เล่มที่ 3 บทที่ 63 อักขระหยินหลี
ขุมพลังที่ว่าก็คือตราประทับและรอยกระบี่นั่นเอง
สิ่งที่เหลืออยู่หลังจากปีศาจาเก้าตนดับสูญ ถือว่าเป็เครื่องหมายเพียงสิ่งเดียวที่แสดงถึงการเคยมีตัวตนอยู่ของพวกมัน ขุมพลังนี้เต็มไปด้วยหลักธรรมอันลึกซึ้ง ไม่อาจจับต้องได้เป็ปกติ ถึงแม้จะเป็พิภพหลัวฝูในอดีตก็ตาม แต่มีเพียงอัจฉริยะเช่นหลินปั้นหูคนเดียวเท่านั้น ที่สามารถใช้กายเนื้อตนเองแปลงให้เป็กระบี่ และสะบั้นจนเกิดเป็กระบี่เก้ารอย เพื่อผนึกเหล่าปีศาจร้ายไว้ สุดท้ายก็ปล่อยให้มันดับสูญสลายกลายเป็ขุมพลังอักขระเก้าตัวกลางอากาศ…
ช่างเป็ฝีมือที่แสนล้ำเลิศะเืฟ้าะเืดิน
เก้าอักขระที่ปรากฏขึ้นนั้น แม้แต่หลินเฟยก็ไม่อาจรู้ว่ามันมีพลังรุนแรงเพียงใด…
หลังจากโคจรเคล็ดวิชายามเย็นเสร็จ หลินเฟยก็ไม่ได้เข้านอนทันทีเหมือนกับทุกวัน เขากลับโคจรพลังปราณเพื่อปลุกอักขระตัวแรกในกายขึ้นมา
ตัวอักขระแรกนั้นมีชื่อว่า “หยินหลี”
ว่ากันว่าในยุคาก่อนที่เทพเซียนจะถือกำเนิดขึ้น ในตอนนั้นยังคงมีเผ่าพันธุ์มากมายในพิภพหลัวฝู เมื่อทุกชีวิตดับสูญไป ก็จะแปรเปลี่ยนสภาพกลายเป็ิญญาที่มีธาตุหยิน นานวันเข้าเมื่อพลังหยินเข้มข้นขึ้น จึงก่อเกิดเป็าาปีศาจร้ายที่มีนามว่าหยินหลี ซึ่งมันโปรดปรานเืสดๆเป็ที่สุด
หยินหลีมีพลังเทียบเท่าขั้นฟ่าเซินเลยทีเดียว มิหนำซ้ำยังมีปีศาจมากมายอยู่ใต้บังคับบัญชา ใน่ร้อยปีนั้น เผ่าพันธุ์นับร้อยถูกเข่นฆ่าจนหมดสิ้น ท้ายที่สุดผู้บำเพ็ญขั้นสูงจึงต้องยื่นมือเข้าช่วย โดยการผนึกมันไว้บริเวณรกร้างทางใต้ ทว่าหยินหลีมีพลังขั้นฟ่าเซินแต่กำเนิด เคยออกอาละวาดไล่ฆ่าทำลายชีวิตมานับครั้งไม่ถ้วน หากไม่ได้หลินปั้นหูที่เสียสละโดยสะบั้นตนเองจนเกิดเป็กระบี่เก้ารอยนั่นแล้วล่ะก็...เกรงว่าพิภพหลัวฝูก็จะยังคงถูกมันทำลายจนถึงทุกวันนี้…
อักขระแรกที่หลินเฟยฝึกก็คือหยินหลี าาปีศาจร้าย…
เคล็ดวิชาอักขระกระบี่จิ่วหยินไม่เหมือนกับเคล็ดวิชาใดในสำนักเวิ่รเจี้ยน หากจะต้องยกตัวอย่างจริงๆ เกรงว่าจะมีเพียงกระบี่มารฟ้าของหลี่ชิงซานเท่านั้น ที่พอจะใกล้เคียงอยู่บ้าง
จุดสูงสุดของกระบี่มารฟ้าคือการบรรลุเป็เซียนมาร แต่กระบี่จิ่วหยินกลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง เพราะจุดมุ่งหมายสูงสุดของมันคือความอำมหิตของเก้าปีศาจาต่างหาก
แน่นอนว่ามันก็แค่คล้ายเท่านั้น…
อัจฉริยะชนิดที่ยากจะหาใครเทียบได้อย่างหลินปั้นหูนั้นถึงกับยอมเสียสละตนเองจนเกิดเป็อักขระกระบี่จิ่วหยินขึ้นมา แล้วมันจะเป็ของธรรมดาๆ ไปได้อย่างไร จริงไหม?
