ชาร์ลส์ยืนกอดอกพิงหลังแนบกำแพงในห้องใต้ดิน ร่างของเขานิ่งสนิทเต็มไปด้วยความระมัดระวัง ทุกประสาทััตื่นตัว พร้อมรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดฝันในทุกเมื่อ ทว่าหัวคิ้วกับขมวดตลอดเวลา
ด้านตรงข้ามของเขาภายในห้องใต้ดินนี้ มีเ้าหน้าที่อีกสองคน ผู้ที่เคยไล่ล่าเขาอย่างดุเดือดในเขตเมืองเก่า และอัดเขาจนสลบเมื่อครั้งนั้น เหตุการณ์พวกนั้นทำให้ระหว่างเขาและสองคนนี้ยังคงมีบรรยากาศของความตึงเครียดแฝงอยู่ แม้ตอนนี้พวกเขาจะทำงานด้วยกัน แต่ความไว้วางใจความไว้วางใจระหว่างเพื่อนร่วมงานนั้นแทบจะไม่มีเลย เรียกได้ว่าเกลียดขี้หน้ากันเลยมากกว่า
ในความเงียบของห้องใต้ดิน ชาร์ลส์เหลือบสายตาไปมองเ้าหน้าที่ทั้งสอง คนตัวใหญ่กำลังเฝ้าจ้องมองอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ที่ไร้เงาสะท้อนของสิ่งมีชีวิต ส่วนอีกคนหนึ่งตัวเล็กกว่ายืนอยู่ด้านข้าง ในท่าที่มือหนึ่งล้วงกระเป๋าเสื้อ อีกมือหนึ่งปล่อยอิสระ
"มองอะไร?" เ้าหน้าที่ที่ล้วงกระเป๋าเสื้อเอ่ยขึ้นมา
"ทำไม มองไม่ได้หรือไง หวงตัวเป็ผู้หญิงไปได้" ชาร์ลส์ตอบสวนกลับไป
"ทำเป็พูดดีนะ ดูที่หัวคิ้วแกสิใครล่ะที่หงุดหงิดแทบะเิ!"
ชาร์ลส์ยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย พลางตอกกลับไป "อ้อ แกคงดูผิดแล้ว สงสัยไฟในห้องนี้ไม่สว่างพอให้สายตาที่เหมือนถั่วบนหน้านั้น เห็นสีหน้าจริง ๆ ของฉัน มิน่าเล่าตอนในเขตเมืองเก่า แกถึงได้จับคนผิด"
"หน้าแกเหมือนไม่ใช่คนดีอย่างนั้น ส่งใครไปก็น่าจะซ้อมแกกลับมาทุกคนนั่นแหละ"
ทั้งสองคนตอบโต้กันอย่างแสบสัน แต่ทว่าก็ยังคงยืนประจำที่และเฝ้าสังเกตความเคลื่อนไหวรอบตัวไม่ขาด ตลอดเวลาที่ทั้งสองตั้งหน้าทะเลาะกัน ฝ่ายหนึ่งยกไหล่เถียง อีกฝ่ายหนึ่งถลึงตา แต่ก็ไม่มีใครแม้แต่จะเฉียดเข้าไปใกล้ชายตัวใหญ่ที่ยืนจับจ้องกระจกบานนั้นอยู่ ต่างฝ่ายต่างแยกแยะงานและอารมณ์ส่วนตัวออกจากกันได้อย่างชัดเจน ทางเ้าหน้าที่คนที่เอามือล้วงกระเป๋าก็ไม่ได้ลากเพื่อนให้มาช่วยต่อเถียง ทางชาร์ลส์ก็ไม่ได้พาดพิงหรือไปรบกวนชายร่างใหญ่คนนั้น
ชายร่างใหญ่ยังคงมองเข้าไปในกระจกอย่างไม่ละสายตา ใบหน้าของเขาเคร่งขรึม หนักแน่น รู้ดีว่าความผิดพลาดเพียงเสี้ยววินาทีอาจมีความหมายต่อชีวิตหรือความตายของคนในนั้น การละสายตาจากกระจกแม้เพียงชั่วครู่ก็อาจนำพาอันตรายมาสู่ผู้ที่อยู่ในอีกมิติของกระจกใบนี้
ชายร่างใหญ่ยกมือขึ้นช้า ๆ เป็สัญญาณ "เปลี่ยนตัว"
