บทที่ 70 มีชื่อเสียงไม่เบา
ใบหน้าจงฮั่นเต็มไปด้วยความโกรธ แต่ตอนนี้เขาทำอะไรไม่ได้
เดิมทีลู่หยวนก็กุมอำนาจดูแลหออาณัติ ลู่หยวนให้การสนับสนุนหลัวเจิน ดังนั้นหลัวเจินจึงมีอำนาจสั่งการหออาณัติเช่นกัน
นอกจากหออาณัติ หลัวเจินยังได้รับการสนับสนุนจากยอดเขาที่เหลือทั้งห้าอีก ทำให้จงฮั่นมีอำนาจควบคุมแค่ยอดเขาหลักกับยอดเขาหลิวหยุน ขืนจงฮั่นดันทุรังอยากฮุบอำนาจควบคุมหอคุณูปการกับคลังศัสตรา เกรงว่าคงต้องมีการต่อสู้เกิดขึ้น ซึ่งเขาไม่สามารถลงมือกับหลัวเจินได้ตอนนี้ เพราะโม่เต้าจื่อกับหลิงหยุนจื่อสนับสนุนหลัวเจินเช่นกัน ดังนั้นสถานการณ์ตอนนี้จึงเอื้ออำนวยให้หลัวเจินควบคุมทั้งสำนักชิงหยุนได้อย่างสมบูรณ์
ภายใต้แรงกดดัน จงฮั่นจึงได้แต่สะบัดชายแขนเสื้อพาพวกซูซานเหอและยอดเขาหลิวหยุนจากไป อยู่ต่อไปก็ไม่ได้มีความหมายอะไรกับเขา อำนาจของเ้าสำนักถูกค้านด้วยป้ายลัญจกรชิงหวางอย่างสมบูรณ์
“การตัดสินใจของเ้าสำนักทำข้าปวดใจยิ่งนัก นี่ถือเป็การทรยศเจตจำนงอันสูงส่งของผู้ฝึกตนสายวิถีกระบี่ กลยุทธ์ของเขาอาจทำให้สำนักชิงหยุนรอดพ้นจากภัยคุกคามได้ก็จริง แต่เป็เพียงชั่วคราวเท่านั้น ความตั้งใจหมายทำลายสำนักชิงหยุนของพวกสำนักเตาเสวี่ยกับตำหนักพญาจิ้งจอกไม่มีทางหายไปโดยง่าย พวกนั้นไม่มีทางปล่อยให้คมดาบที่หันเข้าหาพวกเราแข็งทื่อแน่นอน อีกอย่างหากพวกเราปราศจากจิตใจไร้หวั่นเกรง ความกล้าอันไร้ความหวาดกลัว สำนักชิงหยุนของพวกเรายังจะคู่ควรกับสำนักจอมยุทธ์วิถีกระบี่อยู่อีกหรือ” หลิงหยุนจื่อพูดขึ้น ที่ผ่านมาเขาไม่ค่อยยุ่งกับเื่ในสำนัก แต่ครั้งนี้เขาทนไม่ไหวแล้ว
“ในฐานะผู้ฝึกกระบี่ ไยถึงไม่มีความกล้าแม้แต่จะชักกระบี่ออกมา ยอมเสียศักดิ์ศรีได้ขนาดนั้นเชียวหรือ ดังนั้นมีแต่ต้องลุกขึ้นสู้เท่านั้น” หลัวเจินพูดขึ้นอย่างฮึกเหิม
“แล้วจะทำเยี่ยงไรกับยอดเขาหลักและยอดเขาหลิวหยุนดี” อันหนานถามหลัวเจิน
“ไม่ต้องสนใจพวกนั้น พวกเราสู้ด้วยกัน ปรมาจารย์เหลยจะดูแลการไหลเข้าออกของทรัพยากรภายในสำนัก ปรมาจารย์อันจะคอยคุ้มครองศิษย์อัจฉริยะในสำนักบางส่วนให้อยู่ในที่ปลอดภัย จริงอยู่ที่พวกเราต้องสู้ แต่สำนักจำเป็ต้องมีลูกศิษย์ผู้สืบทอดแก่นสารของสำนักชิงหยุนต่อไป” หลัวเจินหันไปพูดกับเหลยอิน
