โดยไม่รอให้ติงเหว่ยพูดอะไร เฉิงเหนียงจื่อเองก็สวมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายและออกมาจากห้องมาคุกเข่าลงข้างๆ อวิ๋นอิ่งทันที และพยายามเกลี้ยกล่อมด้วยเสียงเบาๆ เหมือนกันว่า “แม่นาง เมื่อวานนี้อวิ๋นอิ่งขับรถม้าวิ่งตรงไปที่ประตูเมืองก็พบกับท่านแม่ทัพแล้ว พอเขาได้ยินว่าแม่นางถูกไล่ล่าและหายตัวไป ดวงตาของเขาก็แดงก่ำทันที เขาไม่ได้สนใจคุณชายน้อยแม้แต่นิดเดียวแล้วรีบตรงไปช่วยแม่นางเลยทันที พวกเราเป็เพียงบ่าวรับใช้ ไม่กล้าพูดอะไรมาก แต่แม่นางควรจะคิดถึงคุณชายน้อยให้มากหน่อย
ถึงแม้แม่นางจะรักใคร่คุณชายน้อยมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปอีกสองสามปี คุณชายน้อยจะเข้าใจมากขึ้น หากไม่ได้รับการสั่งสอนจากบิดาก็มักจะถูกคนนอกวิพากษ์วิจารณ์ บ่าวเกรงว่าตอนนั้นแม่นางจะรู้สึกเสียใจ...”
ว่ากันว่าการพูดเป็กุญแจไขใจ ถ้าไม่พูดก็ไม่มีทางเข้าใจ
เมื่อติงเหว่ยได้ยินอวิ๋นอิ่งกับเฉิงเหนียงจื่อพูดเช่นนี้ ความอึดอัดในใจนางก็ทุเลาลงไปมาก เดิมทีคิดว่าในเื่นี้มีเพียงนางเท่านั้นที่ถูกหลอก ไม่คิดว่าตอนแรกกงจื้อิเองก็ไม่รู้เื่ด้วย หากจะตำหนิเขาภายหลังที่ยังคงปิดบังนางอยู่ ก็เป็เพราะเขาหวังดีต่อนางกับลูกชาย แต่ถ้าจะให้อภัยเขาทันที ก็ดูเหมือนจะไม่เต็มใจสักเท่าไร…
อวิ๋นหยาถือกล่องอาหารกลับมาจากห้องครัว เกรงว่าจะปลุกนายหญิงให้ตื่น นางจึงเดินค่อยๆ เดินย่องๆ ผ่านฉากกั้นไปถึงได้พบว่าอวิ๋นอิ่งกับเฉิงเหนียงจื่อต่างก็คุกเข่าอยู่ที่พื้น นางใและรีบวิ่งไปคุกเข่าด้วยกัน
ติงเหว่ยเห็นนางทำหน้าตาเซ่อซ่า ทั้งๆ ที่ไม่รู้อะไรเลยแต่ก็ยังคุกเข่าตามไปด้วย ติงเหว่ยไม่รู้จะทำอย่างไรพร้อมกับพูดตำหนิว่า “เ้าไม่รู้อะไรเลยแล้วจะคุกเข่าตามทำไม? ยังไม่รีบลุกขึ้นอีก ข้าหิวจนไม่มีแรงแล้ว!”
