ลู่เต้ามองตามหลังกรรมการทั้งสองคนจากไป แต่เมนูที่เข้าตาพวกเขาก็ยังมีน้อยนิด จนกระทั่งคัดคนออกไปแปดสิบคนแล้ว พวกเขาถึงได้หยุดที่ผลงานของผู้เข้าแข่งขันคนหนึ่งอีกครั้ง
เฉายวนิเป็คนแรกที่หยุด โจวเทียนหยวนก็เดินตามมาติดๆ แล้วถามว่า “เมนูนี้ชื่ออะไร”
เด็กสาวชุดฟ้าก้าวออกมาข้างหน้าด้วยท่าทางร่าเริง “เมนูนี้มีชื่อว่ากุ้งทับทิมเ้าเ้าค่ะ”
“เป็นางงั้นหรือ” ลู่เต้าจำได้ทันทีว่าเป็กู่เสี่ยวอวี่
โจวเทียนหยวนมองกุ้งมีเปลือกสีแดงสดขนาดเท่าแขนที่วางอยู่บนจาน ก้ามขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือสองข้างดูโดดเด่นเป็พิเศษ เพียงแค่มองก็รู้ว่าข้างในเต็มไปด้วยเนื้อ
เปลือกสีแดงไม่เพียงโรยด้วยขิงที่ให้ความร้อนแก่ร่างกาย แต่ยังโรยด้วยต้นหอมสีเขียวสดอีกด้วย
โจวเทียนหยวนพยักหน้าอย่างพอใจ “ทั้งสีสันและกลิ่นหอมก็ครบถ้วน ขาดก็แต่วิธีปรุงแล้ว ยวนิ เ้าอยากลองชิมดูหรือไม่”
เฉายวนิมองกู่เสี่ยวอวี่แวบหนึ่ง ก่อนพยักหน้า กู่เสี่ยวอวี่ยิ้มอย่างยินดี แล้วก็ทุบก้ามทั้งสองข้าง เผยให้เห็นเนื้อสีขาวนวลข้างใน นางยื่นก้ามให้ทั้งสองคนข้างละอัน “เชิญจิ้มอันนี้ทานเ้าเ้าค่ะ”
กู่เสี่ยวอวี่ยกจานเล็กสองใบออกมา แล้วเทซีอิ๊วสูตรลับของนางลงไป
ทั้งสองคนทำตามที่นางบอก จิ้มซีอิ๊วเล็กน้อยก่อนกัดคำใหญ่ ดึงเนื้อทั้งหมดออกมา เหลือเพียงกระดูกใสๆ ในก้าม
ปากเต็มไปด้วยเนื้อแน่นๆ เมื่อกัดลงไปก็ััได้ถึงรสชาติสดใหม่ของเนื้อกุ้ง บวกกับการปรุงรสด้วยซีอิ๊วสูตรลับของกู่เสี่ยวอวี่ ทำให้ทุกคำที่กัดลงไปล้วนมีรสชาติที่เปลี่ยนแปลงไป
“ไม่เลว” โจวเทียนหยวนยิ้มแล้วกล่าวต่อ “ในซีอิ๊วนี้ใส่เหล้าด้วยใช่หรือไม่”
“ใช่เ้าค่ะ”
“แต่เพียงแค่นี้ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เ้าผ่าน เศร้าใจยิ่งนัก” โจวเทียนหยวนส่ายหน้าเสียดาย
“เดี๋ยวก่อนเ้าค่ะ ส่วนที่อร่อยที่สุดของเมนูนี้คือตรงนี้ต่างหาก!” กู่เสี่ยวอวี่ยิ้มเล็กน้อยก่อนแกะหัวกุ้งออก มันกุ้งสีแดงสดปรากฏต่อหน้าทุกคน “เชิญลองชิมอันนี้ดูก่อน แล้วค่อยตัดสินเ้าค่ะ”
โจวเทียนหยวนยกตะเกียบไม้สีดำคีบมันกุ้งขึ้นมาดู สีสันแดงระเรื่อ มองแวบแรกก็คล้ายทับทิม ซึ่งดูต่างจากมันกุ้งทั่วไปที่เคยเห็นโดยสิ้นเชิง
เขากลืนน้ำลายลงคอ ก่อนกัดตะเกียบลงไป น้ำเลี้ยงชั้นเลิศของกุ้งพลันะเิออกที่ปลายลิ้น ยิ่งเคี้ยวก็ยิ่งหอม หลงเหลือไว้เพียงรสชาติอันแสนประทับใจ
“ผ่าน!” ก่อนที่ศิษย์จะได้ลิ้มลอง โจวเทียนหยวนก็ประกาศว่ากู่เสี่ยวอวี่ผ่านการทดสอบแล้ว
“เยี่ยมไปเลย!” กู่เสี่ยวอวี่หันไปบอกข่าวดีกับเกาฮ่าวคู่หูของนางด้วยความตื่นเต้น “เสี่ยวฮ่าว ข้าทำได้แล้วนะ!”