ต่อให้หลินเฟยมีความรู้และประสบการณ์มาถึงสองชาติ ทว่าตอนฝึกเคล็ดวิชาอักขระกระบี่จิ่วหยิน ยังมีความกล้าแค่เพียงฝึกอักขระแรกก่อนเท่านั้น…
เป็เวลาถึงสามวันเต็มๆ ที่หลินเฟยไม่ได้ก้าวขาออกจากห้อง
หลิยเฟยทุ่มเทเวลาและความตั้งใจทั้งหมดไปกับการฝึกอักขระกระบี่จิ่วหยิน จนกระทั่งเช้าวันที่สี่เขาถึงได้ก้าวขาออกมาจากห้องในที่สุด
ทันทีที่หลินเฟยก้าวออกมาก็พบซงหยางเป็คนแรกๆ ซึ่งเมื่อหลายวันก่อนซงหยางเกิดโชคร้าย เจอถังเทียนตูเป็คู่ต่อสู้คนแรก จึงทำให้เขาพ่ายแพ้และถูกถีบลงมาจากแท่นประลอง
แต่โดยปกติแล้ว ซงหยางก็ไม่ได้มีปณิธานอะไรเป็พิเศษ จึงไม่คิดจะสร้างชื่อเสียงในงานศิษย์สายตรงแบบคนอื่นๆ เขาไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายกับการตกรอบเพียงสักนิดบัดนี้พอเขาเห็นหลินเฟยเดินออกมา ก็ทำเพียงหัวเราะและเอ่ยทักทายตามปกติ
หลังจากทักทายกันเรียบร้อยแล้ว ซงหยางก็ถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
“ศิษย์พี่หลิน สีหน้าท่าน…”
ซงหยางไม่ได้พูดอะไรเกินจริงเลยแม้แต่น้อย แต่เพราะสีหน้าของหลินเฟยในตอนนี้เข้าขั้นแย่มากๆ ทั้งซีดขาวและอิดโรย ราวกับคนป่วยหนัก
“ไม่เป็ไรหรอก…” หลินเฟยทำเพียงส่ายหัวอย่างอ่อนแรง โดยไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่ม ที่เขาเป็เช่นนี้ก็เพราะการหักโหมฝึกอักขระหยินหลี เดิมทีหยินหลีก็เป็ถึงาาปีศาจที่เต็มไปด้วยพลังหยิน ดังนั้นการฝึกหยินหลีจึงส่งผลต่อพลังหยางในตัวเขา แต่มันก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร เพราะหากสำเร็จจนได้กายหยินหลีมา พลังหยินจำนวนมากก็จะถูกโอนถ่ายไปยังกายหยินหลีแทน เช่นนั้นก็จะไม่ส่งผลต่อพลังหยางในร่างกายของเขาแล้ว
“อ้อ จริงสิ เกือบลืมไปเลย…” ซงหยางตบหัวตัวเองก่อนจะเอ่ยต่อ
“อาจารย์ให้ข้ามาตาม งานประลองเริ่มแล้วนะ”
“เริ่มแล้วอย่างนั้นหรือ?"
“ใช่แล้ว ตอนที่ข้าออกมา คู่ของศิษย์น้องชิวเพิ่งจะจบไป สุดยอดมากเลย เหมือนกับการประลองที่ผ่านมาไม่มีผิด ต่อให้ไม่ใช้กระบี่ ก็สามารถเตะเ้าพานเย่วจากหุบเขาเทียนเฉวียนลงมาได้สบายๆ…”
ซงหยางเอาแต่พูดถึงวีรกรรมอันร้ายกาจต่างๆ นานาของศิษย์น้องชิวมาตลอดทาง ไม่นานพวกเขาก็เดินมาถึงยอดเขาเวิ่นเจี้ยน
“ทำไมถึงเพิ่งมา?” ไม่บ่อยเลยที่จะได้เห็นตาเฒ่ามีสีหน้าจริงจังเช่นนี้
“พอจบการประลองครั้งนี้ก็ถึงตาเ้าแล้วนะ”
หลินเฟยมองไปยังแท่นประลองด้วยความสงสัย
“รอบนี้ใครดวลกับใครหรือ?”