ชาร์ลส์ก้าวออกจากกำแพงที่เขาพิงอยู่และเดินเข้ามายืนใกล้กระจก เฝ้ามองผิวมันเงาวับของกระจกที่สะท้อนเพียงแต่เงาเลือนรางของแสงในห้อง ไม่สะท้อนเงาของเขาหรือใครในนี้ ก่อนชาร์ลส์เอ่ยเบาๆ "ประจำที่แล้ว"
เมื่อเห็นว่าเปลี่ยนตำแหน่งได้เรียบร้อย ชายร่างใหญ่จึงก้าวถอยออกมาอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเดินไปยืนพักที่มุมห้องด้านหลัง ปล่อยให้ชาร์ลส์ทำหน้าที่แทนตน
เ้าหน้าที่ที่เคยโต้เถียงกับชาร์ลส์ก่อนหน้านี้มองชายร่างใหญ่ที่เดินเข้ามา เขาไม่ได้เอ่ยคำใดๆ กับชาร์ลส์อีก ไม่มีคำพูดเหน็บแนม ไม่แม้แต่จะกระแอมเบาๆ ราวกับรู้ว่านาทีนี้ไม่ใช่เวลาสำหรับการตอกย้ำหรือแสดงท่าทีประชดประชันใดๆ เขาเข้าใจดีว่าทุกอย่างแขวนอยู่บนความละเอียดอ่อนและสมาธิของชายคนที่เขาไม่ชอบขี้หน้าสักเท่าไหร่
แต่ลึกๆ แล้วเขายังมีความขัดเคืองค้างอยู่ในใจ สบถแอบด่าในใจเบาๆ โดยไม่ออกเสียง เขารู้ดีว่าต้องระงับความรู้สึกนี้ไว้ เพราะตอนนี้จำเป็ต้องให้ชาร์ลส์มีสมาธิกับกระจกบานนั้นให้ได้มากที่สุด จึงหันไปหาชายร่างใหญ่ที่ยืนพักอยู่อีกมุมห้องแทน
"นายคิดว่าตอนนี้ด้านในเป็ยังไงบ้าง?" เขาถามขึ้นเสียงเบา
ชายร่างใหญ่ยืดตัวขึ้นเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับ "ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ถึงยังไงมาดามเอสเธอร์ก็เป็ผู้ยกระดับตัวตนลำดับเหนือธรรมชาติที่ผ่านพิธีการยกระดับตัวตนในลำดับนี้ถึงสามครั้งแล้ว รวมกับหัวหน้าเอ็ดเวิร์ดและศาสตราจารย์ลอเรนซ์ที่เข้าไปก่อนหน้านี้ คาดว่าสถานการณ์คงไม่น่าเป็ห่วงเท่าไหร่"
เ้าหน้าที่อีกคนส่ายหน้าเล็กน้อย ถอนหายใจ "แต่อีกฝ่ายก็ใช่ว่าจะไม่มีผู้ยกระดับตัวตนซะหน่อยนะ แถมเราไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าพวกนั้นมีกันอยู่เท่าไหร่ จะมีกี่คนที่เป็ผู้ยกระดับตัวตนในระดับสูงบ้างก็ไม่รู้"
"ก็คงไม่น่ามีใครในลำดับมหาชีวิตอยู่ด้วยหรอก ไม่งั้นป่านนี้องค์กรแปลอักษรคงออกจากกระจกมาจัดการเรานานแล้ว"
เ้าหน้าที่อีกคนได้ยินก็นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ "นายพูดถูก มีเหตุผลอยู่นะ แต่…" เขาหันไปมองกระจกอย่างครุ่นคิด "ทำไมผู้บัญชาการสูงสุดถึงไม่มาร่วมภารกิจนี้ด้วยล่ะ? ถ้าท่านมาด้วย เราคงจัดการเื่นี้ได้เสร็จสิ้นตั้งนานแล้ว"
ชายร่างใหญ่ยิ้มบาง ๆ อย่างเข้าใจ "นายก็น่าจะรู้ดี ว่าผู้บัญชาการสูงสุดไม่เข้าร่วมภารกิจแบบนี้ และไม่มีใครกล้าบังคับเขา แม้แต่พระาาก็ยังทำอะไรไม่ได้" เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่เจือความชื่นชมปนเกรงขาม
