หลังจากพูดกับเสิ่นเหยียนเสร็จ ตู้เซ่าฝู่ก็หันไปมองกัวิและจูเสวี่ยอีกครั้ง พร้อมกับกล่าวว่า “ข้าไปก่อนนะ เทือกเขาอสุรกายอันตรายมาก พวกเ้าเองก็รีบออกไปเถิด”
เมื่อพูดจบ ตู้เซ่าฝู่ก็หมุนตัวเดินจากไปทันที
“เซ่า…”
ปากแดงๆ ของจูเสวี่ยกำลังขยับ ราวกับว่าอยากพูดอะไร ทว่าก็หยุดไปเสียดื้อๆ นางขมวดคิ้วไม่พูดอะไร แลดูมีเื่สับสนในใจ
“เ้าเด็กบ้า แกมันก็แค่เด็กกะโปโล ต่อไปหากถึงตาข้านะ...” เสิ่นเหยียนมองหลังตามเด็กหนุ่มที่เดินจากไปด้วยความรู้สึกไม่พอใจ โมโหจนั์ตาสั่น เขานึกไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา หากคราวหน้ามีโอกาส ต้องไม่ปล่อยไว้แน่
“ไป...”
ลวี่คุนสีหน้าซีด คนของกลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวไม่ตายไป ก็หนีไปแล้ว เขากับศิษย์คนอื่นๆ ไม่สามารถรับมือกับสำนักกระเงี้ยวนิลและสำนักยันต์ปราณที่ร่วมมือกันได้ เขาจึงรีบทำสัญญาณมือเรียกให้ทุกคนรีบหนีไป
“จะหนีไปไหน พวกเรารีบตามไปเร็ว” เมื่อเสิ่นเหยียนเห็น ก็รีบะโเรียกพรรคพวก ลวี่คุนและคนอื่นๆ มีสมบัติติดตัวอยู่เช่นกัน
“พลังของลวี่คุนร้ายกาจมาก และพวกเราต่างก็าเ็กันแล้ว ต้องรีบฟื้นฟูรักษาตัวจึงจะถูก ยิ่งกว่านั้นแม้ที่นี่ตั้งอยู่ที่เขตแดนของเทือกเขาอสุรกาย ทว่าก็มีอสูรและปีศาจขั้นสูงอยู่ไม่น้อย พวกเราต้องระวังไว้ก่อนจะดีกว่า”
หลินป๋อกวังไม่ได้คิดจะไล่ตามต่อ แม้ว่าขณะนี้พวกเขาคนเยอะกว่า ทว่าหากจะจัดการเ้าลวี่คุนจริงๆ ก็เป็เื่ที่ทำได้ยาก และเขาเองไม่อยากถูกหลอกใช้ยืมมือเพื่อฆ่าคน
“พวกเราหาที่พักรักษาอาการาเ็กันก่อนเถิด ความแค้นของศิษย์น้องทั้งหลาย คราวหน้าค่อยชำระ” จูเสวี่ยเอ่ยเบาๆ นางกับกัวิต่างก็ได้รับาเ็ รวมถึงศิษย์น้องคนอื่นอีกหลายคนก็เจ็บกันอยู่ไม่น้อย ในเทือกเขาอสุรกาย ไม่ใช่สถานที่เหมาะสำหรับการต่อกรกับลวี่คุน แต่อย่างไรก็ดีขณะนี้ลวี่คุนก็ไม่สามารถทำอะไรพวกเขาได้แล้ว
“ต้องมีสักวันที่ข้าต้องจัดการมัน ข้าไม่ปล่อยมันไปแน่” กัวิกัดฟัน แต่ขณะนี้ก็ทำได้แต่ยอมปล่อยไปก่อน
คนอื่นก็ไม่มีใครคิดจะตามต่อ เสิ่นเหยียนเลยต้องจำใจปล่อยวาง เขาคนเดียวกำราบลวี่คุนไม่ไหว เพียงแต่ในใจรู้สึกเสียดายสมบัติที่ลวี่คุนหามาได้ ขนของวิหคั์ปีกประกายทองและวิหคั์เปลวเพลิงม่วงเป็สมบัติที่สุดแสนจะไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
