“ศิษย์พี่หญิง หลิงอวิ๋น ข้าพาสหายร่วมรบของพวกเ้ามาหาแน่ะ!” ถังเซียวะโเสียงดังลั่นจากระยะห่างร้อยหมี่!
ดวงตาสีดำที่เปล่งประกายดุจอัญมณีของฉินหรูเยียนก็กวาดสายตามองไปที่ติงชิ่ง ต่งเย่า และพรรคพวก นางพอจะเดาความคิดของอีกฝ่ายอย่างคร่าวๆ ได้
นางจ้องมองไปที่ถังเซียว รอยยิ้มปรากฏที่มุมปากของนาง มองไปยังติงชิ่งที่เป็หัวหน้าและพูดด้วยน้ำเสียงไพเราะ “พวกเ้ามีธุระอะไร?”
ั้แ่ที่เข้ามาในบริเวณนี้ ทั้งติงชิ่งและพรรคพวกก็เริ่มทำการตรวจสอบทุกอย่างโดยละเอียด
ตัวเขาจำฉินหรูเยียนกับเซียวหลิงอวิ๋นได้ในทันทีว่าเป็สัตว์ประหลาดสองคนที่ต่อสู้กับงูหลามไฟลายเมฆอย่างดุเดือด! ในเวลานี้เมื่อมองดูอย่างใกล้ชิดแล้ว เขาก็ยิ่งประหลาดใจมากขึ้น!
หญิงสาวผู้ที่มีพละกำลังมหาศาลผู้นี้ กลับเป็เพียงผู้ใช้พลังิญญาระดับกลางที่เปิดขดพลังิญญาได้แค่เพียงหกขดเท่านั้น ส่วนชายหนุ่มที่นั่งทำสมาธิอยู่ก็ดูเหมือนว่าจะมีพลังยุทธ์ที่ด้อยกว่าหญิงสาวเล็กน้อย ทั้งๆ ที่มีพลังยุทธ์ไม่สูง แต่กลับมีพลังการต่อสู้ที่ทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อ!
สมาชิกของทีมนี้ก็ค่อนข้างพิลึก มีสมาชิกถึงสิบเอ็ดคน
ซึ่งในจำนวนนี้เก้าคนสวมชุดของสำนักดาบิญญาเมฆา ในขณะที่อีกสองคนสวมชุดของสำนักรวมสมบัติิญญา มีความเป็ไปได้สูงที่ทั้งสองทีมจะรวมกลุ่มกัน
เมื่อดูจากการวางตำแหน่งของกลุ่มแล้ว ดูเหมือนกลุ่มจะนำโดยหญิงสาวผู้มีพลังกายอันน่าทึ่งผู้นี้ ติงชิ่งจึงรู้ได้ทันทีว่าพวกเขามาถูกทางแล้ว
กลุ่มสิบเอ็ดคนนี้ ยังไม่ต้องพูดถึงสัตว์ประหลาดสองคนที่สามารถต่อกรกับงูหลามไฟลายเมฆได้แล้วเลย แม้แต่คนอื่นๆ ติงชิ่งก็คาดเดาคร่าวๆ แล้วว่ามีอย่างน้อยสี่คนที่มีพลังิญญาที่แข็งแกร่งมาก จนแม้แต่ตัวเขาก็ยังต้องรู้สึกใ ซึ่งนอกจากคนที่ผอมที่สุด ก็ดูเหมือนจะไม่มีใครที่อ่อนแอเลย
ทีมที่แข็งแกร่งเช่นนี้ เมื่อรวมกับพวกเขาแล้ว ก็จะมีผู้ใช้พลังิญญาถึงยี่สิบคน ซึ่งเพียงพอที่จะรับมือกับงูหลามไฟลายเมฆได้แล้ว
เมื่อได้ยินคำพูดห้วนๆ ของฉินหรูเยียนที่ไม่คิดแม้แต่จะทักทาย ติงชิ่งถึงกับผงะไปชั่วขณะหนึ่ง จากนั้นจึงเผยความตั้งใจของตนเองออกมา
...
หลังจากนั้นไม่นาน!
