๋หยุนเฟยกลับไปรับประทานอาหารเช้า
……
“จิ้งิเฟิง เ้าคิดจะทำอะไรต่อไป?” ขณะไป๋หยุนเฟยกำลังตักโจ๊กใส่ชามตนเองก็เอ่ยปากถามถึงแผนการณ์ในอนาคตของจิ้งิเฟิง
“อา?” จิ้งิเฟิงไร้คำพูดไปชั่วขณะ ก่อนจะเข้าใจคำถาม “โอ ข้าคิดจะทำอะไรต่อไป? ข้าไม่มีจุดหมายที่ต้องไป ดังนั้นจะเป็ที่ใดก็ได้ที่ข้าอยากไปหรือสมควรไป แล้วเ้าคิดจะไปไหน?”
“ทุกคนที่นี่กำลังเดินทางไปเมืองกู่ยี่ จากนั้นแม่นางถังและป้าจ้าวจะจ้างรถม้ารีบเดินทางไปต่อ พี่ไป๋และข้าจะเดินทางไปต่อเพื่อเยี่ยมบ้านข้าที่เมืองเกายี่” เทียนิตอบอย่างร่าเริง
“เข้าใจแล้ว ถ้าเช่นนั้น... ในเมื่อข้าไม่มีเื่อันใดให้ทำ ขอข้าไปเที่ยวชมเมืองเกายี่กับพวกเ้าด้วย” จิ้งิเฟิงใคร่ครวญชั่วครู่ก็เอ่ยปากตอบ
“เช่นนั้นข้าก็ยินดี! เมื่อพวกเราไปถึงบ้านข้า จะต้อนรับพี่ไป๋และพี่จิ้งอย่างอบอุ่น ในเมืองเกายี่เองก็มีเื่น่าสนุกให้ทำมากมายยิ่ง” เทียนิหัวเราะพลางตอบคำ
“……”
ไป๋หยุนเฟยยังคงเงียบงันยามสังเกตดูความ‘รู้ใจกัน’ของทั้งคู่ด้วยสายตาประหลาดพิกล “พวกมันสองคนสนิทสนมกันปานนี้ั้แ่เมื่อใด?”