“ไอ๊หยา แม่นางหิวแล้ว ช่างดีจริงๆ เลย” อวิ๋นหยาเองเดิมทีก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พอได้ยินนายหญิงบอกว่าหิวก็รีบลุกขึ้นแล้วจัดวางอาหารอย่างรวดเร็วพร้อมกับไม่ลืมถามเื่ซุบซิบไปด้วย “แม่นาง เมื่อครู่นี้ป้าหลี่บอกว่าเมื่อแม่นางหายดีแล้ว อยากเชิญท่านไปดื่มสุราที่งานแต่งของพี่เสี่ยวชิงกับเสี่ยวฝูจื่อที่บ้านของพวกเขา ตอนนั้นพี่เสี่ยวชิงหน้าแดงแล้ววิ่งหนีไปทันทีเลย”
“พูดถึงเื่นี้ กลับกลายเป็ข้าที่ทำให้เื่แต่งงานของเสี่ยวชิงล่าช้า” ติงเหว่ยที่มือทั้งสองถูกมีดบาดและพันด้วยผ้าฝ้ายอยู่ กำลังตักข้าวต้มด้วยท่าทางเงอะงะพร้อมกับสั่งว่า “อวิ๋นอิ่ง พรุ่งนี้เช้าเอาเงินสิบตำลึงกับผ้าไหมสองผืนจากหีบของข้าไปมอบให้เสี่ยวชิง แล้วบอกป้าหลี่ให้จัดงานแต่งงานเร็วๆ รอให้นางมีหลานชายตัวอ้วนๆ แล้ว ข้าจะมอบสร้อยคอทองคำให้เด็กน้อยสักเส้น”
“อ๊ะ เ้าค่ะๆ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้เลย” อวิ๋นอิ่งดีใจมากที่ได้ยินแม่นางสั่งให้นางทำงานจนเกือบจะหลั่งน้ำตาอีกครั้ง นางรีบลุกขึ้นเดินออกไปทันที เฉิงเหนียงจื่อเองก็ยิ้มแย้มไม่แพ้กัน นางรวบเสื้อคลุมแล้วกลับไปที่ห้องเล็กๆ เพื่อเฝ้าคุณชายน้อยนอนต่อ
เมื่อกงจื้อิเข้ามาพร้อมกับเกล็ดน้ำค้างบนตัว ติงเหว่ยเพิ่งจะวางถ้วยโจ๊กลง เขากวาดตาไปมองหม้อข้าวต้มที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่ง แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ตักโจ๊กมาให้ข้าถ้วยหนึ่ง”
อวิ๋นหยาเหลือบมองแล้วเห็นว่าแม่นางไม่ได้แสดงท่าทีคัดค้านอะไร ก็รีบเปลี่ยนถ้วยใหม่ให้ทันที
กงจื้อิกินโจ๊กหมดภายในสองสามคำแล้ววางถ้วยลง อวิ๋นหยานานๆ ทีจะมีไหวพริบอย่างหาได้ยาก ก็เก็บถ้วยชามอย่างลวกๆ แล้วถอยออกไป
ติงเหว่ยรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอยู่บ้าง แม้ว่าภายในใจยังคงรู้สึกน้อยใจ แต่กงจื้อิก็ไม่ได้ผิดอะไร ดูเหมือนจะไม่ควรโกรธเขามากเท่าไรนัก
แต่ให้นางเอ่ยปากขอโทษก็เหมือนกับเ้าหวังเหยี่ย [1] ในวันที่ยี่สิบสามของเดือนสิบสองที่ริมฝีปากถูกทาด้วยน้ำตาลเหนียวจนไม่สามารถเปิดปากพูดได้เลย
กลับเป็กงจื้อิที่เอนตัวนั่งลงบนม้านั่งแล้วจับมือนางเอาไว้ มือใหญ่ยังคงอบอุ่นเช่นเคย แม้จะััผ่านผ้าฝ้ายหนาก็ยังรู้สึกได้อย่างชัดเจน
ติงเหว่ยขยับนิ้วไปมาด้วยความไม่สบายใจ กงจื้อิมองด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความรู้สึกผิดและความสงสาร เขาพูดเบาๆ ว่า “แผลยังเจ็บมากอยู่ไหม?”
“อืม!” ติงเหว่ยตอบรับเบาๆ กงจื้อิไม่ได้ถือสาแล้วพูดต่อว่า “ข้าได้กำหนดการเดินทางกลับลี่สุ่ยไว้ในอีกสามวันข้างหน้า ระหว่างทางอาจจะมีการกระทบกระเทือนบ้างเล็กน้อย เ้าจัดเตรียมของกินของใช้ไว้ให้พร้อม หลังจากนี้ที่ไหนมีข้า เ้าก็ต้องอยู่ที่นั่น ดังนั้นคนข้างกายที่เ้าต้องใช้ก็ต้องพาไปด้วยทั้งหมด”
ติงเหว่ยขมวดคิ้ว นางทนไม่ไหวจนเอ่ยปากถามว่า “ทำไมข้าต้องไปกับท่านด้วย? อีกอย่างถ้าข้าไปแล้วที่จวนกับโรงงานจะทำยังไง?”
