เจินเจินกำลังโมโหอยู่จริงๆ นางไม่ได้กลับบ้านสกุลกู้ ทว่ากลับวิ่งไปหาบิดามารดาบังเกิดเกล้า ภายในบ้านซึ่งตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้านเวลานี้มีแค่บิดามารดาของเจินเจินเท่านั้น ชาวบ้านที่มาช่วยต่างกลับบ้านตนกันไปหมดแล้ว
“เ้าหก เ้าเป็อันใดไป” จ้าวซื่อเห็นบุตรสาววิ่งเข้ามาในสภาพเนื้อตัวมอมแมมใบหน้าเลอะฝุ่นเปอระโคลน นางพลันวางงานในมือลงแล้วเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ “แล้วไปเล่นซนที่ใดมา นี่มันเที่ยงแล้ว เ้าไม่ไปกินข้าวแต่วิ่งมาที่นี่ด้วยเหตุใด”
“เฮอะ ข้าโมโห!” เจินเจินยกมือกอดอกนั่งลงกับพื้นใต้ชายคาบ้านด้วยสีหน้าบูดบึ้ง
“ใครทำให้เ้าโกรธ บอกพ่อมา พ่อจะไปด่ามันผู้นั้นให้” หยวนเหล่าเอ้อร์ปัดเศษฝุ่นที่ติดอยู่ตามตัวของบุตรสาว ก่อนจะเดินไปนั่งข้างๆ
“ห้ามด่านะ” เ้าหกทำตาขวางใส่บิดา
หยวนเหล่าเอ้อร์ตระหนักได้ในทันทีว่า ผู้ที่ทำให้บุตรสาวมีท่าทางกระฟัดกระเฟียดเช่นนี้ต้องเป็กู้อวี้เป็แน่ “ก็ได้ๆ ไม่ด่าๆ แต่ลองเล่ามาซิว่าเกิดอะไรขึ้น”
เจินเจินเล่าเื่ทั้งหมดที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ ให้บิดามารดาฟัง “ข้าเห็นเ้าคนสารเลวผู้นั้นรังแกพี่ชายก็เลยเข้าไปเล่นงานมัน แต่พี่ชายกลับมาว่าข้า ทั้งยังไปขอโทษมันอีก เื่นี้ข้าไม่ได้เป็คนผิดเสียหน่อย เ้าคนสารเลวผู้นั้นต่างหากที่ผิด เหตุใดต้องขอโทษด้วย น่าโมโหยิ่งนัก!”
“เ้าคนสารเลวผู้นั้นคือผู้ใดหรือ” จ้าวซื่อนั่งยองข้างบุตรสาว
เจินเจินทำแก้มป่องอย่างไม่พอใจ กล่าวตอบว่า “คนนิสัยไม่ดีแซ่หลิ่ว!”
“ที่แท้ก็หลิ่วซิ่วไฉนี่เอง” หยวนเหล่าเอ้อร์จงใจลากเสียงยาวเป็พิเศษ “เดิมทีคนผู้นั้นก็ไม่ใช่คนดีอันใดอยู่แล้ว เวลานี้ได้เป็ถึงซิ่วไฉก็ยิ่งหลงระเริงลำพองตน เที่ยวทำตัวอวดดีวางท่าใส่ผู้อื่นไปทั่ว”
“หากมิใช่เพราะต้าหลางขาพิการ เ้านั่นจะนับเป็อะไรได้” จ้าวซื่อกล่าวเสริมด้วยสีหน้าดูถูกดูแคลน “บิดาของข้ามักจะกล่าวอยู่เสมอว่า คนดีอายุไม่ยืน ทว่าคนชั่วกลับอายุนับพันปี ฉะนั้นพวกเราต้องเป็คนไม่ดีถึงจะมีอายุยืน!”
หยวนเหล่าเอ้อร์ตบไหล่บุตรสาวกล่าวว่า “เ้าจำได้แล้วใช่หรือไม่ พวกเราต้องเป็คนไม่ดี ไม่ต้องเป็คนดี!”
เจินเจินพยักหน้า “ข้าจดจำได้แล้ว ข้าจะเป็คนไม่ดี!” ชาติก่อนนางเป็ถึงปีศาจโสมจอมโมโหมีอายุนับพันๆ ปีเชียวนะ เื่ไม่ดีขอให้บอกนาง!
ขณะที่ทั้งสามคนกำลังสนทนากันอยู่นั้น กู้อวี้เลื่อนล้อรถเข็นมาหยุดอยู่ตรงหน้า เจินเจินสะบัดหน้าไปอีกทางอย่างแง่งอน “ข้าไม่สนใจท่านหรอก!”