เมื่อเห็นการจัดแจงของหลัวเจิน โม่เต้าจื่อกับหลิงหยุนจื่อก็พยักหน้าอย่างพอใจ เพราะหลัวเจินจัดการแบ่งหน้าที่ เรียงลำดับความสำคัญได้อย่างสมเหตุสมผล
“ท่านผู้เฒ่าทั้งสอง ฉินชูบรรลุตบะกระบี่ขั้นเจี้ยนหลิง ซ้ำยังบรรลุพลังแห่งเจตจำนงกระบี่ขั้นที่สองแล้ว เขาจำเป็ต้องได้รับการปกป้องและเลี้ยงดูเป็อย่างดี และหลัวเจินผู้นี้ได้ส่งคนออกตามหาเขาแล้วขอรับ” หลัวเจินพูดกับโม่เต้าจื่อกับหลิงหยุนจื่อ ตอนนี้เื่ที่ฉินชูเข้าถึงวิถีกระบี่ขั้นเจี้ยนหลิงถือว่าไม่ใช่ความลับใหญ่อะไรของสำนักแล้ว ดังนั้นเขาจึงกล้าพูดออกมา
“จำเป็ต้องออกตามหาเขา บางทีการปกป้องดูแลฉินชูอาจทำให้สำนักชิงหยุนของพวกเราต้องจ่ายสิ่งแลกเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล แต่พวกเราไม่อาจปฏิเสธความจริงเื่ที่ว่า หลังจากเมล็ดพันธุ์แห่งยอดอัจฉริยะถือกำเนิด นั่นคือยุคสมัยใหม่ เมื่อผ่านพ้น่เวลายากลำบากไปได้ ยุคสมัยใหม่จักมาเยือน มันคุ้มค่าแก่การเฝ้ารอ ความจริงเื่นี้กองกำลังมหาอำนาจล้วนตระหนักได้เป็อย่างดี” โม่เต้าจื่อพูดขึ้น
ฉินชูมาถึงเขตพื้นที่ใกล้ๆ สำนักชิงหยุน ตอนที่เขากำลังกินข้าวอยู่ภายในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งก็บังเอิญได้ยินข่าวเื่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสำนักชิงหยุน เ้าสำนักยังคงเป็จงฮั่น แต่ผู้กุมอำนาจสูงสุดตอนนี้คือหลัวเจิน
ข่าวนี้ทำให้ฉินชูดีใจเป็อย่างมาก เขาไม่สนใจสำนักชิงหยุนจะเป็เยี่ยงไร แต่เขาสนใจยอดเขาชิงจู๋ หลังจากหลัวเจินกุมอำนาจ ยอดเขาชิงจู๋จะไม่ถูกมองข้ามอีกต่อไป นอกจากข่าวนี้ เขายังทราบข่าวที่ว่าสำนักเตาเสวี่ยกับตำหนักพญาจิ้งจอกผนึกกำลังกันเพื่อเตรียมถล่มสำนักชิงหยุน แล้วยังมีศาลาดาวฤกษ์ที่กำลังตามมาอีก
นี่มันาชัดๆ ฉินชูครุ่นคิดในใจ การที่เขาจากสำนักชิงหยุนมาก็เพื่อไม่อยากให้หลัวเจินเดือดร้อน แต่ดูเหมือนว่าสำนักเตาเสวี่ยกับตำหนักพญาจิ้งจอกจะไม่ยอมเลิกราวีกับสำนักชิงหยุน หลังจากหลัวเจินกุมอำนาจ เขาก็ยิ่งแสดงท่าทีออกโรงปกป้องฉินชูอย่างชัดเจนกว่าเดิม ในเมื่อสถานการณ์เป็แบบนี้ เขาจะเพิกเฉยต่อสำนักชิงหยุนได้อย่างไร ขืนแน่นิ่งดูดายต่อไป เกรงว่าฉินชูคงสู้กับความละอายใจของตัวเองไม่ไหว