“หลังตรุษจีนจะมีศึกใหญ่และหลังจากนั้นกองทัพจะบุกเข้าเมืองหลวงโดยตรง ตอนนั้นเ้าจะอยู่ในเมืองก็ดี หากไม่้า ไม่ว่าจะเป็ที่ดินหรือโรงงานมากเท่าใด ก็พูดออกมาได้ตามที่เ้า้า”
กงจื้อิเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้วจึงพูดได้อย่างราบรื่น แต่ติงเหว่ยที่ฟังกลับรู้สึกว่ามันง่ายเกินไป นางจึงจงใจจับผิดว่า “ท่านรู้ได้อย่างไรว่าจะชนะา ถ้าเกิดว่าแพ้ล่ะ? ตอนนั้นข้ากับอันเกอเอ๋อร์จะทำยังไง? มิสู้ปล่อยให้ไปหาพ่อแม่ข้าทางใต้จะไม่ดีกว่าหรอกหรือ?”
กงจื้อิยิ้มบางๆ แต่ไม่ตอบคำถาม สีหน้าของเขาเหมือนพ่อที่เผชิญหน้ากับเด็กที่เอาแต่ใจ ทำให้ติงเหว่ยรู้สึกหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อย แต่นางก็ยังดื้อรั้นไม่ยอมอ่อนข้อ
“เ้าคือผู้หญิงของข้า อันเกอเอ๋อร์คือสายเืของสกุลกงจื้อ ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ ข้าจะไม่ยอมให้พวกเ้าจากข้าไป อย่าคิดมากเกินไปเลย”
“ท่านช่างไร้เหตุผลเสียจริง!” ติงเหว่ยโกรธจนตาวาว “ต่อไปท่านจะมีผู้หญิงอีกกี่คน จะมีลูกอีกกี่คน ยังไงก็ไม่จำเป็ต้องมีพวกเราสองแม่ลูก แต่ทำไมถึงไม่ปล่อยให้ข้ากับลูกได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขบ้าง?”
“ข้าเคยบอกแล้ว” กงจื้อิโน้มตัวลงมาจนั์ตาดำขลับของเขาจ้องตรงมาที่ติงเหว่ย เสียงของเขาทุ้มต่ำและหนักแน่น “ตลอดชีวิตนี้ของข้ากงจื้อิจะมีสตรีแค่เ้าเพียงคนเดียว และข้า้าเพียงสายเืของเราเพื่อสืบทอดบัลลังก์และแผ่นดินของข้า!”
ความแข็งแกร่งในความเป็บุรุษของเขาทำให้ติงเหว่ยหน้าแดงยิ่งขึ้น แต่นางก็ยังยืนกรานที่จะโต้แย้งว่า “ถ้าวันหนึ่งท่านมีหญิงอื่น ข้าจะพาอันเกอเอ๋อร์ไป และท่านก็ห้ามขัดขวาง!”
“ไม่มีทางที่จะมีวันนั้น!”
กงจื้อิก้มลงจูบบนหน้าผากของนางอย่างหนักแน่น แสดงถึงความเข้มแข็งแต่ก็มีความอ่อนโยนอยู่ในที “นอนเถอะ พรุ่งนี้มีงานเลี้ยง เดี๋ยวจะเปลี่ยนเสื้อผ้าให้อันเกอเอ๋อร์สักหน่อย ข้าจะพาเขาไปพบแขก”
“อะไรนะ?” ติงเหว่ยที่กำลังจะปฏิเสธ แต่กงจื้อิกลับลุกขึ้นแล้วเดินออกไป นางไม่ทันได้ขัดขวางเื่ส่วนตัวนี้ ก็รีบถามถึงเื่สำคัญแทนว่า “เมื่อวานนี้มีพี่น้องเสียชีวิตไปเท่าไร? เฉิงเถี่ยหนิวยังมีชีวิตอยู่ไหม แล้วท่านแม่ทัพเ้าล่ะ?”
