“ลูกหลานของหนิวเถิงมีความสามารถแค่นี้เองรึ?” เงาเฒ่าปีศาจเหลือบตามองปีศาจกระทิงอย่างเ็า
“จ้าวปีศาจ...” หนิวป่ายจ้านกับปีศาจกระทิงขั้นเหินนภามองร่างเงาด้วยความตกตะลึง
จ้าวปีศาจ เป็จ้าวปีศาจจริงๆ ถึงพวกมันจะไม่เคยเห็นจ้าวปีศาจมาก่อน แต่กลิ่นอายของจ้าวปีศาจหลัวโหวฝังลึกลงไปในสายเืของพวกมัน
“คารวะท่านจ้าวปีศาจ!” พวกปีศาจกระทิงที่ดื้อรั้นเกรี้ยวกราดเมื่อครู่คุกเข่าลงกับพื้นทันใด
เฒ่าปีศาจแค่นเสียง “เด็กหนุ่มคนนี้เป็ผู้สืบทอดของข้า ตอนนี้ข้า้ากำลังของพวกเ้าเผ่าปีศาจกระทิง พวกเ้ายินยอมหรือไม่?”
“ข้าขอสาบานจะรับใช้ท่านจนวันตาย!” พวกหนิวป่ายจ้านะโเป็เสียงเดียวกัน
พวกมันเฝ้ารอวันนี้มานานหลายหมื่นปี ั้แ่สมัยโบราณกาลมาจนถึงดึกดำบรรพ์ ในที่สุดจ้าวปีศาจก็กลับมา
เฒ่าปีศาจพยักหน้าพึงพอใจ “ถ้าพวกเ้าทำตัวดี ข้าจะให้รางวัลอย่างงาม หมั่นเพียรฝึกฝน《บันทึกปีศาจกระทิง》ให้ดีล่ะ!”
ทันใดนั้น《บันทึกปีศาจกระทิง》ฉบับสมบูรณ์พลันปรากฏในหัวของพวกหนิวป่ายจ้าน คำบอกเล่าที่คนรุ่นก่อนส่งต่อกันมานั้นเทียบไม่ได้แม้แต่น้อย
เมื่อมี《บันทึกปีศาจกระทิง》เผ่าปีศาจกระทิงจึงสามารถฝึกฝนวิชายุทธ์ ความแข็งแกร่งพุ่งทะยานสูงขึ้นในระยะเวลาอันสั้น
เฒ่าปีศาจถอนพลัง จากนั้นเงาจ้าวปีศาจหลัวโหวก็หายไป พวกหนิวป่ายจ้านมองจูชิงด้วยสายตาเคารพนับถือ
อย่างไรเสียจูชิงก็เป็ผู้สืบทอดของจ้าวปีศาจหลัวโหว ซึ่งปีศาจร้ายทุกตนจะต้องเชื่อฟังจ้าวปีศาจหลัวโหวอย่างไม่มีเงื่อนไข
ถ้าเป็จูชิงพูด ถึงเขาจะมีกลิ่นอายของจ้าวปีศาจหลัวโหว แต่เป็ไปได้ว่าพวกหนิวป่ายจ้านอาจจะไม่เชื่อจูชิง เพลานี้จ้าวปีศาจหลัวโหวปรากฏกายขึ้นเองทั้งยังบอกว่าจูชิงเป็ผู้สืบทอดของเขา พวกหนิวป่ายจ้านไม่อาจหาญกล้าขัดคำสั่งของจ้าวปีศาจหลัวโหว
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง《บันทึกปีศาจกระทิง》ฉบับสมบูรณ์ที่อยู่ในหัว ผู้ที่มีฝีมือพลิกทลายปฐีเฉกเช่นนี้ นอกจากจ้าวปีศาจหลัวโหวในตำนานแล้ว พวกมันยังคิดไม่ออกเลยว่าจะมีใครที่สามารถทำได้อีกบ้าง
