อีกฝั่งหนึ่ง จ้าวฉินเสวียได้ยินดังนั้นก็หัวเราะร่าอย่างขบขัน
"ดูสิ ก่อนหน้านี้คุณเคยชี้แนะแนวทางนิยายที่ฉันเขียน บอกว่าต้องเขียนให้ดีกว่านี้ แต่พอลองเขียนเองดูบ้างถึงได้รู้ว่าการเขียนนิยายไม่ใช่เื่ง่ายอย่างที่คิดใช่ไหมล่ะ"
เฉินเฟิงรีบตอบแก้เขิน
"ผมแค่บอกว่าอย่าใช้ชื่อจริงของผมเป็ชื่อตัวเอกก็เท่านั้นเอง ผมน่ะสนับสนุนให้เธอเขียนอยู่แล้ว
ยิ่งถ้าเขียนออกมาดีนะ เดี๋ยวผมลงทุนสร้างเป็หนังหรือไม่ก็ซีรี่ส์ให้เลย"
จ้าวฉินเสวียพยักหน้าพลางยิ้มหวาน
"งั้นก็ดีแล้ว อย่าลืมคำพูดตัวเองก็แล้วกัน"
หลังจากนั้น เฉินเฟิงก็เริ่มดำเนินกิจวัตรประจำวันในฐานะประธานบริษัท โดยไปโผล่หน้าตามบริษัทในเครือของเฟิงฮวาเจว๋ต้ายกรุ๊ปมากกว่าสิบแห่งติดต่อกัน
เขาทำเพื่อให้พนักงานของบริษัทในเครือทั้งหมดได้รู้จักและคุ้นเคยกับใบหน้าของประธานบริษัท
เมื่อเฉินเฟิงได้เห็นว่าบริษัทในเครือมีพนักงานมากมายแค่ไหน เขาก็อดถอนหายใจด้วยความรู้สึกหลากหลายไม่ได้
ในชาติก่อน เขามุ่งเน้นการเล่นหุ้นและลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพจึงไม่ได้มีลูกน้องมากมายเช่นนี้
แต่มาถึงปัจจุบัน เฟิงฮวาเจว๋ต้ายกรุ๊ปกลับขยายอาณาจักรแทรกซึมไปในหลากหลายธุรกิจ มีพนักงานมากมายนับไม่ถ้วน ทำให้เฉินเฟิงรู้สึกราวกับได้มีครอบครัวใหญ่
เมื่อนึกถึงเื่ครอบครัว เฉินเฟิงก็ตระหนักว่าถึงเวลาอันสมควรที่จะต้องกลับบ้านเกิดไปรับพ่อแม่มาอยู่ในเมืองสักที
ด้วยเหตุนี้ เฉินเฟิงจึงพาอนุภรรยาทั้งสามอย่างจ้าวฉินเสวีย จางหลิงเจี๋ย และหลินชิวหยุน กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดด้วยกันเป็ครั้งแรกด้วยรถหงฉี
หลังจากไม่ได้พบกันเพียงห้าเดือน แต่พ่อแม่กลับดูชราภาพลงไปมาก
แต่สุขภาพจิตยังคงแจ่มใสดีดังเดิม ดูเหมือนว่าสาเหตุหนึ่งอาจเป็เพราะลูกชายของผู้ใหญ่บ้านไม่กล้ามารังควานพ่อของเขาอีกแล้ว
เนื่องจากคำพูดที่เคยเป็แค่คำโกหกหลอกลวงเมื่อครั้งก่อนนั้นได้กลายเป็ความจริงแล้ว
บริษัททัวร์เฟิงฮวาเจว๋ต้ายได้ทำการลงทุนเป็จำนวนเงินมหาศาลที่สูงถึงห้าสิบล้านหยวน เพื่อซื้อที่ดินผืนใหญ่ในหมู่บ้านสำหรับเตรียมพัฒนาให้เป็แหล่งท่องเที่ยว
ในครั้งนั้น เฉินเฟิงได้โกหกว่าหลิ่วอีอีคือเ้านายของเขาซึ่งกำลังวางแผนพัฒนาหมู่บ้านแห่งนี้
ตอนนี้ เื่ราวดังกล่าวก็ได้กลายเป็ความจริงโดยสมบูรณ์
เมื่อเวลาผ่านไปสองสามเดือน โครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวของหมู่บ้านก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น
เมื่อเฉินเฟิงสังเกตเห็นเส้นผมหงอกขาวที่เริ่มแซมประปรายบนศีรษะของผู้เป็พ่อแม่ เขาจึงนำความรู้ทางการแพทย์มาใช้ตรวจดูอาการพวกท่าน เขาถึงได้รู้ว่าพ่อเริ่มมีภาวะน้ำตาลในเืสูงแล้ว
โชคดีที่อาการยังไม่ลุกลามจนกลายเป็โรคเบาหวาน
ด้วยเหตุนี้ สิ่งแรกที่เฉินเฟิงทำหลังจากกลับมาเยือนบ้านเกิดคือการรักษาปัญหาน้ำตาลในเืสูงของพ่อให้หายขาด
ภายใต้ทักษะอันน่าอัศจรรย์ในการรักษาด้วยลมปราณ ภาวะน้ำตาลในเืสูงของพ่อจึงหายดีโดยพลัน
ขนาดคุณแม่เฉินที่อยู่เคียงข้างยังอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
"ลูกรัก ไม่เจอกันแค่ห้าเดือน ลูกไปเรียนวิชาแพทย์มาด้วยเหรอ? แถมยังพาเมียน้อยมาตั้งสามคนด้วย?"