กงจื้อิหยุดเดินเล็กน้อยและลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ในที่สุดก็ยังตอบว่า “เมื่อวานมีคนเสียชีวิตหนึ่งร้อยสามสิบแปดคน าเ็สาหัสสี่สิบเก้าคน ส่วนเหล่าทหารที่าเ็อยู่เดิมนั้นไม่มีใครรอดชีวิตเลย”
“อะไรนะ!” แม้ว่าติงเหว่ยจะคาดการณ์ไว้ว่าผลลัพธ์จะเลวร้าย แต่ก็ไม่คาดคิดว่าจะน่ากลัวขนาดนี้ เมื่อคิดถึงใบหน้าที่คุ้นเคยเ่าั้หายไปในพริบตา น้ำตาของนางก็ไหลออกมาทันที “ช่วยจดชื่อของพวกเขาให้ข้า ข้าจะดูแลพ่อแม่ของพวกเขาจนวาระสุดท้าย และดูแลลูกๆ ของพวกเขาจนเติบโตเป็ผู้ใหญ่”
กงจื้อิคิดจะบอกว่าเขาได้จัดการเื่นี้ไว้แล้ว แต่เมื่อคิดว่านางต้องใช้เวลาในการพักฟื้นอีกหลายเดือน การหากิจกรรมให้นางทำก็น่าจะดีกว่าให้นางนั่งคิดมากไปเรื่อยๆ
“ตกลง พรุ่งนี้จะให้อวิ๋นอิ่งนำมาให้ เ้านอนเถอะ”
“ตกลง”
กงจื้อิหมุนตัวเดินอ้อมฉากกั้นไป อวิ๋นอิ่งที่เฝ้าอยู่หน้าประตูรีบก้าวเข้ามาทันที กงจื้อิพยักหน้าและสั่งเบาๆ ว่า “ดูแลให้ดี หากมีอะไรให้รีบมารายงานทันที”
“รับทราบเ้าค่ะ” อวิ๋นอิ่งตอบรับก่อนจะเดินเข้าไปในห้อง ปรากฏว่านางเห็นติงเหว่ยกำลังยื่นแขนไปหยิบกระดาษและพู่กันบนโต๊ะ นางใรีบเข้ามาช่วยปรนนิบัติรับใช้ “แม่นาง ท่านมีเื่อะไรก็สั่งข้าเถอะ อย่าทำให้าแเจ็บขึ้นอีกเลย”
ติงเหว่ยแตะขาของตนเองที่ยังเจ็บอยู่ด้วยความอึดอัดใจ แล้วบอกว่า “ช่วยหยิบกระดาษและพู่กันให้ข้าที ข้าจะเขียนอะไรบางอย่าง”
อวิ๋นอิ่งรีบยกโต๊ะไม้หอมเล็กๆ มาวางบนเตียง แล้วก็นำเชิงเทียนมาปรับแสงให้สว่างขึ้น
ติงเหว่ยจับพู่กันขึ้นมา แต่ไม่รู้จะเริ่มเขียนจากตรงไหน
ว่ากันว่าแต่ละเวลาและสถานที่ที่ต่างกัน สถานะและสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน ก็กำหนดให้ความคิดแตกต่างกันไป
แน่นอนว่านางก็เป็เพียงหญิงสาวธรรมดา ไม่มีความทะเยอทะยานอะไรนัก อย่างมากก็แค่ชอบเงินทองและอาหารอร่อยๆ
