หลังทานมื้อเช้าเสร็จจางเจียิไปทำงานที่โรงงานอิฐตามปกติ ส่วนฮั่วเสี่ยวเหวินกำลังคิดหา ‘วิธีหาเงิน’ อย่างหนัก แต่เนื่องจากกำลังคิดจดจ่อมากเกินไปจึงไม่รู้ตัวว่ามีคนเข้ามาในบ้าน
“ฮั่วเสี่ยวเหวิน มันจะเกินไปแล้วนะ ฉันเรียกตั้งนานแต่ยังไม่สนใจอีก”
เ้าอ้วนยู่ปากนั่งลงที่ขอบเตียง ฮั่วเสี่ยวเหวินสะดุ้งตัวโยน หัวใจเต้นตึกตัก
หลังจากรวบรวมสติได้ ฮั่วเสี่ยวเหวินรีบยิ้มขอโทษ “ฉันคิดเื่อื่นอยู่เลยไม่ทันได้ยิน”
เ้าอ้วนขยับมานั่งใกล้เธอ “ฉันมาหาเธอหลายครั้งแล้ว แต่เธอไม่อยู่บ้านตลอดเลย พี่เจียิก็ไม่อยู่เช่นกัน ฉันนึกว่าพวกเธอถูกตำรวจจับอีกแล้วเสียอีก”
ฮั่วเสี่ยวเหวินหัวเราะร้องไห้ไม่ออก เธอบอกเ้าอ้วนว่า เขาทำเหมือนเธอกับจางเจียิอยู่ในกลุ่มอันธพาลอย่างไรอย่างนั้น
เธอไม่อยากคุยเื่ที่ตัวเองไปเป็เ้าสาวเด็กของบ้านหยางเสวียเหวิน เลยเล่าว่า่นี้ไปหางานกับพี่เจียิแทน
“อ้อ อย่างนั้นหรอกหรือ ฉันก็สงสัยอยู่ว่าพี่เจียิไปทำงานที่โรงงานอิฐได้อย่างไร” เ้าอ้วนรู้สึกว่าเื่นี้สมเหตุสมผล ไม่ได้ซักไซ้อะไรเพิ่มอีก เขาเปลี่ยนมาบอกถึงเจตนาในการมาครั้งนี้
“พ่อฉันกลับมาแล้ว บอกว่ามีธุระให้เธอไปหาหน่อย”
ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น “พ่อนายมีเื่อะไรกับฉันหรือ?”
“เื่ดี”
ฮั่วเสี่ยวเหวินเดินตัวสั่นเข้าไปในบ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน เ้าอ้วนทำตัวมีลับลมคมในตลอดทาง ไม่ว่าฮั่วเสี่ยวเหวินจะถามอย่างไรก็ไม่ยอมตอบ
เ้าอ้วนเข้าไปกอดคอพ่อตัวเองเมื่อเดินเข้าในบ้าน พูดอย่างภูมิใจว่า “พ่อ ผมพาเสี่ยวเหวินมาแล้ว”
ชายคนหนึ่งอุ้มเ้าอ้วนขึ้นมา ปากยกยิ้มกว้างพลางพูดว่า “เ้าอ้วนหนักขึ้นไม่น้อยเลยนะ” เขาเงยหน้ามองหัวหน้าหมู่บ้านที่นั่งอยู่ด้านข้างพร้อมกับบ่นว่า “พ่อ ผมก็โทรศัพท์มาบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าอย่าให้เ้าอ้วนกินเนื้อเยอะนัก”
หัวหน้าหมู่บ้านจิบชาพูดอย่างเชื่องช้า “ถ้างั้นเชิญแกรับลูกชายสุดที่รักกลับไปเลี้ยงในปีหน้าได้เลย ฉันจะได้มีภาระน้อยลง แกจะได้มาว่าฉันแบบไม่รู้สำนึกไม่ได้”
ผู้หญิงข้างชายคนนี้รีบพูดขึ้นว่า “คุณพ่ออย่าพูดแบบนี้ค่ะ พวกเราที่อยู่ข้างนอกต้องอดมื้อกินมื้อ จะรับเ้าอ้วนกลับไปได้อย่างไรกัน”
“เสี่ยวเหวิน มัวยืนทำอะไรอยู่? รีบเข้ามานั่งสิ” ชายร่างผอมตัวดำคนนั้นเดินมาพาฮั่วเสี่ยวเหวินเข้าบ้าน