“เอาล่ะ จ้าวปีศาจหลัวโหวถ่ายทอด《บันทึกปีศาจกระทิง》ให้กับพวกเ้า ส่วนข้าจะถ่ายทอด《หมัดพฤฒา》ให้แล้วกัน” จูชิงกล่าว
“หมัดพฤฒา วิชายุทธ์ที่หนิวหงใช้ก่อนหน้านี้อย่างนั้นรึ?” หนิวป่ายจ้านเอ่ยถาม
“ใช่แล้ว เป็วิชาของเผ่ามนุษย์ ทว่าไม่ใช่วิชาระดับสูง แต่ก็เพียงพอที่จะปูพื้นฐานให้กับพวกเ้า” จูชิงพยักหน้า
พวกหนิวป่ายจ้านไม่ได้ติดอะไร วิชาสูงหรือต่ำนั้นไม่สำคัญ ขอแค่เหมาะกับพวกมันก็เพียงพอแล้ว
ถ้าจูชิงสอนวิชากระบี่ให้กับพวกมันย่อมไม่ต่างอะไรกับสีซอให้กระทิงฟัง วิชาประเภทที่เหมาะกับปีศาจกระทิงที่สุดก็คือวิชาหมัด กอปรกับร่างกายที่แข็งแกร่งน่าจะสามารถสำแดงพลานุภาพของวิชาขั้นมนุษย์ให้เป็ขั้นลึกลับได้ไม่ยาก
แถบนี้ล้วนแล้วเป็เขตแดนของเผ่าปีศาจกระทิง ในเอกภพนี้เผ่าปีศาจร้ายไม่ได้ปรองดองกันเท่าไหร่นัก หนิวป่ายจ้านจึงไม่ให้จูชิงออกไปนอกอาณาเขตนี้
จูชิงเองก็รู้สึกว่าลำพังแค่เผ่าปีศาจกระทิงก็เพียงพอแล้ว ถ้าพาปีศาจกระทิงไปจากเอกภพ เดาว่าใช้เวลาไม่นานพวกมันจะต้องทะลวงขั้นพลังเป็ขั้น์ปฐีอย่างแน่นอน
“หนิวป่ายจ้าน เ้าอยู่ที่นี่ติดต่อเผ่าพันธุ์ปีศาจอื่นๆ ให้กับข้า” จูชิงพูดกับหนิวป่ายจ้าน
“นายท่านวางใจเถิด” หนิวป่ายจ้านกล่าวอย่างนอบน้อม
จูชิงพาหนิวกังเลี่ย หนิวหง กับปีศาจกระทิงขั้นเหินนภาอีกสองคนไปจากเอกภพ ก่อนไปเขาทิ้งหินปราณกับยาโอสถจำนวนหนึ่งเอาไว้ สำหรับจูชิงแล้ว ปีศาจร้ายที่อยู่ในเอกภพเปรียบเสมือนสมบัติ หากเลี้ยงดูฟูมฟักเป็อย่างดี ภายหลังเขาก็ไม่จำเป็ต้องกลัวใครในทวีปเฉียนหยวนอีกแล้ว
ครั้นจูชิงพาพวกหนิวกังเลี่ยเข้าไปในเกาะหลัวโหว พวกหนิวกังเลี่ยกลืนกินพลังปราณฟ้าดินที่อยู่บริเวณรอบๆ อย่างตะกละตะกลาม พลังปราณฟ้าดินในเกาะหลัวโหวหนาแน่นยิ่งกว่าในเอกภพไม่รู้กี่เท่า พวกมันฝึกฝน《บันทึกปีศาจกระทิง》ไม่จำเป็ต้องบำเพ็ญเพียร ลมปราณก็เพิ่มขึ้นเองอย่างต่อเนื่อง
ในยุคโบราณกาล ปีศาจร้ายเป็ผู้ไร้เทียมทาน และในยุคสมัยนี้ก็ยังเป็เช่นนั้น ขอแค่้าเวลาเท่านั้น จูชิงเชื่อว่าเวลานั้นไม่นานเกินรอ