เมื่อก่อนนางแค่้าให้ลูกชายเติบโตอย่างปลอดภัย จึงทำให้ครอบครัวร่ำรวยขึ้นมา จนหาเงินได้พอซื้อบ้านและเปิดร้านเล็กๆ แม้ว่าจะไม่ร่ำรวยนัก แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้นางกับลูกชายอยู่อย่างสุขสบาย
ต่อมาเมื่อนานวันเข้าก็เป็ความรักกับกงจื้อิ ด้วยความกังวลเกี่ยวกับสถานะและชนชั้นของเขา นางจึงเริ่มคิดหาหนทางช่วยเหลือเขา เพราะไม่อยากเป็เพียงคนไร้ประโยชน์ที่อยู่ข้างเขา
ตอนนี้ลูกชายของนางกำลังจะถูกประกาศให้คนทั่วไปรู้ว่าเป็เืเนื้อเชื้อไขเพียงคนเดียวของสกุลกงจื้อ และอาจกลายเป็ทายาทสืบทอดแผ่นดินซีเฮ่าในอนาคต ส่วนนางนั้นหากสัญญาของกงจื้อิไม่ได้เป็เื่ง่ายๆ เหมือนอย่างที่พูด นางก็จะต้องกระโจนเข้าสู่เมืองหลวงที่เป็ดั่งบ่อย้อมขนาดใหญ่ [2] เพื่อปกป้องลูกชายและรักษาความรักนี้ไว้
แม้ว่ากงจื้อิจะคอยปกป้องนาง แต่นางก็ยังไม่สบายใจ ไม่ว่าจะเป็อำนาจหรือความมั่งคั่ง อย่างไรนางก็ต้องคว้าสิ่งใดสิ่งหนึ่งไว้เพื่อเตรียมพร้อมในยามจำเป็
และที่สำคัญที่สุดคือ คนที่สูญเสียชีวิตเพื่อปกป้องนางกับลูกชาย อย่างไรครอบครัวของพวกเขาต้องได้รับการดูแล และสำหรับผู้ที่ภักดีต่อนางในอนาคตก็ต้องให้พวกเขาไม่มีความกังวล ทั้งหมดนี้ต้องใช้ทั้งเงินทองและอำนาจ
นางเกิดมาในครอบครัวชาวนา เมื่อนึกถึงอำนาจ นอกจากพึ่งพาการปกป้องของกงจื้อิแล้วก็ไม่มีทางเลือกอื่น แต่ความมั่งคั่งนั้นนางยังสามารถพยายามหามาได้ ในชาติก่อนนางเคยเห็นสิ่งแปลกใหม่มามากมาย ถ้านางวางแผนดีๆ มันคงไม่ยากที่จะสร้างรากฐานที่มั่นคงเพื่อการดำรงชีวิต
เมื่อคิดดังนั้นนางก็หยิบพู่กันขึ้นมา เขียนทุกสิ่งทุกอย่างที่นางนึกออก ไม่ว่าจะเป็อาหาร ของใช้ ยา หรืออาวุธ ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือไม่ก็ตามล้วนจดมันไว้ทั้งหมด…
อวิ๋นอิ่งเห็นนายหญิงเขียนอย่างตั้งใจ จึงยื่นมือไปช่วยฝนหมึก บางครั้งก็อดไม่ได้ที่จะลอบมองด้วยความสงสัย แต่กลับไม่พบคำที่คุ้นเคยเลย เครื่องบินคืออะไร? ไก่ตัวเมียที่บินได้? ปืนใหญ่ล่ะคืออะไรกันนะ?