ณ เทือกเขาอันกว้างใหญ่ที่มียอดเขาสูงกระจายสุดลูกหูลูกตา
บนแท่นหินในป่าแห่งหนึ่ง ตู้เซ่าฝู่ที่มีอสูราาพยัคฆ์กิเลนที่ย่อส่วนขนาดราวๆ กับลูกแมวอยู่ข้างกาย ก็ไม่ต้องระวังเื่ที่ว่าจะมีอสูรมาลอบโจมตี และไม่ต้องกังวลใจว่าอาจมีภยันตรายอื่นๆ เข้ามา
ตู้เซ่าฝู่ควักเข้าไปในเสื้อทางหน้าอก หยิบเอาถุงหยินหยางที่แย่งมาจากโซ่วหู่ออกมา เขาตรวจสอบมันอย่างละเอียด ได้ยินว่าถุงหยินหยาง ในบ้านสกุลตู้มีเพียงท่านลุงใหญ่ ท่านลุงรองที่มีมันติดตัว พูดได้เลยว่าเป็สิ่งของที่มีจำนวนไม่มาก ถุงหยินหยางที่ถูกที่สุดก็มีราคาสูงถึงหลายพันเสวียน เป็สมบัติที่มีมูลค่าสูงมาก คนทั่วไปซื้อไม่ไหว และไม่ใช่ของที่ใครอยากซื้อก็จะซื้อได้
“เ้าสิ่งนี้เปิดอย่างไรกันนะ?”
ตู้เซ่าฝู่สำรวจถุงหยินหยางเกือบครึ่งค่อนวัน ก็ยังงงงวยอยู่กับปัญหายากเื่หนึ่ง ถุงหยินหยางนี้ถูกปิดผนึกไว้ ไม่สามารถเปิดได้ และไม่รู้ว่าจะเปิดมันอย่างไร นี่ทำให้ตู้เซ่าฝู่เซ็งมาก หัวหน้ากลุ่มใหญ่ของกลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวต้องมีสมบัติล้ำค่าติดตัวไว้ไม่น้อยเป็แน่ อย่างน้อยๆ ก็น่าจะมีวิชาวิทยายุทธหรือยาวิเศษบ้าง เสียดายที่ถุงหยินหยางเปิดไม่ออก แล้วเขาเองก็ไม่รู้วิธีเปิด
“น้องชาย เ้าเปิดถุงหยินหยางนี้ไม่ออกหรอก ต่อให้เป็ยอดฝีมือคนอื่นก็เปิดไม่ได้ หากฝืนเปิดถุงหยินหยางด้วยวิธีผิดๆ ของในถุงหยินหยางนี้ก็จะถูกทำลายโดยตัวมันเอง”
ขณะนั้นเอง ก็มีเสียงเสียงหนึ่งลอยเข้ามาในหูของตู้เซ่าฝู่ เมื่อเขาได้ยินก็ใเบิ่งตาโต และรีบลุกขึ้นมาะโถอยหลังไป สีหน้าเขาเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกประหลาดใจ
เมื่อได้ยินเสียง หูของอสูราาพยัคฆ์กิเลนที่อยู่ข้างกายของตู้เซ่าฝู่ก็ตั้งขึ้นมาในทันที รูม่านตาของมันหดเล็กลง และจ้องมองไปที่อกของตู้เซ่าฝู่
คนและอสูรตรงนั้นพยายามมองหาต้นเสียง ทว่าก็เห็นเจดีย์เล็กขนาดประมาณนิ้วหัวแม่มือลอยออกมาจากเสื้อตรงอกของตู้เซ่าฝู่อย่างพิสดาร มันคือเจดีย์เล็กที่ตอนนั้นตู้เซ่าฝู่เก็บมาจากหอเก็บคัมภีร์วรยุทธ ก่อนหน้านั้นของทุกอย่างรวมถึงเสื้อผ้าและโลหิตสกัดจากอสูรหมาป่าเป้าสือก็ถูกเผาทำลายไปหมดแล้ว เหลือเพียงเจดีย์เล็กและกระดูกอสูรที่ไม่เป็อะไรแม้แต่น้อย