"ท่านจะลงมือก็ต่อเมื่อสถานการณ์ถึงขั้นร้ายแรงจริง ๆ อย่างภัยพิบัติระดับมหาชีวิตเท่านั้น ท่านถึงจะออกโรงด้วยตัวเอง และไม่มีใครรู้ว่าทำไมท่านถึงยอมเป็ผู้บัญชาการให้กับอาณาจักรนี้ หรือมีจุดประสงค์ใด แต่ที่แน่ ๆ การที่ท่านอยู่กับกองปราบปรามก็ทำให้อาณาจักรเรารอดพ้นจากหายนะในระดับมหาชีวิตมาได้"
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าจำนวนมากก็ดังขึ้นจาก้า เสียงนั้นค่อย ๆ ใกล้เข้ามาทางประตูห้องใต้ดินอย่างรวดเร็ว เ้าหน้าที่ทั้งสองสบตากันเพียงครู่เดียวโดยไม่พูดอะไร ก่อนจะดึงผ้าเช็ดหน้าของพวกเขาออกมาอย่างรวดเร็ว จับปลายผ้าด้วยท่าทีคล่องแคล่วและสะบัดแรง เพื่อให้ผ้าเ่าั้ก็กลายร่างเป็ดาบคมกริบในมือ เตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้หากสถานการณ์บีบบังคับ
ทั้งคู่ประจำตำแหน่งอย่างเงียบเชียบและระมัดระวัง แม้พวกเขาจะคาดว่าเสียงฝีเท้านั้นน่าจะเป็กำลังเสริมที่เอ็ดเวิร์ดได้เรียกมาสนับสนุน ทว่าพวกเขาไม่อยากเสี่ยงให้เกิดความผิดพลาด ทุกคนรู้ดีว่าอันตรายรอบตัวไม่อาจคาดเดาได้ โดยเฉพาะเมื่อกระจกบานใหญ่ดูเหมือนจะเป็ทางเข้าทางเดียว ที่จะเข้าไปในมิติกระจก
เสียงฝีเท้ายังคงใกล้เข้ามา เสียงนั้นดังสะท้อนผ่านทางเดินแคบของคฤหาสน์เก่า เ้าหน้าที่ทั้งสองกระชับดาบในมือ มองไปยังประตูด้วยสายตาเฉียบคมและระมัดระวัง พวกเขารออย่างใจเย็นโดยไม่ปล่อยให้ความตึงเครียดทำให้ตนเองหลุดจากสมาธิ
ครู่หนึ่งประตูห้องใต้ดินก็แง้มออก เผยให้เห็นเงาของคนกลุ่มหนึ่งที่คุณตา คนทั้งสองที่กำดาบอยู่รู้ได้ทันทีว่าเป็เ้าหน้าที่ของหน่วยพิเศษเหมือนกัน นำโดยเ้าหน้าที่ที่ชำนาญด้านการรบอย่างครบครัน กลุ่มกำลังเสริมที่เอ็ดเวิร์ดเรียกมาถึงแล้ว เ้าหน้าที่ทั้งสองลดดาบลงเล็กน้อย ผ่อนลมหายใจเบา ๆ พลางยิ้มมุมปากให้กันในความโล่งใจ
เ้าหน้าที่กำลังสนับสนุนที่เข้ามาผ่านประตูพยักหน้าให้เป็สัญญาณ เ้าหน้าที่ทั้งสองที่ยืนเฝ้าจึงหลีกทางให้พวกเขาเดินเข้ามาภายในอย่างระมัดระวัง ก่อนจะหันไปบอกชาร์ลส์ที่ยังยืนจ้องกระจกอยู่ "กำลังสนับสนุนมาถึงแล้ว"
ชาร์ลส์พยักหน้ารับแต่ไม่ได้ละสายตาจากกระจกแม้แต่วินาทีเดียว เขาเพียงขยับตัวเล็กน้อยเพื่อให้กำลังเสริมสามารถเข้ามาประจำที่ได้ กลุ่มสนับสนุนเดินมายืนเรียงหน้ากระจกบานใหญ่ แต่ละคนดูเคร่งขรึมและมีท่าทีระมัดระวัง พวกเขาทำตามขั้นตอนที่เอ็ดเวิร์ดแจ้งไว้ล่วงหน้าอย่างรอบคอบ โดยยื่นมือไปััผิวกระจกเบา ๆ ก่อนจะหลับตาลง