“ในเมื่อพวกเขาปกป้องข้า เช่นนั้นข้ามีแต่ต้องต่อสู้เคียงข้างพวกเขา” ฉินชูถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนกระดกจอกสุราในมือจนหมดเกลี้ยง
“เ้าไม่คิดจะหลบหนี และยังคิดจะกลับไปสู้เคียงข้างสำนักชิงหยุน ในฐานะผู้คุมกฎแห่งสำนักชิงหยุน ข้าดีใจยิ่งนัก” ชายชุดคลุมเขียวคนหนึ่งเดินมานั่งตรงข้ามฉินชู
“เ้าคือใคร” ฉินชูมองชายชุดเขียวด้านหน้าพลางเอ่ยถาม
“ผู้คุมกฎแห่งหออาณัตินามว่าต้วนเฟิง เ้าอาจไม่รู้จักข้า แต่เ้าจะต้องรู้จักอาจารย์ของข้าแน่นอน ท่านาุโลู่หยวน” ต้วนเฟิงพูดขึ้น เขาได้รับคำสั่งให้ออกตามหาฉินชู นึกไม่ถึงว่าจะเจอฉินชูนั่งดื่มสุราอยู่ในโรงเตี๊ยมแห่งนี้
“จะหลบหนีได้เยี่ยงไร หากยอดเขาชิงจู๋ไม่คิดจะปกป้องข้า ข้าคงไม่เหลียวแล แต่ยอดเขาชิงจู๋ไม่ทอดทิ้งข้า ข้าก็ไม่มีทางทอดทิ้งยอดเขาชิงจู๋ หากกลับไปก็ต้องเจอกับพวกหมาบ้าจากยอดเขาหลักพวกนั้นอีก น่ารำคาญนัก” ฉินชูถอนหายใจ เขาเอือมกับซูซานเหอยิ่งนัก
“ไม่ต้องสนใจพวกนั้น แม้เ้าสำนักจะออกฌานแล้ว แต่มีอำนาจแค่บนยอดเขาหลักกับยอดเขาหลิวหยุน ส่วนยอดเขาที่เหลืออีกห้าลูกล้วนลุกขึ้นต่อสู้กับศึกครั้งใหญ่ที่กำลังใกล้เข้ามา หรือพูดอีกอย่างก็คือพวกเขายอมต่อสู้ภายใต้คำสั่งของผู้ถือครองป้ายลัญจกรชิงหวาง หากเ้ากลับไป จะไม่มีใครทำอะไรเ้าได้” ต้วนเฟิงพูดขึ้น
หลังจากนั้นฉินชูก็ไม่พูดอะไรอีก เขาจากเมืองเล็กๆ แห่งนี้ไปพร้อมกับต้วนเฟิง จนมาถึงประตูทางเข้าหลักของสำนักชิงหยุน
“สำนักชิงหยุน...ข้ากลับมาอีกแล้ว ครั้งที่แล้วข้าถูกดูถูกเหยียดหยาม ไม่รู้ว่าครั้งนี้จะเป็เหมือนเดิมหรือไม่” เมื่อเข้ามาในสำนักชิงหยุน ฉินชูก็อุทานขึ้น
“เมื่อก่อนเ้าถูกดูถูกเหยียดหยามด้วยหรือ เท่าที่ข้ารู้มา เ้าไม่เคยปล่อยให้เื่แบบนี้เกิดขึ้นกับตัวเองเลยสักครั้ง” ต้วนเฟิงคลี่ยิ้มพลางเอ่ย
“ฮ่าๆ ก็มันช่วยไม่ได้ ข้าอาจไม่ค่อยมีพลังเท่าไร แต่เป็คนค่อนข้างนิสัยเสียกับเื่พวกนี้” ฉินชูถูจมูกตัวเอง เขาเพิ่งรู้ว่าตัวเองก็มีชื่อเสียงในสำนักชิงหยุนไม่เบา