“ท่านอารองหยวน ท่านอาสะใภ้ ท่านพ่อท่านแม่ให้ข้ามาตามพวกท่านไปกินข้าวที่บ้านขอรับ”
หยวนเหล่าเอ้อร์ได้ยินเช่นนี้ก็ดีใจลุกขึ้นยืน “ได้ พวกข้าจะไปประเดี๋ยวนี้แหละ” ระหว่างที่เดินผ่านกู้อวี้ เขาโน้มตัวลงไปกระซิบว่า “เ้ารีบปะเหลาะนางเถิด นางโมโหมากทีเดียว”
“ข้าทราบแล้วขอรับ” กู้อวี้รับคำอย่างสุภาพ หยวนเหล่าเอ้อร์เห็นแล้วคิดในใจว่า ต้าหลางผู้นี้ทั้งหน้าตาหล่อเหลาและสุภาพอ่อนโยน ไม่แปลกหากบุตรสาวของจนจะหลงไหลชื่นชอบอย่างมาก น่าเสียดายก็แต่ขาพิการนี่สิ
ขณะที่ทั้งคู่กระซิบกระซาบกันอยู่นั้น เจินเจินแอบชำเลืองตามองอยู่ตลอดเวลา ทว่าพอกู้อวี้หันมา นางก็รีบเบือนหน้าไปทางเดิมทันใด
กู้อวี้มองใบหน้าเลอะเทอะของเจินเจินพร้อมถอนหายใจยาว “เพิ่งจะอาบน้ำไปเมื่อเช้า ยามนี้กลายร่างเป็แมวสกปรกอีกแล้ว” เขาพูดพลางเลื่อนล้อรถเข็นไปใกล้อีกฝ่ายมากขึ้น หยิบผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กออกมาเช็ดใบหน้าของเด็กหญิงให้อย่างแ่เบา
เจินเจินถลึงตามองอย่างแง่งอน “ข้ามิใช่แมวสกปรก แต่ข้าคือสมบัติล้ำค่าของท่าน!”
มือของกู้อวี้ที่กำลังเช็ดหน้าให้พลันหยุดชะงัก ดวงตามองสบกับแววตาใสกระจ่างประหนึ่งอัญมณีล้ำค่าที่ไม่ปนเปื้อนสิ่งแปลกปลอมใดๆ ของเด็กหญิง หัวใจของนางใสสะอาดและบริสุทธิ์เช่นเดียวกัน ไม่ผิดหากจะกล่าวว่าเป็สมบัติล้ำค่าหนึ่งเดียวในใต้หล้านี้โดยแท้
“ก็ได้ เ้ามิใช่เ้าแมวสกปรก เ้าคือเจินเจิน” น้ำเสียงของกู้อวี้เจือไปด้วยแววอ่อนโยน มือยังคงเช็ดไปตามใบหน้าให้เจินเจินต่อ ั้แ่ต้นจนจบเขาปฏิบัติต่อนางอย่างอ่อนโยนยิ่ง
“ข้ายังมิให้อภัยท่าน!” แม้จะพูดออกไปเช่นนี้ แต่เมื่อได้อยู่ใกล้พี่ชายโทสะภายในใจของเจินเจินก็หายไปมากกว่าครึ่งแล้ว
“เช่นนั้นพี่ชายต้องทำเช่นไรเ้าถึงจะยอมให้อภัย” กู้อวี้จ้องมองเจินเจินขณะกล่าวถาม แววตาของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความลึกล้ำประหนึ่งบ่อน้ำที่มองไม่เห็นก้นบ่อ แต่ยิ่งเป็เช่นนี้ก็ยิ่งดึงดูดให้ผู้คนอยากเข้าไปค้นหา ด้วยอยากรู้ว่าข้างล่างซ่อนสิ่งใดเอาไว้
เจินเจินมองสบั์ตานั้นอย่างเหม่อลอย
เห็นเด็กหญิงไม่ตอบ กู้อวี้จึงเรียกชื่อซ้ำราวกับถามย้ำ ทันใดนั้นเองเจินเจินก็กลับมาะโโลดเต้นดังเดิม นางวิ่งอ้อมไปด้านหลัง ก่อนจะเข็นรถเข็นแล้ววิ่งออกไป “พวกเรากลับบ้านกันเถิด ข้าหิวแล้ว”
‘พี่ชายจะทำผิดได้อย่างไร ไม่ว่าพี่ชายจะทำสิ่งใดล้วนไม่ผิด คนที่ผิดคือผู้อื่นต่างหาก!’
น้ำเสียงของเจินเจินกลับมาสดใสร่าเริงดังเดิม แสดงให้เห็นว่ายามนี้นางอารมณ์ดีเป็ปกติแล้ว กู้อวี้เอามือจับที่เท้าแขนแน่น ขณะที่มุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มอ่อน ข้างกายมีเด็กหญิงที่สดใสร่าเริงประหนึ่งดวงตะวันเช่นนี้ก็พลอยทำให้โลกของเขาสดใสตามไปด้วย
ครั้นมาถึงบ้านสกุลกู้ อาหารได้ถูกจัดวางเอาไว้บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว กู่ซื่อพาเจินเจินไปอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า เนื้อตัวจึงกลับมาสะอาดสะอ้าน มิใช่แมวสกปรกมอมแมมอีกต่อไป
เจินเจินหิวมากจึงกินเข้าไปไม่น้อย หลังกินอิ่มก็รู้สึกง่วง ครั้นนอนไปแล้วตื่นขึ้นมาก็อยากจะออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก แต่กลับถูกกู้อวี้ห้ามไว้ ให้นางอยู่ในบ้านเรียนหนังสือ
เจินเจินได้ยินเช่นนี้อารมณ์ดีๆ พลันสลายหายไปจนหมดสิ้น เอ่ยคัดค้านออกมา “ข้าไม่คัดอักษร ข้ายังไม่ให้อภัยพี่ชายเลยนะ!”