ฉินหรูเยียนก็มองติงชิ่งด้วยรอยยิ้ม “ขอความร่วมมืออย่างนั้นหรือ? นั่นคือสถานการณ์ที่อำนาจของทั้งสองฝ่ายเท่าเทียมกัน อย่างน้อยความแตกต่างของอำนาจก็ไม่ควรจะห่างมากจนเกินไป หาก้าจะจัดการเ้างูหลามไฟลายเมฆ พวกเราสามารถจัดการด้วยตัวพวกเราเองได้ ไม่จำเป็ต้องร่วมมือกับพวกเ้าเลย!”
“อะแฮ่ม ศิษย์พี่หญิงท่านนี้ ท่านพูดแบบนั้นก็ไม่ถูกนะ งูหลามไฟลายเมฆไม่ใช่สัตว์อสูรระดับสามธรรมดาๆ แต่เป็สัตว์อสูรระดับสามขั้นสูงสุด หรืออาจเรียกได้ว่าเป็สัตว์อสูรที่บรรลุระดับสี่ไปครึ่งตัวแล้วก็ว่าได้ ข้าไม่ปฏิเสธหรอกว่าพลังของพวกท่านนั้นแข็งแกร่งมากจริงๆ แต่ถ้าบอกว่าพวกท่านจะจัดการกับสัตว์อสูรระดับนี้ได้ด้วยตัวของพวกท่านเองแล้ว ก็คงจะยากเสียหน่อย...
แม้ว่าจะสามารถล้มมันได้จริง แต่ก็คงจะมีการาเ็ล้มตายไม่ใช่น้อยแน่...แต่ถ้าหากรวมพวกเราเข้าไปด้วย เื่นี้ก็จะง่ายขึ้นอีกเยอะ...” ติงชิ่งยังคงเกลี้ยกล่อมต่อไป
“ครืนๆ!” อยู่ดีๆ ก็มีเสียงฟ้าร้องดังก้องกังวานมาจากส่วนลึกบนท้องฟ้า ในเวลากลางวันแสกๆ เช่นนี้จะมีเสียงฟ้าร้องได้อย่างไร?
“ครืนๆ ครืนๆ...” เสียงฟ้าร้องดังขึ้นเรื่อยๆ จากไกลๆ ภายในชั่วพริบตาต่อมา ติงชิ่งก็ต้องเบิกตากว้าง
แม้ว่าพลังิญญาในโลกเร้นลับนี้จะไม่อุดมสมบูรณ์มากนัก และไม่สามารถเทียบได้กับในเขตแดนของห้าสำนักใหญ่ได้เลย แต่ก็ยังเยอะมากเมื่อเทียบกับพลังิญญาในอากาศของที่อื่นๆ ในอาณาจักรซินโยว แต่ในเวลานี้ตัวเขากลับรู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงพลังิญญาในบริเวณโดยรอบ ว่ามีพลังิญญากำลังมารวมตัวกันจากทุกทิศทุกทางตรงไปยังชายหนุ่มที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ห่างออกไปเพียงสิบกว่าหมี่!
พูดให้ชัดเจนเลยคือ พลังิญญากำลังไหลไปรวมตัวกันที่เซียวหลิงอวิ๋นที่กำลังนั่งสมาธิอยู่
หรือว่าเขากำลังจะบรรลุ? ชายหนุ่มคนนี้กำลังจะบรรลุในโลกเร้นลับอย่างนั้นหรือ?