เมื่อกล่าวจบ สายตาของคุณแม่เฉินก็จับจ้องไปที่จ้าวฉินเสวีย จางหลิงเจี๋ย และหลินชิวหยุนอย่างไม่วางตา
เมื่อเฉินเฟิงเห็นว่าเขารักษาอาการป่วยของพ่อจนหายดีแล้ว เขาถึงได้ยิ้มอย่างอิ่มเอมใจ
"ใช่แล้วครับแม่ แล้วอีกเดี๋ยวแม่จะกลายเป็คุณตาคุณยายได้อุ้มหลานแล้วนะครับ"
เฉินเฟิงชี้ไปที่ท้องของจางหลิงเจี๋ยและหลินชิวหยุนด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ
การที่สามารถทำให้สาวงามทั้งสองตั้งครรภ์ได้ภายในคืนเดียวนับเป็ความสามารถอันน่าทึ่งของเขา!
เมื่อคุณแม่เฉินได้ยินเช่นนั้น เธอก็ฉีกยิ้มกว้างด้วยความปลาบปลื้มและต้อนรับจางหลิงเจี๋ยและหลินชิวหยุนอย่างกระตือรือร้นเป็พิเศษ
หลังจากนั้น เฉินเฟิงพักอยู่ที่บ้านราวครึ่งวัน ก่อนจะรีบไปตามหาพนักงานที่เหมาะสมในตลาดแรงงาน
เขา้าสร้างทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินบนโลกอินเทอร์เน็ตเป็ของตัวเอง ซึ่งจะช่วยให้เขาเล่นหุ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
บุคลากรเช่นนี้ไม่สามารถหาได้จากผู้มีความสามารถที่มีอยู่แล้วในเฟิงฮวาเจว๋ต้ายกรุ๊ป จำเป็ต้องจ้างใหม่เท่านั้น
ที่สำคัญกว่านั้น เฉินเฟิงต้องคัดเลือกพวกเขาด้วยตนเอง
หลังจากใช้ความพยายามอย่างไม่ลดละ ในที่สุดเฉินเฟิงก็ประสบความสำเร็จในการคัดสรรแม่ทัพใหญ่มาได้สี่คน
เซี่ยงจิน ผู้ชาย อายุ 30 ปี เนื่องจากในสมัยวัยหนุ่ม เขาสูญเสีย่เวลาอันมีค่าไปกับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ต้องสูญเสียทั้งเงินทองและเวลาเป็จำนวนมหาศาลจนต้องยอมแพ้ และหันไปทำงานเป็แรงงานราคาถูกในบริษัทที่จ่ายเงินเดือนต่ำ ภายหลังเมื่อถูกเฉินเฟิงที่เกิดใหม่พบเจอ เขาจึงได้รับการชักชวนให้เข้าร่วมทีมการเงินของเฉินเฟิง
อู๋ฮ่าว อายุ 32 ปี เป็ผู้หลงใหลคลั่งไคล้ในโลกอินเทอร์เน็ต มีนิสัยใจร้อน และชอบค้นหาวิธีการสื่อสารที่หลากหลายมาั้แ่สมัยเด็ก เขามีความฝันอันยิ่งใหญ่เกี่ยวกับการทำธุรกิจในวงการอินเทอร์เน็ต แต่ไม่เคยได้รับการหยิบยื่นโอกาสให้ ต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย จนในที่สุดต้องกลับมาใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบในชนบท อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นประกาศรับสมัครงานของเฉินเฟิงในหนังสือพิมพ์ เขาลังเลใจอยู่พักใหญ่ก่อนจะตัดสินใจสมัครเข้าร่วมทีมของเฉินเฟิง จนได้กลายเป็ส่วนหนึ่งของโลกอินเทอร์เน็ตอีกครั้ง