ภายในห้องในเวลานี้มีแค่กู้อวี้กับเจินเจินสองคน กู้อวี้ให้น้องชายทั้งสามไปเรียนคัดอักษรกับบิดา ด้วยหากเรียนร่วมกับเจินเจินการเรียนของพวกเขาคงไม่คืบหน้า
“พวกเราไม่ได้จะคัดอักษร แต่ข้าจะสอนเ้าท่องตำรา” กู้อวี้เอ่ยคำ
เมื่อได้ยินว่าไม่ต้องคัดอักษร ใบหน้าของเ้าหกกลับมาแย้มยิ้มดังเดิม ยอมนั่งบนเก้าอี้ข้างกายกู้อวี้แต่โดยดี จากนั้นก็ตั้งใจท่องตำราตาม “อันคนเราแรกเกิดเดิมที ท่านว่ามีนิสัยดีที่งดงาม…”
กู้อวี้สอนเจินเจินท่องตำรา ทั้งอธิบายความหมายให้ฟัง เขาค้นพบว่าเจินเจินเรียนรู้ได้ไวมาก นางฉลาดความจำก็ดีเยี่ยม เพียงแต่สมาธิสั้นไปสักหน่อย สอนท่องได้ไม่กี่ประโยคก็มักจะใจลอยมองออกไปนอกหน้าต่าง หรือไม่ก็เล่นนิ้วมือของตนเอง เล่นแขนเสื้อของเขา เล่นของที่อยู่ใกล้มือ
“เจินเจิน ตั้งใจหน่อย” เขากล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงเข้มงวด “หากวันนี้สามารถจดจำสิ่งที่ข้าสอนไปทั้งหมดได้ และอธิบายความหมายได้ วันพรุ่งข้าจะอนุญาตให้เ้าออกไปเที่ยวเล่นทั้งวัน”
แววตาเจินเจินเปล่งประกายโดยพลัน “จริงหรือ หากวันนี้ข้าท่องจำได้ทั้งหมด วันพรุ่งจะไม่ต้องท่องจำแล้ว?”
กู้อวี้พยักหน้า เื่นี้มิใช่เื่ใหญ่อันใด แค่นำความรู้ของวันพรุ่งมาสอนในวันนี้ก็สิ้นเื่
เจินเจินผู้น่าสงสารไม่มีทางนึกถึงแน่ว่า สุภาพชนอย่างกู้อวี้จะมีนิสัยเ้าเล่ห์เช่นนี้
“เช่นนั้นวันพรุ่งพี่ชายไปเที่ยวเล่นเป็เพื่อนข้าได้หรือไม่” เจินเจินมองกู้อวี้อย่างคาดหวังรอคอย กู้อวี้นิ่งไปชั่วครู่ถึงค่อยถามกลับ “หากข้าไปเที่ยวเล่นเป็เพื่อนเ้า เ้าจะให้อภัยข้าหรือไม่”
เจินเจินพยักหน้า “ข้าให้อภัย”
“เช่นนั้นก็ย่อมได้ วันพรุ่งข้าจะเที่ยวเล่นเป็เพื่อนเ้า” กู้อวี้ตอบคำ
เจินเจินรู้สึกดีใจยิ่งนัก นางลุกขึ้นะโโลดเต้นจนพอใจแล้วค่อยกลับไปนั่งลงข้างกายกู้อวี้เช่นเดิม พร้อมกับจ้องมองชายหนุ่มนิ่ง
กู้อวี้ยั้งมือของตัวเองที่อยากจะยื่นออกไปลูบศีรษะเจินเจินเอาไว้ได้ทัน เขาสอนสั่งอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “หลิ่วเหวินไฉเป็ถึงซิ่วไฉ เ้าทำร้ายเขาต่อหน้าคนมากมาย เขาสามารถนำเื่นี้ไปฟ้องต่อที่ว่าการได้ หากเป็เช่นนั้นเ้าก็ต้องถูกจับเข้าคุก ฉะนั้นต่อไปหากเ้าเจอเขาอีกให้…”
“ข้าทราบแล้ว ต่อไปให้แอบเล่นงานเขาตอนไม่มีใครเห็น พี่ชาย ข้าฉลาดหรือไม่” เจินเจินยิ้มอย่างภูมิอกภูมิใจ
กู้อวี้ “…”