น่าเสียดายที่เกาฮ่าวกลับทำตัวเ็า เขาเพียงแค่นเสียงรับเบาๆ เท่านั้น กู่เสี่ยวอวี่จึงทำได้เพียงเก็บซ่อนความดีใจเอาไว้
ลู่เต้าที่อยู่ไกลออกไปเห็นว่ากู่เสี่ยวอวี่ผ่านการทดสอบก็แอบดีใจแทนนาง แต่การทดสอบรอบแรกก็ดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุดอย่างรวดเร็ว กรรมการทั้งสองหันหลังกลับเตรียมการทดสอบรอบสุดท้าย ใจของผู้เข้าแข่งขันที่ยังไม่ผ่านต่างก็เต้นระทึก เพราะครั้งนี้ถ้าพวกเขายังไม่ทำให้กรรมการหยุดได้เลย นั่นหมายความว่าไม่ผ่านการทดสอบ มิอาจได้รับคุณสมบัติพ่อครัวิญญา
ตามธรรมเนียมของกรรมการคนอื่นๆ แล้ว รอบแรกมักจะใช้สำหรับคัดคนที่มีความสามารถโดดเด่น ผู้ที่ผ่านรอบนี้ได้ถือเป็เกียรติอย่างหนึ่ง ในรอบที่สองจะผ่อนปรนมาตรฐานและลดข้อกำหนดลงเล็กน้อย เพื่อให้ผู้เข้าแข่งขันที่มีคุณสมบัติผ่านได้มากขึ้น
ผู้เข้าแข่งขันหลายคนต่างก็แสดงความกระตือรือร้น อันที่จริงแล้ว พวกเขามุ่งเป้ามาที่การผ่านรอบที่สอง เพราะสุดท้ายแล้วก็ได้รับคุณสมบัติเหมือนกัน จะผ่านในรอบแรกหรือไม่ก็ไม่สำคัญ
แต่ใครจะคิดว่ากรรมการสองคนนี้กลับไม่ทำตามกฎเกณฑ์ ในรอบที่สองก็ยังคงมาตรฐานและความเร็วในการเดินเหมือนรอบแรก ระหว่างทางก็ไม่ปริปากพูด ผู้เข้าแข่งขันที่ถูกคัดออกมากมายอยู่ข้างหลัง พวกเขาเสียใจยิ่งนัก
เมื่อลู่เต้าเห็นเช่นนั้นก็ใจไม่ดี เขารีบถามว่า “แบบนี้ต่อไป อาฮวาจะไม่ผ่านหรือ เห็นๆ อยู่ว่าพวกเราก็ใช้สุดยอดวัตถุดิบในทะเลสาบัทมิฬเหมือนกับพวกหลี่หู นอกจากนี้ฝีมือทำอาหารก็ไม่ด้อยไปกว่าพวกเขา เหตุใดพวกเขาถึงผ่านได้ แต่พวกเราไม่ผ่าน ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย”
ในพริบตา กรรมการทั้งสองก็กำลังจะเดินผ่านหน้ากลุ่มของลู่เต้าและหงฮวาอีกครั้ง เฉายวนิและโจวเทียนหยวนยังคงเดินด้วยความเร็วเท่าเดิม มองตรงไปยังทางออกโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง
เมื่อลู่เต้าเห็นว่าหากเป็แบบนี้ต่อไป หงฮวาต้องแพ้แน่ๆ เขาจึงรีบขอความช่วยเหลือ “เ้าคิดหาวิธีหน่อยสิ!”