ติงชิ่ง ต่งเย่า และเหล่าศิษย์สำนักศักดิ์สิทธิ์เพลิงร้อน ต่างก็ต้องอ้าปากค้าง มองไปที่เซียวหลิงอวิ๋นที่นั่งสมาธิอย่างอ้ำอึ้ง
ในขณะที่พวกฉินหรูเยียนกลับรู้สึกยินดีกันด้วยความสงบ
เพราะสำหรับพวกเขา เื่ของการบรรลุในโลกเร้นลับแห่งนี้ได้กลายเป็เื่ปกติไปแล้ว และไม่ใช่เื่ที่แปลกใหม่อะไร
“เอาไว้ค่อยคุยเื่นี้กันต่อทีหลัง ตอนนี้ศิษย์น้องของพวกเรากำลังจะบรรลุแล้ว ทุกคนช่วยถอยออกไปหน่อย” แล้วเสียงที่กังวานและไพเราะของฉินหรูเยียนก็ดังขึ้น
ติงชิ่งและคนอื่นๆ ต่างก็ต้องถอยห่างออกไปเป็ระยะสามร้อยหมี่ มองไปทางพลังิญญาที่กำลังไหลเวียนมาจากทุกทิศทุกทางบนท้องฟ้าอย่างไม่ขาดสาย จนในใจของพวกเขาต้องรู้สึกสะพรึง! ชายหนุ่มคนนี้สามารถดึงเอาพลังิญญาโดยรอบเป็วงกว้างขนาดนี้ได้อย่างไร น่ะ...นี่จะต้องดึงเอาพลังิญญาเป็รัศมีโดยรอบสิบลี้แน่ๆ ไม่สิ สิบลี้ยังน้อยเกินไปอย่างน้อยๆ ก็ต้องยี่สิบลี้!
เป็การเปิดขดพลังิญญาใหม่ แต่กลับสามารถดึงเอาพลังิญญาได้มหาศาลขนาดนี้ พร์ของชายหนุ่มคนนี้จะต้องสูงส่งมากๆ แน่
แต่ติงชิ่งและพรรคพวกคาดการณ์ผิดไปหน่อย ในเวลานี้เซียวหลิงอวิ๋นได้ดึงเอาพลังิญญาเป็รัศมีโดยรอบเข้ามาถึงสามสิบลี้ ที่สำคัญที่สุดคือในกายของเขายังมีพลังของสมุนไพรอันทรงพลังที่อยู่ระดับสี่ขั้นสูงอีกด้วย
ด้วยสรรพคุณชั้นยอดของดอกโบตั๋นเพลิงหมอก ทำให้การบรรลุของเซียวหลิงอวิ๋นในเวลานี้ใช้เวลาแค่เพียงสิบสองชั่วยามก็ประสบความสำเร็จในการบรรลุจากวังปราณสามชั้นไปถึงหกชั้น พลังยุทธ์เพิ่มขึ้นจากผู้ใช้พลังิญญาขั้นต้นไปสู้ผู้ใช้พลังิญญาขั้นกลาง
ที่สำคัญที่สุดคือ เซียวหลิงอวิ๋นต้องรู้สึกประหลาดใจที่ตัวเขาสามารถััได้ถึงความรู้สึกอย่างใกล้ชิดขึ้นเป็พิเศษกับพลังธาตุน้ำในอากาศ ซึ่งหมายความว่าเส้นธาตุิญญาน้ำได้ถือกำเนิดขึ้นในร่างกายของเขาแล้ว
หลังจากที่ได้บรรลุสู่ระดับผู้ใช้พลังิญญาเป็ครั้งแรกในสำนัก เซียวหลิงอวิ๋นได้ทำการทดสอบเส้นธาตุิญญาในร่างกายของเขาแล้ว และผลลัพธ์คือมีเส้นธาตุิญญาทั้งหมดสี่เส้น ได้แก่ ทอง ไฟ ลม และดิน
ทองสอง ไฟสี่ ลมสี่ ดินสอง! รวมทั้งหมดเป็เส้นธาตุิญญาสิบระดับ การมีเส้นธาตุิญญาทั้งสี่ธาตุ ถือได้ว่ามีพร์ที่เป็เลิศ
ในเวลานี้ก็มีเส้นธาตุิญญาน้ำถือกำเนิดเพิ่มอีก หมายความว่าเส้นธาตุิญญาในกายของเซียวหลิงอวิ๋นได้กลายเป็ห้าธาตุ
ทอง ไฟ ลม ดิน น้ำ ทั้งหมดห้าธาตุ!