หยางขวง อายุ 22 ปี เขาเป็ช่างเทคนิคด้านอินเทอร์เน็ตที่ไม่เปิดเผยตัวตน ชอบท่องเที่ยวไปทั่ว แต่มักต้องกลับบ้านมาใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเพราะขาดแคลนเงินทอง จนต้องเข้าโรงงานทำงานในสายพานการผลิต ต่อมาเมื่อทราบข่าวว่าเฉินเฟิงกำลังรับสมัครช่างเทคนิคด้านอินเทอร์เน็ต เขาจึงตัดสินใจโดยไม่ลังเลที่จะเข้าร่วมทีมกับเฉินเฟิง
จิ้งเซี่ยง อายุ 25 ปี เป็แฮกเกอร์มากฝีมือ เขาใช้ทักษะการแฮกข้อมูลทำการโจรกรรมสมบัติโลกอย่างต่อเนื่องเพื่อหาเงินมารักษาน้องสาวเพียงคนเดียวที่เขามี เขากำลังพยายามตามหาผู้มีกรุ๊ปเืแพนด้า [1] จากทั่วทุกมุมโลก จนกระทั่งถูกเฉินเฟิงชักจูงให้รู้จักสำนึกผิดและกลายมาเป็ผู้ช่วยคนสำคัญของเฉินเฟิงในที่สุด
แม้การจ้างทั้งสี่คนนี้จะทำให้เฉินเฟิงต้องทุ่มเทความพยายามและเวลาไปไม่น้อย เนื่องจากพวกเขาล้วนมีประสบการณ์และภูมิหลังที่แตกต่างกัน
หลังจากทีมการเงินออนไลน์ของเขาค่อยๆ จัดตั้งจนเสร็จสมบูรณ์ เฉินเฟิงก็ตัดสินใจซื้อตึกสำนักงานแห่งใหม่พร้อมกับอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงานล้ำสมัยมากมาย โดยเฉพาะโน้ตบุ๊กรุ่นล่าสุด
เจ็ดวันต่อมา บริษัทหลักทรัพย์เฟิงฮวาเจว๋ต้ายที่เฉินเฟิงจัดตั้งขึ้นด้วยตัวเองก็เปิดดำเนินการอย่างเป็ทางการ
หลังจากเปิดบริษัทใหม่ เฉินเฟิงคอยมองหาจังหวะ คำนวณเวลาด้วยความรู้จากชาติก่อน แล้วตัดสินใจซื้อหุ้นบางตัวที่ราคากำลังดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง
เพียงไม่กี่วันให้หลัง เฉินเฟิงรับรู้ว่าหุ้นของตนพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งแท้จริงแล้วในใจเขาก็ได้คาดการณ์ผลลัพธ์เช่นนี้ไว้แล้ว เขาจึงเผยรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจออกมา
อีกไม่กี่วันต่อมา หลังจากเทรดหุ้นออกมาแล้ว เฉินเฟิงก้าวขึ้นเป็เศรษฐีรายใหญ่ของตลาดหุ้นในรอบนี้ โดยทำกำไรได้มหาศาลถึงหมื่นล้านหยวน
ด้วยเหตุที่ทุกๆ สิ้นรอบการซื้อขายหุ้นจะมีงานเลี้ยงเพื่อแลกเงินหนึ่งครั้ง ซึ่งมีไว้เพื่อแสดงความยินดีกับ่เวลาแห่งความสุขของเหล่านักลงทุน ขณะเดียวกันก็เพื่อให้กำลังใจนักลงทุนคนอื่นว่าแม้ยังไม่ได้รางวัลใหญ่ แต่ก็ยังมีโอกาสคว้ามันได้อยู่ ถือเป็การปลุกใจและจูงใจนักลงทุนคนอื่นๆ ไปพร้อมๆ กัน
ในงานเลี้ยงเทรดหุ้นครั้งนี้ เฉินเฟิงผู้ซึ่งแต่ก่อนไม่เคยเป็ที่รู้จักในตลาดหุ้นเลยก็ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้านักลงทุนมากมาย