ทันใดนั้น ผิวกระจกเริ่มเปลี่ยนไป ผิวที่เคยแข็งกระด้างกลับกลายเป็ของเหลวเหมือนตะกั่วเหลวแวววาว มันดูดร่างของพวกเขาทีละคนเข้าไป ชาร์ลส์สังเกตเห็นผิวกระจกสั่นไหวเหมือนคลื่นที่กระเพื่อมตามการเคลื่อนไหวของคนที่ถูกกลืนเข้าไป จากนั้นคนอื่น ๆ ในกำลังเสริมก็ค่อย ๆ ทำตาม ขั้นตอนเดิมซ้ำจนกระจกค่อย ๆ ดูดพวกเขาหายเข้าไปในอีกมิติหนึ่งโดยไม่ทิ้งร่องรอยไว้ในโลกนี้
ชาร์ลส์ยืนจ้องภาพนั้นอย่างเงียบงัน เขาไม่ละสายตาจากกระจกเลยแม้แต่เสี้ยววินาที ความเงียบเข้าครอบคลุมห้องใต้ดินอีกครั้ง มีเพียงแสงสะท้อนของกระจกที่กระเพื่อมอย่างแ่เบา
ชาร์ลส์ยืนจ้องกระจกอยู่พักใหญ่ ก่อนจะยกมือขึ้นเบาๆ เป็สัญญาณ "เปลี่ยนตัว"
คราวนี้เป็หน้าที่ของเ้าหน้าที่คนที่เคยต่อปากต่อคำกับชาร์ลส์ก่อนหน้านี้ เขาก้าวออกมาอย่างระมัดระวัง เดินมายืนอยู่หน้ากระจกตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ สายตาของเขาจับจ้องผิวกระจก
เมื่อเขาประจำที่เรียบร้อยแล้ว มีแววตาขึงขังแต่ไม่มีร่องรอยของความขัดแย้งแบบครั้งก่อน และเอ่ยเสียงชัดเจน "ประจำที่แล้ว"
ชาร์ลส์พยักหน้าตอบ รับรู้ถึงความพร้อมของอีกฝ่ายก่อนจะถอยออกมาและไปยืนพักผ่อนในมุมห้องเงียบๆ ปล่อยให้เ้าหน้าที่คนใหม่เฝ้าดูแลกระจกแทน บรรยากาศในห้องยังคงเต็มไปด้วยความเงียบสงบและตึงเครียด ทุกคนตระหนักดีว่าการทำหน้าที่นี้ต้องอาศัยสมาธิอย่างสูงเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดใดๆ ที่อาจส่งผลต่อชีวิตของเพื่อนร่วมงานที่อยู่ในอีกมิติ
……
ภายในมิติของกระจก ทุกสิ่งดูกลับด้านราวกับภาพสะท้อน สถานที่อันคุ้นเคยกลับกลายเป็แปลกตา แสงอาทิตย์สาดส่องผ่านหน้าต่างสูงของคฤหาสน์เข้ามา แม้ว่าด้านนอกในโลกจริงจะเป็เวลากลางคืนอยู่ก็ตาม มันชวนให้รู้สึกถึงความไม่สมจริงอันน่าพิศวง
ในห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์นั้น โจเซฟยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางศัตรูที่รายล้อม เขายกมือข้างหนึ่งแบออกไปข้างหน้า ชี้ไปยังดาบที่ตกอยู่บนพื้น พลังของเขาสร้างอาณาเขตแห่งความหยุดนิ่ง ทุกอย่างในรัศมีรอบตัวโจเซฟราวกับถูกหยุดเวลาไว้ ศัตรูในท่าทีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็ท่ากำลังพุ่งเข้ามา ท่ากำลังขว้างสิ่งของ หรือท่าจับดาบ ล้วนถูกแช่แข็งอยู่ใน่เวลาอันแสนสั้นนี้
โจเซฟจ้องไปที่ดาบที่ตกอยู่บนพื้น แล้วเอ่ยเสียงหนักแน่น "การานู!"