“สือเหอกับหวังฉ่วง”
“ขนาดนั้นเชียว?” หลินเฟยชะงักไปชั่วครู่ ถึงแม้จะจดจ่ออยู่กับเคล็ดวิชาอักขระกระบี่จิ่วหยิน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะไม่สนใจเื่ราวรอบข้างแต่อย่างใด
ความจริงที่ว่าใครพัฒนาไปถึงขนาดไหนนั้น หลินเฟยย่อมรู้ดี
บรรดาศิษย์สายในสิบกว่าคน มีเพียงไม่กี่คนหรอกที่หลินเฟยพอจะจดจำได้
หนึ่งในนั้นก็มีสือเหอกับหวังฉ่วงนั่นแหละ
สือเหอก็แล้วไป ถีงแม้ค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนจะถูกหลินเฟยทำลายลงได้ แต่มันก็เป็ค่ายกลกระบี่ที่โดดเด่นด้านการป้องกัน แม้แต่หลินเฟยเองยังอดชื่นชมไม่ได้ว่าเคล็ดวิชานี้ไม่ธรรมดาเอาเสียเลย ยิ่งตอนนี้มีเขตแดนกระบี่ที่สือเหอบรรลุได้ตอนอยู่ผากระบี่แล้วล่ะก็ ด้วยความสามารถของสือเหอแล้ว ต่อให้เป็สำนักเวิ่นเจี้ยนในอดีตก็ตาม ก็จัดได้ว่าเป็แนวหน้าเลยทีเดียว
และคู่ต่อสู้ของสือเหอก็คือหวังฉ่วง
คนคนนี้ก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน…
ถีงแม้หลินเฟยจะไม่ได้รู้จักหวังฉ่วงมาก่อน แต่ลำแสงกระบี่ของเขาที่พวยพุ่งออกมาเมื่อตอนอยู่ที่ผากระบี่นั้น ก็ทำให้หลินเฟยอดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้ หวังฉ่วงจะต้องเป็ผู้สือทอดเคล็ดวิชาโลหิตสมุทรที่เต็มไปด้วยไอสังหารแน่นอน
‘หากทั้งคู่สู้กันขึ้นมาล่ะก็ คงน่าสนใจไม่น้อย…’
และแล้วก็เป็อย่างที่คิดไว้จริงๆ ขณะที่หลินเฟยเดินเข้ามาใกล้นั้น ก็ได้เห็นทั้งคู่กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด คนหนึ่งเป็ผู้สืบทอดกระบี่โลหิตสมุทร ฝึกฝนมานานกว่าสิบปี มือของเขาเปื้อนเืมาไม่น้อย ถึงกับได้ฉายาว่ามัจจุราชอันดับหนึ่งเลยด้วยซ้ำ ส่วนอีกคนก็ฝึกค่ายกลกระบี่หุ้นหยวน โดยกระบี่ทั้งสามสิบหกเล่มนั้นได้พุ่งทะยานพร้อมกันจนมืดฟ้ามัวดินไปหมด
‘คนหนึ่งถนัดรับ คนหนึ่งถนัดรุก’
การประลองในครั้งนี้ จึงเอาแต่ผลัดกันรับผลัดกันรุกไม่รู้จบ…
กระบี่ทั้งสามสิบหกเล่มที่รายล้อมสือเหออยู่นั้น ได้หมุนวนจนเกิดเป็วงล้อขนาดใหญ่ แล้วก็กลายเป็เขตแดนกระบี่ขึ้นในที่สุด โดยมีสือเหอยืนอยู่ตรงกลางวงรอบของพวกมัน ส่วนหวังฉ่วงนั้น ขณะสองมือกำกระบี่อยู่ ทั่วทั้งตัวก็ปกคลุมไปด้วยหมอกสีแดง ทุกครั้งที่สะบั้นกระบี่ก็เกิดพลังรุนแรงราวกับจะทำลายทุกสิ่งตรงหน้าให้พินาศ…
วิธีการทำลายค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนของหวังฉ่วงนั้น แตกต่างกับหลินเฟยโดยสิ้นเชิง…
ในตอนนั้นหลินเฟยอาศัยความเร็วและช่องโหว่เอาชนะค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนมาได้ แต่ครั้งนี้หวังฉ่วงกลับทำตรงกันข้ามกับเขา ทุกครั้งที่สะบั้นกระบี่ออกไป เขาจะใส่พลังไปอย่างเต็มพิกัด ไม่มีการใช้ช่องโหว่หรือเล่ห์กลใดๆ ทั้งสิ้น เพราะหวังฉ่วงไม่ได้สนใจว่ากระบี่สามสิบหกเล่มของอีกฝ่ายจะรวดเร็วเพียงใด สิ่งที่เขาสนใจคือการสะบั้นกระบี่ออกไปเต็มกำลังเท่านั้น โดยหวังฉ่วงไม่เชื่อเลยว่าอีกฝ่ายจะสามารถต้านรับซึ่งๆหน้าได้…
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