เจดีย์เล็กลอยออกมา เจดีย์เล็กสีโลหะจู่ๆ ก็มีประกายแสงส่องออกมา จากนั้นก็มีอักษรยันต์ไหลเวียนออกมาทั่ว พร้อมกับอากาศบริเวณเจดีย์เล็กนั่นก็เกิดคลื่น มีหมอกลอยฟุ้งอยู่ในบริเวณนั้น สุดท้ายก็กลายเป็เงาของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มีลักษณะโปร่งแสง
ร่างโปร่งแสงนี้เป็เด็กอายุราวๆ สิบสองสิบสามปี ร่างของเขาดูผอมมาก ผอมสุดๆ แบบหนังติดกระดูก ที่ใบหน้ามีก้อนเนื้อแปลกๆ งอกออกมาสองก้อน คิ้วมีรูปร่างลักษณะเหมือนอักษรแปดในภาษาจีน รูปทรงของตาเป็รูปสามเหลี่ยม สามเหลี่ยมก็น่ากลัวพอแล้ว ทว่าแววตาของเขายังดุดันโหดร้ายอีกด้วย
เด็กหนุ่มอายุเพียงสิบสองสิบสามปี ทว่าใบหน้าดูแล้วน่าขนพองเป็อย่างมาก มองหน้าแล้วรู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก คิดไม่ออกเลยว่าทำไมใบหน้าเขาถึงกลายเป็เช่นนี้ คำที่เหมาะสมมาบรรยายร่างเงาเด็กหนุ่มคนนี้ที่สุดคือคำว่า “อัปลักษณ์น่ารังเกียจ”
“น้องชาย สวัสดี ข้าอยากรู้จักเ้าหน่อยได้หรือไม่?”
เด็กหนุ่มอัปลักษณ์ร่างโปร่งแสงคนนี้ยิ้มให้กับตู้เซ่าฝู่ ไม่ยิ้มยังไม่เท่าไร พอยิ้มขึ้นมาหน้าตาดูแล้วน่าเกลียดกว่าร้องไห้เสียอีก ดวงตาทรงสามเหลี่ยมตั้งอยู่บนใบหน้ายังเอียงๆ ไม่สมมาตรกันเลย คนเห็นคงอยากรีบปิดตากัน หากเด็กคนไหนเห็นคนหน้าตาน่าเกลียดเช่นนี้ ต้องร้องไห้ได้ในทันทีเป็แน่
ทว่าเด็กหนุ่มคนนี้ยังเป็แค่เด็กผู้ชาย กลับมาเรียกตู้เซ่าฝู่ว่าน้องชาย
“เ้าคิดจะทำอะไร อย่าเข้ามา”
เด็กคนนี้หน้าตาช่างอัปลักษณ์เกินไปแล้ว ตู้เซ่าฝู่รู้สึกขนลุกจนถอยหลังไปสองก้าวโดยไม่ต้องคิด เด็กคนนี้คงไม่ได้มีงานอดิเรกแปลกๆ ชอบรังแกหยอกเย้าและทรมานคนอื่นหรอกกระมัง ตู้เซ่าฝู่ตัดสินใจแล้ว หากเ้าหนุ่มหน้าตาน่าเกลียดคนนี้คิดจะทำอะไรไม่ดีกับตน เขาคงต้องลงไม้ลงมือด้วยแล้ว จากนั้นตู้เซ่าฝู่ก็ยืดอกยืนตัวตรง เมื่อเทียบกับเด็กคนนี้แล้วตู้เซ่าฝู่ยังดูโตกว่า ทำไมเขาต้องกลัวเด็กที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมด้วย ตู้เซ่าฝู่พูดอย่างอาจหาญไปว่า “เ้าเป็ใคร ทำไมเ้าอยู่ข้างในเจดีย์เล็กได้?”