เสียงประหลาดดังก้องออกมาราวกับเสียงที่เป็ได้ทั้งหญิงและชาย รวมกันเป็เสียงอันทรงพลังที่ดังกึกก้องไปทั่วห้อง ดาบที่อยู่บนพื้นเริ่มสั่นและพุ่งเข้ามา จนถึงมือของเขา โจเซฟถอนพลังออกก่อนจะกำดาบไว้มั่น ทำให้การหยุดนิ่งนั้นถูกยกเลิก ทุกอย่างกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้งอย่างฉับพลัน
ศัตรูที่พุ่งเข้ามาหาเขาเป็คนแรกยกดาบขึ้นสูงหวังฟันลงมาเต็มแรง โจเซฟหมุนตัวหลบอย่างรวดเร็วและตวัดดาบสวนกลับอย่างแม่นยำ ใบดาบของเขาเฉือนผ่านร่างศัตรูตรงกลาง ล้มลงไปทันทีอย่างไร้เสียง อีกคนหนึ่งที่อยู่ด้านข้างหันมาเห็นพยายามขว้างกริชใส่เขา แต่โจเซฟยกดาบปัดออกอย่างรวดเร็ว กริชนั้นกระเด็นกลับไปหาเ้าของ เสียบเข้าที่หัวไหล่ ทำให้ศัตรูคนนั้นทรุดลงไปกับพื้น
โจเซฟก้าวเข้าหาศัตรูอีกสองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า เขาสังเกตเห็นว่าพวกเขาเริ่มลังเล แต่โจเซฟไม่ให้พวกเขาได้มีโอกาสคิดอีก เขาพุ่งเข้าใส่คนแรกพร้อมฟันไปที่ขาทันที เสียงดาบเฉือนผ่านเนื้อกระทบกระดูก ร่างนั้นล้มลงด้วยความเ็ป ในจังหวะเดียวกัน ศัตรูอีกคนยกดาบฟาดลงมา โจเซฟก้าวถอยหลังเพียงนิดเดียว ดาบของศัตรูเฉียดหน้าเขาไปเพียงเสี้ยววินาที โจเซฟพลิกตัวตวัดดาบสวนขึ้นฟันเข้าที่ลำคอของศัตรู เสียงแ่เบาดังขึ้นเพียงชั่วขณะก่อนที่ร่างนั้นจะล้มลงไร้ชีวิต
เหลือศัตรูคนสุดท้าย เขาจ้องมองโจเซฟด้วยความหวาดกลัว แววตาสั่นไหวเล็กน้อย แต่ตัดสินใจโจมตีด้วยความหวังสุดท้าย เขายกดาบพุ่งเข้าหาอย่างเต็มกำลัง โจเซฟยืนนิ่ง รอให้ศัตรูเข้ามาใกล้ ในเสี้ยววินาทีนั้น เขาเคลื่อนไหวเหมือนเงา วาดดาบออกในแนวโค้งที่แม่นยำและรวดเร็ว ดาบของศัตรูชะงักกลางอากาศ ร่างนั้นสะดุดล้มไปข้างหน้าพร้อมกับรอยแผลลึกกลางอก
เมื่อทุกอย่างสิ้นสุดลง โจเซฟยืนอยู่ท่ามกลางศัตรูที่ล้มรอบตัว ร่างกายเต็มไปด้วยคราบเืและเศษฝุ่นจากการต่อสู้ ดวงตาของเขายังจับจ้องไปที่ทางเดินข้างหน้าด้วยแววตานิ่งสงบ เกตเห็นความเคลื่อนไหวในมุมหนึ่งของห้อง สายตาเขาจับจ้องไปยังเงาบางร่างที่ค่อย ๆ เลื่อนผ่านกระจกบานเล็กที่ติดอยู่บนผนัง สมาชิกขององค์กรแปลอักษรกำลังพยายามมุดหนีออกไปผ่านกระจกบานนั้น ดูเหมือนพวกเขาจะรู้ดีว่าทางออกจากมิตินี้ไม่ได้มีเพียงทางเดียว