ต้วนเฟิงพาฉินชูกลับมาถึงตำหนักหลักแห่งยอดเขาชิงจู๋
ภายในตำหนักหลัก มีโม่เต้าจื่อ หลิงหยุนจื่อ หลัวเจินและเหล่าบุคคลระดับสูงกำลังวางกลยุทธ์สำหรับศึกครั้งนี้กันอยู่
เมื่อเห็นฉินชูเดินเข้ามาในตำหนัก โม่เต้าจื่อก็ลุกออกจากที่นั่งตัวเอง พลังปราณปะทุออกมาท่วมร่าง เดินตรงเข้ามาเขกหัวฉินชู “ผู้ใดสั่งให้เ้าจากไป ไอ้เ้าหนูขี้น้อยใจ เ้าไม่คิดจะให้ข้าช่วยเหลือเื่ของเ้าแล้วหรือกระไร”
โม่เต้าจื่อถามพลางเขกกะโหลกฉินชู
ฉินชูถูกพลังปราณของโม่เต้าจื่อถาโถมเข้ากดดัน เขาทำได้แค่น้อมรับ
“ฉินชูรู้สึกว่าทำให้ท่านปรมาจารย์หลัวกับยอดเขาชิงจู๋เดือดร้อน ดังนั้นเลยตัดสินใจจากไป อีกอย่าง ศิษย์ทิ้งจดหมายเอาไว้แล้วและศิษย์ก็เตรียมใจต่อสู้กับสำนักเตาเสวี่ยกับตำหนักพญาจิ้งจอกเอาไว้แล้ว” ฉินชูอธิบาย
“เ้าเนี่ยนะเตรียมใจต่อสู้ เ้าจะฆ่าได้สักกี่คนเชียว” โม่เต้าจื่อถามฉินชูอย่างไม่สบอารมณ์
“พวกเขาเป็เหตุทำให้ศิษย์ตกอับเดียวดาย ในภายภาคหน้า ศิษย์จะต้องทำให้พวกมันหวาดกลัวเมื่อได้ยินชื่อฉินชูผู้นี้ให้จงได้ แม้ตบะของศิษย์ตอนนี้จะยังไม่ถึงไหน แต่ศิษย์ยินดีจะให้เวลาสิบปียี่สิบปีหลังจากนี้ทุ่มเทฝึกฝนอย่างหนักเพื่อแก้แค้นพวกมันในสักวัน” ฉินชูพูดขึ้นอย่างหนักแน่น
คนที่อยู่ภายในตำหนักหลักแห่งยอดเขาชิงจู๋ตอนนี้รับรู้ชัดเจนแล้วว่าฉินชูเป็คนเหี้ยมโหดคนหนึ่ง คิดวางแผนจะใช้เวลาสิบปียี่สิบปีกระทำการหนึ่งเื่ คนทั่วไปไม่มีทางคิดแบบนี้
“เช่นนั้นการที่เ้าจากไปแบบนี้ เ้าไม่คิดจะให้ข้าช่วยเหลือเื่ของเ้าแล้วกระนั้นหรือ” โม่เต้าจื่อถามฉินชูขึ้นอีกครั้ง
“เป็ไปไม่ได้ขอรับ! ศิษย์คิดเอาไว้ว่าหลังจากฆ่าพวกสำนักเตาเสวี่ยกับตำหนักพญาจิ้งจอกพอสมควรแล้ว ศิษย์ยังจะกลับมารบกวนให้ท่านาุโช่วยเหลือเื่นั้นอยู่ขอรับ” ฉินชูตอบกลับ นี่เป็สิ่งที่เขาคิดไว้ก่อนไปจากสำนักชิงหยุน
“เก็บจดหมายของเ้าไปเสีย เ้ายังเป็ลูกศิษย์ของสำนักชิงหยุนอยู่” โม่เต้าจื่อยื่นจดหมายกลับไปให้ฉินชู
“ท่านาุโขอรับ ศิษย์ยินยอมที่จะเป็ลูกศิษย์แห่งยอดเขาชิงจู๋ แต่ไม่อยากเป็ลูกศิษย์สำนักชิงหยุนแล้ว ศิษย์ไม่อยากถูกทอดทิ้งหลังจบศึก” ฉินชูส่ายหน้า