“น้องชาย เ้าไม่ต้องกลัว ข้าขอแนะนำตัวเองก่อน ข้าแซ่เจิน ชื่อชิงฉุน”
เด็กอัปลักษณ์มากๆ คนนี้แนะนำตัวเอง ทว่าลักษณะการพูดดูเหมือนคนแก่ ทำนองเดียวกับนักปราชญ์เครายาวๆ แบบนั้น แต่น้ำเสียงยังคงเป็เด็กอยู่
“เจินชิงฉุน?” ตู้เซ่าฝู่มองเด็กหนุ่มร่างโปร่งแสงคนนี้ รู้สึกว่าชื่อนี้ของเขาแปลกมาก
“ข้าแซ่เจิน นามว่าชิงฉุน ชิงที่แปลว่าใส ฉุนที่แปลว่าบริสุทธิ์”
เจินชิงฉุนอธิบาย ยิ่งพูดยิ่งให้ความรู้สึกถึงคนชรา ทว่าใบหน้ารูปร่างที่ยังดูเยาว์วัย ทำให้รู้สึกไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไร
“โฮก!”
อสูราาพยัคฆ์กิเลนคำรามใส่เจินชิงฉุน ราวกับว่ามันเองก็ใ มันฟื้นคืนร่างขนาดแมวกลับไปเป็ขนาดเดิมของมัน มองเจินชิงฉุนด้วยสายตาข่มขู่ อ้าปากกว้างคำรามเสียงดังใหญ่
“อสูราาพยัคฆ์กิเลนที่ฌานอยู่ในขั้นชีพจรประสานิญญาในระดับขั้นสร้างรากฐาน ว้าว เหมือนว่าจะเปลี่ยนไปแล้ว ยังพอมีแววเหมือนกับบรรพบุรุษอยู่ หากอบรมดีๆ จะมีประโยชน์อย่างมาก” เจินชิงฉุนมองอสูราาพยัคฆ์กิเลนด้วยสีหน้าตะลึง จากนั้นก็ยื่นมือไปหาอสูราาพยัคฆ์กิเลนพร้อมกล่าวว่า “อสูรขั้นชีพจรประสานิญญาในระดับขั้นสร้างรากฐาน ตอนนั้น ระดับเท่านี้ยังไม่มีคุณสมบัติพอให้ข้าขี่เลย หลีกไปซะ”
“โฮก!”
อสูราาพยัคฆ์กิเลนไม่ฟังเจินชิงฉุน กระโจนเข้าไปคำรามขู่เจินชิงฉุน เอาแต่จ้องมองด้วยสายตาโเี้ ทว่าในใจก็แอบกลัวเด็กหนุ่มพิลึกคนนี้
“เหตุใดเ้าจึงเข้าไปอยู่ในเจดีย์เล็กล่ะ?”
ตู้เซ่าฝู่เดินไปอยู่ข้างหน้าอสูราาพยัคฆ์กิเลน ในที่สุดก็ข่มความรู้สึกประหลาดใจไว้ได้ เขาส่งสายตาบอกให้อสูราาพยัคฆ์กิเลนสงบ แต่ก็ยังคอยมองเด็กประหลาดคนนี้อย่างระแวง
“เจดีย์ชิ้นนี้ไม่ใช่ของธรรมดาๆ ข้าเองก็ไม่ใช่คนธรรมดาเช่นกัน”
เจินชิงฉุนมองตู้เซ่าฝู่ ั์ตาสั่นไหว กล่าวว่า “พูดแบบนี้กับเ้าแล้วกัน ข้ามีสถานะสูงส่ง เื้ัที่มาก็ไม่ธรรมดา เ้าก็น่าจะมองออก ตอนนี้ข้าคือเทพแห่งจิติญญา ข้ามีพลังจิติญญา พิสูจน์ได้ว่าข้าคิดยอดฝีมือ มีครั้งหนึ่งข้าไม่ระวังเลยทำให้จิติญญาของข้าหลุดเข้ามาอยู่ในเจดีย์เล็กอันนี้...”