ข้อมูลสำคัญที่เอ็ดเวิร์ดส่งมาให้โจเซฟทันทีที่เขาก้าวเข้ามาในมิติกระจกนี้คือ "ทางเข้าอาจมีแค่กระจกบานใหญ่ แต่การออกจากที่นี่สามารถทำได้ผ่านกระจกบานไหนก็ได้ในคฤหาสน์" คฤหาสน์ในมิตินี้เป็การจำลองสถานที่จริงที่กระจกบานใหญ่วางอยู่ แต่ในโลกของกระจกนี้ ทุกอย่างกลับด้าน ซ้ายกลายเป็ขวา ขวากลายเป็ซ้าย แม้แต่เส้นทางเดินก็พลิกกลับจนเป็ภาพสะท้อนของโลกจริง
โจเซฟรู้ว่าแต่ละกระจกในคฤหาสน์นี้เชื่อมต่อกับโลกภายนอกโดยตรง ผ่านอาณาเขตของมิติกระจกที่ครอบคลุมทั้งคฤหาสน์ ดังนั้น ศัตรูสามารถเลือกใช้กระจกบานเล็ก ๆ บานไหนก็ได้เพื่อหนีไปยังโลกจริง
โจเซฟตัดสินใจไม่ปล่อยโอกาสให้พวกนั้นหนี เขากระชับดาบในมือพลางก้าวเท้าเงียบ ๆ พุ่งตรงไปยังศัตรูที่กำลังมุดเข้าหากระจกใกล้ ๆ เขาสบจังหวะเหมาะ ยกดาบขึ้นแล้วฟันอย่างรวดเร็ว ดาบของเขากระทบกับกรอบกระจกเพียงนิดเดียว กระจกบานเล็กแตกร้าว และร่างของศัตรูที่อยู่ใกล้ ๆ โดนแรงกระแทกจนกระเด็นห่างออกไป
"หนีไม่รอดหรอก" โจเซฟคำรามเสียงหนัก เขาสบตาศัตรูที่เหลืออยู่ในห้องด้วยความมุ่งมั่นแน่วแน่
ศัตรูคนอื่นที่เห็นเหตุการณ์ต่างเริ่มลังเล โจเซฟเห็นแล้วก็ฉวยโอกาสกวาดตาไปทั่วห้อง คำนวณเส้นทางและตำแหน่งของกระจกแต่ละบาน เขาตัดสินใจทำลายกระจกที่อยู่ใกล้ที่สุดทุกบานที่พอจะทำได้ เพื่อจำกัดเส้นทางหลบหนีของศัตรูให้น้อยลง
จู่ ๆ โจเซฟก็ได้รับข้อความทางจิตจากเ้าหน้าที่ที่เฝ้าทางลงห้องใต้ดินรายงานอย่างเร่งด่วนว่า "มีศัตรูสองคนหนีผ่านกระจกบานใหญ่ไปได้แล้ว คาดว่าน่าจะเป็ผู้ยกระดับตัวตนทั้งคู่"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น โจเซฟรู้ได้ทันทีว่าต้องรีบเปลี่ยนเป้าหมาย เขารีบหมุนตัวและมุ่งหน้าไปที่ทางลงใต้ดินโดยไม่รอช้า เพราะหากศัตรูทั้งสองคนที่หลุดผ่านกระจกบานใหญ่ออกไปได้จริง ๆ คนที่เฝ้ากระจกด้านนอกคงตกอยู่ในอันตราย ในบรรดาคนเฝ้ากระจกมีผู้ยกระดับตัวตนเพียงคนเดียวเท่านั้น และคนคนนั้นคือชาร์ลส์ ส่วนอีกคนที่สามารถใช้เวทมนตร์ได้แม้จะมีฝีมือ แต่ก็ไม่อาจสู้ผู้ยกระดับตัวตนสองคนได้หากต้องเผชิญหน้ากันโดยตรง