“หากนางแพ้ก็แย่แล้ว” ไป๋เสียไม่มีทางเลือกอื่น “ได้แต่เสี่ยงดู”
ลู่เต้ายังไม่เข้าใจว่าไป๋เสียพูดอะไร ไป๋เสียก็ปล่อยพลังิญญาออกมาเล็กน้อย ประมาณหนึ่งในพันของวินาที
เพียงแค่ชั่วพริบตานี้ก็ทำให้เฉายวนิหยุดและมองไปรอบๆ เพื่อตามหาต้นตอของพลังิญญา
โจวเทียนหยวนเดินนำหน้าอยู่คนเดียว เมื่อเห็นศิษย์หายไปก็หันกลับมาถามว่า “เกิดอะไรขึ้น”
พลังิญญาของไป๋เสียหายวับไปในชั่วพริบตา ถึงแม้เฉายวนิจะััได้ แต่กลับหาตำแหน่งที่แน่นอนไม่เจอ เขามองไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบอะไรเลย
โจวเทียนหยวนหยุดเดิน ทันใดนั้นก็มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยมา เขาหลับตาเดินตามกลิ่นหอมนั้นไปจนกระทั่งมาถึงหน้าเมนูของผู้เข้าแข่งขันคนหนึ่ง
เมื่อลืมตาขึ้นแล้วเห็นว่าเป็หงฮวาก็ใ “โอ้ เป็เ้างั้นหรือ”
“โจว...ท่านอาจารย์โจว” หงฮวาเอ่ยอย่างประหม่า
โจวเทียนหยวนก้มมองเมนูแวบหนึ่ง เขาอยากรู้ว่ากลิ่นหอมอะไรที่ดึงดูดเขามา กลิ่นหอมเย้ายวนใจนั้นลอยมาจากเนื้อปลาตรงหน้า โจวเทียนหยวนดมอยู่หลายครั้งก่อนจะถามด้วยความประหลาดใจ “ปลาตัวนี้ของเ้าเป็ปลากระดี่มุกดำงั้นหรือ”
“ใช่เ้าค่ะ” หงฮวาพยักหน้าอย่างร้อนรน
“มิน่าเล่าถึงหอมเช่นนี้” โจวเทียนหยวนสูดดมอีกครั้ง เป็กลิ่นหอมเฉพาะตัวของวัตถุดิบสดใหม่ บางคนรู้สึกว่าสดชื่น บางคนรู้สึกว่าคาว ซึ่งขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน
เฉายวนิคิดว่าเป็เพียงแค่ความคิดไปเอง จึงเดินตามโจวเทียนหยวนมาถึงหน้าหงฮวา โจวเทียนหยวนเห็นว่าการจัดวางจานของนางดูดีก็เอ่ยชม “เมนูนี้ชื่อว่าอะไร”
คำถามแบบนี้ หงฮวาซ้อมในใจมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว นางจึงตั้งสติและตอบอย่างใจเย็น “เมนูนี้ชื่อ ‘ปลาทานสามวิธี’ เ้าค่ะ”
“ปลาทานสามวิธีงั้นหรือ” โจวเทียนหยวนรู้สึกสนใจ เขาจึงถามต่อว่า “ทานอย่างไรบ้าง”
หงฮวายื่นตะเกียบให้กรรมการทั้งสอง แล้วรินซีอิ๊วใส่จานเล็ก “วิธีทานแรก ปลาดิบเ้าค่ะ”