ผู้คนจำนวนไม่น้อยได้ยินมาว่าผู้ได้รางวัลครั้งนี้เป็มือใหม่ ต่างจากผู้ที่ได้รางวัลก่อนหน้าซึ่งล้วนเป็เศรษฐีเก่าหรือชนชั้นสูง เื่เช่นนี้จึงสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ชนะหน้าใหม่ไม่น้อย
ด้วยเหตุนี้ เหล่าเศรษฐีและนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จึงค่อนข้างหัวเสียว่าใครกันที่มีดวงปลาคราฟ [2] ถึงขนาดนี้ ดวงดีจนสามารถซื้อหุ้นที่มีศักยภาพหลายตัวมาได้
ในหอประชุมใหญ่ของตลาดหุ้น นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายคนแวะเวียนมาพบปะเฉินเฟิงด้วยความอยากรู้อยากเห็น เมื่อพบว่าเฉินเฟิงกำลังยืนอยู่บนเวที ในใจพวกเขาต่างพากันคิดวางแผนต่างๆ นานาว่าหากพวกเขาสามารถดึงคนที่มีโชควาสนาเช่นนี้มาอยู่ข้างตัวเองได้ เช่นนั้นคงเป็การนำโชคมาสู่ธุรกิจของตนได้ไม่มากก็น้อย
นับั้แ่เหตุการณ์เทรดหุ้นครั้งก่อน เฉินเฟิงได้รับการยอมรับจากทุกคนในฐานะ ‘ปลาคราฟเฉิน’ ทำให้เขาได้รู้จักมักคุ้นกับเศรษฐีในแวดวงการเงินจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเฉินเฟิงจะทำกำไรจากหุ้นได้มหาศาล แต่เขาก็ไม่ได้หยุดนิ่งเฉย หากแต่นำเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนในธุรกิจของตน ขยายอาณาจักรทางการเงินอย่างต่อเนื่อง
นับั้แ่ที่เฉินเฟิงได้โอกาสกลับมาเกิดใหม่ เขาถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งและได้พัฒนาเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือที่มีชื่อว่าจินจวน ซึ่งส่งผลให้ยุคสมัยพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว
เฉินเฟิงจำได้ว่าในชาติก่อน เขาต้องต่อสู้ดิ้นรนอีกสองสามปีกว่าจะค่อยๆ พัฒนาเทคโนโลยีจินจวนรุ่นแรกออกมาได้
แต่ในชาตินี้ เฉินเฟิงสามารถพัฒนามันออกมาได้ั้แ่ปีแรก จากนั้น เขาก็เริ่มพัฒนาเทคโนโลยีของบริษัทั์ใหญ่ด้านอินเทอร์เน็ตต่อทันที
"ฮ่าๆ... เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ พริบตาเดียวก็ผ่านไปสองปีแล้ว!
เฉินเฟิงผู้นี้ได้สร้างชื่อเสียงให้เฟิงฮวาเจว๋ต้ายเป็ที่รู้จักไปทั่วทั้งโม๋ตูและทั่วประเทศ"
เฉินเฟิงหวนนึกถึงเส้นทางธุรกิจที่พัฒนาขึ้นอย่างก้าวะโใน่สองปีที่ผ่านมา ทำให้เขาอดกลั้นเสียงหัวเราะแห่งความภาคภูมิใจไว้ไม่อยู่
เชิงอรรถ
[1] เืแพนด้า Rh-negative เป็กรุ๊ปเืที่หายากมากๆ ในหลายพันคนจะมีสักคน ทำให้เป็การยากที่จะหาเืกรุ๊ปนี้เจอเสมือนแพนด้า ทำให้เกิดเป็ชื่อเล่นให้กับเืกรุ๊ปนี้เป็กรุ๊ปเืแพนด้า
[2] ดวงปลาคราฟ ปลาคราฟเป็สัญลักษณ์ของความมั่งคั่งร่ำรวย การมีเงินทองมากมายมหาศาล