หากมีเส้นธาตุิญญาเหนือกว่าสี่เส้นไป แต่ละเส้นที่เพิ่มขึ้น ทำให้พร์สูงขึ้นไปอีกขั้น
ไฟกำเนิดดิน ดินกำเนิดทอง ทองกำเนิดน้ำ น้ำกำเนิดลม! เมื่อได้เส้นธาตุิญญาน้ำเพิ่มขึ้นมา เส้นธาตุิญญาทั้งสี่ก็จะได้รับการเกื้อหนุนกัน
พูดได้ว่า แม้ว่าจะมีเส้นธาตุิญญาน้ำเพิ่มขึ้นมาแม้เพียงระดับเดียว แต่พร์ของเซียวหลิงอวิ๋นก็เพิ่มขึ้นไปอีกขั้น
และจะส่งผลยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อทำการฝึกวิชาิญญาทั้งห้าธาตุ
...
ติงชิ่งมองไปที่เซียวหลิงอวิ๋นและฉินหรูเยียน กัดฟันแน่นและพูดในใจ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าไพ่ตายของพวกเรา จะไม่สามารถทำให้พวกเ้าสั่นคลอนได้ “พวกเรามีค่ายกลดาบสามเจ็ดประตูพิศดาร!”
หลังจากเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วถ้วยชา เซียวหลิงอวิ๋นก็หรี่ตาลง และมองไปที่ติงชิ่งกับพรรคพวก แล้วพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ “ค่ายกลดาบสามเจ็ดประตูพิศดารนี่หรือคือไพ่ตายของพวกเ้า? ไม่ใช่ว่านี่คือค่ายกลดาบสามภพที่เป็ค่ายกลที่พื้นฐานที่สุดหรอกหรือ? ที่สำคัญคือพวกเ้าทั้งสามคนไม่ได้เป็หนึ่งเดียวกันเลย หากไม่เป็หนึ่งเดียวกันแล้ว จะทำให้พลังของค่ายกลรุนแรงขึ้นได้อย่างไร?”
ใบหน้าของติงชิ่งมีความอับอายปรากฏขึ้น
ค่ายกลดาบสามภพหรือ?
หรือว่าเป็เพราะค่ายกลนี้ใช้คนแค่สามคน ถึงได้ถูกเรียกว่าค่ายกลดาบสามภพ แต่ทำไมอาจารย์อาฉางยวนถึงได้บอกว่านี่คือฉบับย่อของค่ายกลดาบสามเจ็ดประตูพิศดารล่ะ?
“อะแฮ่มๆ เดิมทีค่ายกลดาบสามคนนี้! ข้ากับต่งเย่า และศิษย์น้องอีกคนหนึ่งเป็คนใช้ แต่โชคไม่ดีที่ศิษย์น้องคนนั้นตายจากไปก่อน ส่วนเจ็ดคนที่เหลือนี้จะฝึกค่ายกลดาบสามเจ็ดประตูพิศดารแบบที่ใช้เจ็ดคนเป็หลัก!”
หัวใจของเซียวหลิงอวิ๋นก็เต้นแรงขึ้น
ค่ายกลดาบประสานอย่างนั้นหรือ!
‘ค่ายกลดาบสามเจ็ดประตูพิศดาร’ ที่ชายหนุ่มคนนี้พูดถึงน่าจะเป็การรวมเอาค่ายกลดาบสามภพกับค่ายกลดาบเจ็ดคนเพื่อสร้างเป็ค่ายกลคู่ที่ใช้สิบคน
หรือจะเป็ค่ายกลดาบสามภพประสานกับค่ายกลเจ็ดพิศดาร สองค่ายกลนี้สามารถใช้ร่วมกันได้อย่างนั้นหรือ?
ข้อมูลเกี่ยวกับทั้งสองค่ายกลนี้แล่นผ่านในหัวของเซียวหลิงอวิ๋นอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่สามารถใช้ร่วมกันได้เลย
แต่ในปากเขาก็ยังคงตั้งคำถามต่อไป “ในเมื่อพวกเ้าสามคนยังไม่สามารถประสานกันได้ แล้วอีกเจ็ดคนที่เหลือจะทำได้อย่างนั้นหรือ?”
“อะแฮ่ม ค่ายกลดาบเจ็ดคนนั้นดีกว่านี้มาก!” ติงชิ่งพูดพลางโบกมือให้กับเหล่าศิษย์น้องทั้งเจ็ด