ปลากระดี่มุกดำเนื้อแน่น รสชาติสดใหม่ ไม่ต้องปรุงแต่งก็เป็เมนูที่น่ารับประทานแล้ว ปลาดิบเป็วิธีที่ทำให้คนััรสชาติสดใหม่ดั้งเดิมได้ง่ายที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
ไม่นึกเลยว่าไป๋เสียเสี่ยงทำเช่นนี้เพื่อดึงดูดความสนใจของคนทั้งสอง เมื่อครู่นี้หากพลาดไปเพียงนิดเดียว ก็คงถูกเฉายวนิฟันด้วยดาบแน่ๆ
เฉายวนิที่ชอบของสวยงามถูกดอกบัวที่หงฮวาจัดวางไว้ดึงดูด เขาใช้ตะเกียบไม้สีดำคีบปลาดิบสีขาวราวหิมะที่ส่องประกายระยิบระยับขึ้นมาชิ้นหนึ่ง
ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับวิธีแล่ปลาของหวังเหล่ย หากมีเืคั่งค้างอยู่ในเนื้อปลา เนื้อก็จะเป็สีแดงและส่งกลิ่นคาว
เฉายวนิคีบปลาดิบจิ้มซีอิ๊วผสมขิงเล็กน้อย ก่อนจะส่งเข้าปาก ทว่าพอเคี้ยวไปได้สองสามคำ เขาก็กะพริบตาถี่ๆ ราวกับถูกจุดชีพจร ทันใดนั้นก็มีลมหนาวพัดผ่านเข้ามาในสนาม ทำเอาทุกคนหนาวสั่นไปหมด
โจวเทียนหยวนรู้ดีว่าศิษย์ผู้นี้ไม่แสดงอารมณ์ออกมาั้แ่เด็ก การที่เขาแสดงท่าทางเช่นนี้ออกมาก็ทำให้เขารู้สึกสนใจปลาดิบขึ้นมาไม่น้อย
เขาก็คีบปลาดิบขึ้นมาจิ้มซีอิ๊ว ก่อนจะส่งเข้าปากทันทีด้วยความใจร้อน! ปลากระดี่มุกดำมีแต่ก้างใหญ่ ไม่มีก้างเล็ก สามารถรับประทานได้อย่างสบายใจ เมื่อกัดลงไป รสชาติสดใหม่อันบ้าคลั่งก็พลันะเิออกที่ปลายลิ้น จากนั้นเนื้อปลาก็แตกออก กระจายรสชาติความสดใหม่ไปทั่วทั้งปาก
“อืม” โจวเทียนหยวนเบิกตากว้าง
ซีอิ๊วและเนื้อปลาผสมผสานกัน น้ำมันปลาหอมกรุ่น น้ำหอมหวนอยู่ที่โคนลิ้น รสชาติต่างๆ ล้วนลงตัวพอดี ยิ่งเคี้ยวก็ยิ่งหอม กลมกล่อมลงลึกถึงต่อมรับรส ทำให้เขาแสดงสีหน้าพึงพอใจออกมาโดยไม่รู้ตัว
ผู้เข้าแข่งขันและผู้ชมคนอื่นๆ เพิ่งเคยเห็นกรรมการแสดงท่าทางเช่นนี้ออกมา ต่างก็สนใจในรสชาติของปลากระดี่มุกดำ และอยากลองชิมด้วยตัวเอง
“ไม่เลว!” โจวเทียนหยวนเอ่ยชมเมนูนี้ แต่จากนั้นก็กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “แต่เพียงแค่นี้ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เ้าผ่าน”
เฉายวนิพยักหน้าเห็นด้วย