เขาพูดเข้าประเด็น “เสี่ยวเหวิน ต่อไปนี้เธอมาช่วยขายของที่ร้านของคุณน้าอู๋นะ กินข้าวด้วยกันกับคุณน้า หล่อนกินอะไร เธอก็กินอันนั้น แต่แน่นอนว่าค่าแรงไม่ได้สูง”
ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าหญิงผิวคล้ำร่างอวบที่นั่งอยู่ตรงข้ามก็คือ ‘คุณน้าอู๋’
“คุณอาหลี่ นี่…นี่” เื่น่ายินดีอันไม่คาดคิดนี้ทำให้ฮั่วเสี่ยวเหวินพูดตะกุกตะกัก
หรือนี่จะเป็สิ่งที่เรียกว่าต้นร้ายปลายดี เห็นเธอลำบากขนาดนี้แม้แต่์ยังทนมองต่อไปไม่ได้ มอบโชคดีเป็การชดเชยให้แก่เธอ
‘เรานี่มันเพ้อเจ้อจริงๆ’ ฮั่วเสี่ยวเหวินสลัดความคิดนี้ออกไปอย่างรวดเร็ว เธอหันไปมองชายผิวดำร่างผอม “คุณอาหลี่ นี่คงไม่ดีกระมังคะ ฉันช่วยงานไม่ค่อยได้”
‘คุณอาหลี่’ หน้าบึ้ง ใบหน้าดำทะมึนยิ่งกว่าเดิม “อาหลี่บอกให้เธอทำเธอก็ทำ อาไม่ชอบให้บ่ายเบี่ยงไปมา”
เอ่อ ฮั่วเสี่ยวเหวินพูดต่อไม่ถูก ในเมื่อเขาพูดถึงขนาดนี้ เธอยังจะปฏิเสธได้อีกหรือ?
แต่เหตุใดต้องให้เธอช่วย เพราะเ้าอ้วน? หรือเพราะสาเหตุอื่น?
หลังจากคุยเื่นี้กับฮั่วเสี่ยวเหวินจบ หัวหน้าหมู่บ้านก็คุยเื่เปิดร้านขายของชำต่อ ฮั่วเสี่ยวเหวินจมอยู่ในโลกของตัวเอง ไม่ได้ฟังว่าพวกเขาคุยอะไรกัน
เธอเล่าเื่นี้ให้จางเจียิฟังเมื่อเขากลับถึงบ้าน
ปฏิกิริยาของจางเจียิรุนแรงกว่าที่เธอคิด เขาวิ่งมากอดเธอพร้อมพูดอย่างตื่นเต้นดีใจว่า “ยอดไปเลย เธอจะมีงานทำแล้ว ต่อไปพวกเราจะหาเงินได้มากขึ้น”
เขานั่งลงพูดพึมพำหลังจากปล่อยตัวเธอ “ร้านขายของชำงั้นหรือ ต่อไปไม่ต้องไปซื้อของถึงในตำบลแล้ว”
ความจริงเคยมีร้านขายของชำในหมู่บ้านเช่นกัน แต่ส่วนใหญ่เปิดได้ไม่นาน เพียงครึ่งเดือนก็ปิดแล้ว
“บ้านคุณอาหลี่มีเงินเยอะจริงๆ ถึงกับเปิดร้านขายของชำได้ แค่ซื้อของมาลงก็ต้องใช้เงินก้อนใหญ่แล้ว” จางเจียิเริ่มพึมพำกับตัวเองขึ้นมาอีกรอบ
ฮั่วเสี่ยวเหวินจำได้รางๆ ว่าตอนที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้านคุยกันมีการพูดถึงการรับจ้างทำงานในเมืองด้วย เช่นนั้น ‘คุณอาหลี่’ คงไปทำงานหาเงินก้อนใหญ่ได้จากที่อื่น
เธอตระหนักถึงตรงนี้แต่กลับไม่พูดออกมาว่า เธอรู้สึกว่านับวันจางเจียิดูจะ ‘เห็นแก่เงิน’ มากขึ้นเรื่อยๆ หากวันดีคืนดีเขาบอกว่าจะไปรับจ้างในเมืองขึ้นมา เธอคงได้ร้องไห้ตายแน่
จางเจียิออกไปทำงานั้แ่เช้าและกลับดึกทุกวัน ฮั่วเสี่ยวเหวินกลายเป็ ‘คนจรจัด’ คอยเดินเตร่ไปทั่ว ช่วยไม่ได้ ก็อยู่บ้านคนเดียวมันน่าเบื่อนี่นา
วันนี้ฮั่วเสี่ยวเหวินกำลังพูดคุยกับคุณน้าจาง จู่ๆ สวีเถียนก็มาหา เขาเคยมาที่หมู่บ้านนี้แค่สองครั้ง ฮั่วเสี่ยวเหวินยังไม่ทันจะทึ่งที่เขาหาตัวเองเจอก็ต้องใกับข่าวที่เขานำมาบอกเสียก่อน