โจเซฟเร่งฝีเท้าวิ่งไปทางลงห้องใต้ดิน ทันใดนั้นสายตาของเขาสะดุดกับภาพที่น่าสะพรึงกลัว เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่ส่งรายงานถึงเขาก่อนหน้านี้กำลังนอนาเ็อยู่บนพื้น ใบหน้าของเขาแสดงถึงความเ็ปอย่างรุนแรง แต่แล้วภาพนั้นก็เปลี่ยนไป ร่างของเพื่อนเขาถูกแยกส่วนอย่างแปลกประหลาด แขน ขา ลำตัว และศีรษะลอยขึ้นจากพื้น ราวกับถูกพลังลึกลับบังคับ ทั้งที่ร่างกายถูกแยกออกเป็ชิ้น ๆ แต่เสียงกรีดร้องด้วยความใและความเ็ปยังคงดังออกมาจากศีรษะของเขาที่ลอยอยู่
ดวงตาของเพื่อนที่เต็มไปด้วยความสับสนจับจ้องมาที่โจเซฟ พลางร้องขอความช่วยเหลือ "ช่วย...ฉัน!" แต่เสียงนั้นก็หายไปเมื่อร่างกายของเขาค่อย ๆ เลือนรางและจางหายไปกับอากาศ ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าอันน่าหวาดหวั่น
โจเซฟอึ้งกับภาพที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า แต่เขาตั้งสติให้มั่น บอกกับตัวเองว่าเขาไม่สามารถช่วยเพื่อนคนนี้ได้อีกแล้ว สภาพเช่นนั้นเกินกว่าความสามารถของเขาจะช่วยได้
ขณะนั้นเอง เขาได้ยินเสียงแว่วผ่านทางจิตจากเอ็ดเวิร์ด เสียงของเขาเต็มไปด้วยความเร่งด่วน "โจเซฟ! รีบไปที่กระจกใหญ่ ช่วยทั้งสามคนที่เฝ้าอยู่ด้านนอก ทุกคนที่อยู่ในคฤหาสน์จะตกอยู่ในอันตรายหากเราไม่จ้องมองกระจกไว้!"
"รับทราบครับ กำลังไปทางกระจกใหญ่" โจเซฟตอบกลับทางจิต ขณะนั้นเองเขาเห็นร่างของสมาชิกองค์กรแปลอักษรคนหนึ่งถูกแยกส่วนอย่างโหดร้าย ร่างกายของเธอลอยขึ้นและกระจัดกระจาย แม้ดวงตาของเธอจะเต็มไปด้วยความหวาดผวา แต่ปากของเธอยังคงอ้าร้องขอความช่วยเหลือ เสียงนั้นดังก้องในห้องโถงร้าง ก่อนที่ร่างของเธอจะเลือนหายไปในความว่างเปล่า
โจเซฟสูดหายใจลึก เร่งฝีเท้าต่อไป เขาตั้งใจว่าจะต้องไปถึงกระจกใหญ่และยับยั้งเหตุการณ์นี้ให้ได้ ก่อนจะเสียคนไปมากกว่านี้