ติงเหว่ยเขียนจนข้อมือปวดเมื่อยถึงได้วางพู่กันลง สุดท้ายนางก็เป่าหมึกให้แห้งและเก็บมันไว้ใต้หมอนของตนเอง
“นอนเถอะ พรุ่งนี้เช้ายังมีงานต้องทำอีก”
“เ้าค่ะ แม่นาง” อวิ๋นอิ่งรีบเก็บโต๊ะ จากนั้นก็ปูเสื่อผืนหนาแล้วนอนลงที่เก้าอี้นวมข้างล่าง
ติงเหว่ยไม่ได้ไล่ใครออกไป นางหันไปมองกรอบหน้าต่างที่เริ่มมีแสงสีขาวบางๆ ส่องเข้ามา แล้วถอนหายใจเบาๆ
การเกิดมาเป็คนสองชาติ ทำให้นางไม่ได้เป็เด็กสาวที่เชื่อในคำสัญญาอย่างง่ายดายอีกต่อไป หลายครั้งหาก้าความรักที่ยืนยาว ไม่เพียงแต่้าความรู้สึกอย่างลึกซึ้ง ยัง้าการพึ่งพาซึ่งกันและกัน
เถาวัลย์แม้ว่าจะรักต้นไม้ใหญ่เพียงใด ก็ไม่สามารถต้านทานการทดสอบของกาลเวลาได้ คนที่จับมือกับต้นไม้ใหญ่อยู่เคียงข้างกัน มองฝนมองฟ้าด้วยรอยยิ้มด้วยกัน ก็เป็ต้นไม้ใหญ่อีกต้นเสมอ
นางอาจไม่มีความทะเยอทะยาน แต่นางต้องมีพลังที่จะปกป้องตนเองและลูกชายได้ นางอาจสละความร่ำรวยและเกียรติยศได้ แต่จะไม่มีวันยอมให้ผู้หญิงคนไหนมาแย่งชิงไปในวันหนึ่ง…
ท้องฟ้าในฤดูหนาวมักจะสว่างช้ากว่าปกติ ดวงอาทิตย์ก็เช่นกัน โผล่หน้ามาเพียงครู่เดียวก็กลับไปซ่อนตัวหลังเมฆเพื่อนอนหลับอย่างี้เีต่อ
วันนี้ที่ว่าการเ้าเมืองเฉียนโจวกลับคึกคักเป็พิเศษ เพียงฟ้าสางก็เปิดประตูหลังแล้ว มีการส่งไก่ เป็ด และปลาเข้าไปไม่ขาดสาย ไหนจะมีของแห้งและของจากูเาหลายชนิดอีก และยังมีเข่งผลไม้สดอีกสองใบด้วย
อวิ๋นหยาไปเอาอาหารเช้าที่ครัว นางกลับมาพร้อมกับความตื่นตาตื่นใจ ระหว่างที่จัดอาหารไปนางก็พูดไม่หยุดด้วยความตื่นเต้น
“แม่นาง ท่านไม่ได้เห็นด้วยตาตนเอง มีคนเอาตีนหมีสองคู่มาส่งด้วย เืยังไหลอยู่เลย แล้วก็ยังมีคู่กวางตัวเป็ๆ ดูแล้วน่าสนุกมาก หากกินลงไปคงเสียดายแย่”
-----------------------------------------
[1] เ้าหวังเหยี่ย 灶王爷 หมายถึง เทพเ้าเตา ตามความเชื่อของชาวจีนวันที่ 23 เดือน 12 จะเป็วันเซ่นไหว้ส่งเทพเ้าเตากลับ์ ชาวจีนมักจะทำขนมแป้งเหนียวรสหวานคล้ายขนมตังเมมาเซ่นไหว้เทพเ้าเตา ผู้ลงมาประจำอยู่ในโลกมนุษย์หนึ่งปีเพื่อเคยสอดส่องพฤติกรรมผู้คนตามครัวเรือน โดยมีความเชื่อว่าขนมหวานจะติดปากเทพเ้า กลายเป็เทพเ้าปากหวานกลับสู่์ไปรายงานแต่เื่ดีๆ ของสมาชิกแต่ละครัวเรือน
[2] บ่อย้อมขนาดใหญ่ 大染缸 หมายถึง สภาพแวดล้อมหรือสถานที่ที่เต็มไปด้วยอิทธิพลต่างๆ ทั้งเชิงบวกและเชิงลบ โดยเฉพาะอิทธิพลเชิงลบ คำอุปมานี้มาจากการทำงานของบ่อย้อม กล่าวคือบ่อขนาดใหญ่ที่ใช้ย้อมสิ่งของต่างๆ ในบริบทของสังคม วงการบันเทิง ข้าราชการ และบริบทอื่นๆ บ่อย้อมขนาดใหญ่นี้ใช้เพื่ออธิบายสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนซึ่งผู้คนได้รับผลกระทบจากอิทธิพลต่างๆ ได้ง่าย ทั้งดีและไม่ดี โดยเฉพาะอิทธิพลที่ไม่ดี