“อะไรนะคะ หยางเสวียเหวินทำแบบนี้ได้อย่างไร?” ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่กล้าเชื่อหูตัวเอง
สวีเถียนทวนซ้ำ “เขาชั่วช้าสามานย์สุดขีด ยังจะมีอะไรที่ไม่กล้าทำอีกกัน ตอนนี้แม่ของฉันยังอยู่ที่โรงพยาบาลอยู่เลย”
สวีเถียนพูด หลังจากที่ภรรยาขอหย่ากับเขาเมื่อไม่นานมานี้หยางเสวียเหวินก็เหมือนเปลี่ยนไปเป็คนละคน
หยางเสวียเหวินไม่ได้เล่นพนันไพ่อีก แต่เอะอะก็ลงไม้ลงมือกับหวางเจาหวา แต่ทำอย่างไรเขาก็ไม่ยอมหย่า
เมื่อ่ก่อนนี้เองเขาถือมีดบุกไปทำร้ายแม่ของสวีเถียนที่บ้านของสวีเถียน บอกว่าตัวเองกลายเป็แบบนี้ก็เพราะลูกชายหล่อน
สวีเถียนดื่มชาที่น้าจางยื่นให้ เขามองไปที่ฮั่วเสี่ยวเหวิน “ทางตำรวจกำลังตามจับเขาอย่างสุดความสามารถ ไม่รู้เช่นกันว่าเขาไปได้ยินว่าฉันเป็คนรายงานความผิดของเขาจากไหน วันนี้ฉันมาก็เพื่อเตือนเธอ เขาอาจมาแก้แค้นกับเธอ”
ฮั่วเสี่ยวเหวินหวาดกลัวเล็กน้อย “คงไม่มั้งคะ ่นี้ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นเลย”
สวีเถียนมองเธอพร้อมทั้งทำหน้าจริงจังด้วยความหวังดี “เธออย่าล้อเล่นกับชีวิตตัวเอง ลำพังแค่เื่ที่เธอหนีกลับมาก็เพียงพอให้เขาไล่ฆ่าเธอแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าลูกชายของเขายังตายเพราะเธอ”
ฮั่วเสี่ยวเหวินนึกถึงวันนั้นขึ้นมา ปฏิกิริยาแรกที่เขามีหลังจากลูกชายตัวเองตายคือทุบตีเธออย่างหนัก หากไม่ใช่เพราะหวางเจาหวาช่วยเตือน เธอคงถูกเขาตีตายั้แ่วันนั้นแล้ว
คิดถึงตรงนี้ฮั่วเสี่ยวเหวินกลัวจนปากซีด ขาทั้งสองข้างสั่นเล็กน้อย เอ่ยถามด้วยตัวที่แข็งทื่อ “คุณอาสวี ฉันควรทำอย่างไร ถ้าเขามาจริงฉันคงไม่รอดแน่”
น้าจางเข้ามาถาม “เหตุใดเขาต้องแก้แค้นเธอ ลูกชายเขาตายได้อย่างไร?”
ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่ตอบ ในใจเธอรู้ดีว่าหากพูดเื่ที่ตัวเองไปเป็เ้าสาวเด็กของบ้านหยางเสวียเหวินออกมา มันจะไม่ลือกันทั่วหมู่บ้านหรือ?
สวีเถียนถอนหายใจ “พวกเรากำลังตามจับเขาอย่างสุดความสามารถ ที่บ้านฉันไม่มีคนอยู่ ไม่อย่างนั้นคงให้เธอไปหลบสักระยะได้ ที่เธอทำได้ตอนนี้คือปิดประตูหน้าต่างให้สนิท หากเลี่ยงไม่ออกจากบ้านได้ก็ดีเขาจะได้เข้าถึงตัวเธอไม่ได้”
แต่สวีเถียนดูจะให้เกียรติประโยชน์ของประตูหน้าต่างมากเกินไปกระมัง ต่อให้ปิดสนิทหยางเสวียเหวินก็ถีบให้เปิดเข้ามาได้อยู่ดีไม่ใช่หรือไร?