“เ้าคือยอดฝีมือหรือ เ้ามีที่มาที่ไปอย่างไร?”
ตู้เซ่าฝู่ขัดจังหวะการพูดของเจินชิงฉุน เขามองร่างคนอัปลักษณ์ตัวโปร่งแสงคนนี้ด้วยความรู้สึกสงสัย เพราะอย่างน้อยตู้เซ่าฝู่ก็เกิดมาในบ้านสกุลตู้ ตระกูลที่มีชื่อด้านวรยุทธ ดังนั้นสำหรับเื่ร่างของจิติญญาจึงพอรู้มาบ้าง ได้ยินว่าบุคคลที่แกร่งกล้ามีความสามารถมากๆ สามารถสร้างร่างที่เกิดจากพลังจิติญญาได้ นี่เท่ากับว่าทำให้ตนมีชีวิตเพิ่มขึ้นอีกชีวิต วิชานี้จอมยุทธทั่วไปไม่มีใครสามารถทำได้
“แน่นอน ข้าคือยอดฝีมือ เื้ัของข้าไม่ธรรมดาเลย!” เจินชิงฉุนพยักหน้า และพูดเสียงดังเพื่อเน้นย้ำคำพูดของตนเอง
“แต่ว่าดูเ้าแล้วเหมือนเด็กน้อยอยู่เลย” ตู้เซ่าฝู่กล่าว
“เอ่อ...”
เจินชิงฉุนพูดไม่ออกไม่ชั่วขณะ แววตาเลิ่กลั่ก ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขามองตู้เซ่าฝู่แล้วเอ่ยว่า “นั่นเป็เพราะว่าตอนที่ข้าฝึกฌานเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อย ที่จริงข้าอายุหลายร้อยปีแล้ว เดี๋ยวพอข้ากลับไปได้ ข้าก็ฟื้นฟูสภาพเดิมได้แล้ว”
“เ้ามีวิชาลมปราณระดับชั้นเทียนหรือ?” ตู้เซ่าฝู่สงสัยจึงลองถามเจินชิงฉุน
ได้ยินดังนั้น สีหน้าของเจินชิงฉุนก็ดูเศร้าหมอง ทำหน้าบูดบึ้งขึ้นมา จากนั้นเขาก็ยิ้มด้วยสีหน้าที่เหมือนอยากจะร้องไห้ บอกกับตู้เซ่าฝู่ว่า “มีวิชาลมปราณระดับชั้นเทียนก็จริง ทว่าออกข้างนอก ข้าไม่ได้พกไว้”
“งั้นเ้าพกวิชาวิทยายุทธอะไรไว้หรือไม่ ไม่มีจริงๆ มียาวิเศษหรือยาลูกกลอนก็ได้” ตู้เซ่าฝู่มองเจินชิงฉุนรอคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ
“เอ่อนี่ก็...ข้าก็ไม่ได้พกไว้”
เจินชิงฉุนที่ร่างโปร่งแสงหน้าตาอัปลักษณ์คนนี้ กว่าจะยิ้มออกมาได้ก็หน้าบึ้งตึงอีกครั้ง นี่ไม่เหมือนกับที่เขาคาดเอาไว้ เขาคิดว่า หากอยู่ดีๆ เขาปรากฏตัวขึ้นมา เ้าเด็กน้อยคนนี้เห็นเขาก็ต้องอยากเกาะแข้งเกาะขาขอให้จิติญญาร่างเงาของเขารับไว้เป็ศิษย์แน่ พอถึงตอนนั้นเขาค่อย...ทว่าเ้าเด็กคนนี้ไม่เล่นตามบทที่เขาคิดจะวางไว้ให้เลย เอาแต่ถามนู่นถามนี่เขา ไม่สนใจในตัวเขาเลยสักนิด พอเจอแบบนี้เขาจึงเซ็งเหลือเกิน