ัสมุทรอัษฎาเนตรยังคงหลับใหลอยู่ เมื่อซั่งกวานซงมารับจูชิง ครั้นเห็นว่ามีตัวประหลาดสี่คนมากับจูชิงเขาพลันแปลกใจเล็กน้อย ทว่าที่นี่คือเกาะหลัวโหว จูชิงเป็เ้าของเกาะหลัวโหว สยบสัตว์อสูรดึกดำบรรพ์สองสามตัวก็ไม่ใช่เื่แปลกอะไร
อย่างไรก็ตามปีศาจร้ายต้องใช้เวลาสักระยะเพื่อเรียนรู้ภาษากลางที่ใช้ในแผ่นดินใหญ่ ตอนนี้พวกมันฟังออกเล็กน้อย แต่ยังเป็เื่ยากหากจะพูด
จูชิงไม่ได้กลับขุนเขากระบี่เทียนหยวน เขาเลือกที่จะเดินทางสำรวจทวีปิเจี้ยนเทียน อย่างไรเสียทวีปิเจี้ยนเทียนก็เป็ขอบเขตอิทธิพลของขุนเขากระบี่เทียนหยวน ซั่งกวานซงเองก็ไม่ได้คัดค้านอะไร เขายังมีเื่ต้องจัดการในสำนัก จะให้ตามติดจูชิงไปตลอดคงไม่ได้
“นายท่าน พลังปราณที่นี่เข้มข้นมาก ข้าคิดว่าข้าน่าจะทะลวงขั้นพลังในอีกไม่ช้า” หนิวกังเลี่ยตื่นเต้น
จูชิงยิ้มเล็กน้อย “ถ้ายาโอสถไม่พอก็บอกข้า”
เมื่อจูชิงพาปีศาจกระทิงสี่ตัวเข้ามาในคูเมืองของจักรวรรดิต้าฉี ทุกคู่สายตาต่างพากันจับจ้องมองมาที่พวกมันเป็ตาเดียว พวกเขาไม่เคยเห็นปีศาจกระทิงมาก่อน
“จักรวรรดิต้าฉี ถ้าข้าจำไม่ผิด ซั่งกวานเหยียนหลานน่าจะเป็คนของจักรวรรดิต้าฉี” จูชิงคิดในใจ
เมื่อนึกถึงซั่งกวานเหยียนหลานที่ถูกสยบเป็สาวใช้ในตอนนั้น รอยยิ้มพลันปรากฏขึ้นที่มุมปากของจูชิง กายลาวัณย์งดงามชวนลุ่มหลง กระทั่งเขายังเกือบตกหลุมพราง
《ระบำปีศาจ์》ที่เฒ่าปีศาจถ่ายทอดให้กับซั่งกวานเหยียนหลาน ไม่รู้ว่านางฝึกฝนเป็อย่างไรบ้างแล้ว ว่ากันว่าซั่งกวานเหยียนหลานกลับจักรพรรดิต้าฉีไปเมื่อหนึ่งปีก่อน ไม่ได้เข้าร่วมาใดๆ เพราะงั้นนางน่าจะสบายดี
“เ้าหนู คิดถึงหม้อสัมฤทธิ์รึ?” เฒ่าปีศาจหัวเราะ
“หม้อสัมฤทธิ์? ข้าไม่ได้หลอมนางเป็หม้อสัมฤทธิ์เสียหน่อย ถ้าไม่ใช่เพราะเ้ายุยง ข้าไม่มีทางรับนางเป็สาวใช้” จูชิงกลอกตา
“เ้าเด็กปากไม่ตรงกับใจ ถ้าไม่ใช่เพราะข้า เ้าคงปล่อยสาวงามเช่นนั้นไปแล้ว ตอนนี้นางเป็ดอกไม้ของเ้า อยากเด็ดเก็บเมื่อไหร่ก็ย่อมได้” เฒ่าปีศาจยิ้ม
จูชิงี้เีต่อปากต่อคำกับเฒ่าปีศาจ ไหนๆ ก็มาแล้ว ไปเจอซั่งกวานเหยียนหลานสักหน่อยคงไม่เป็ไร
ทว่าอาณาเขตของจักรวรรดิต้าฉีนั้นกว้างใหญ่ไพศาล เขารู้แค่ว่าซั่งกวานเหยียนหลานเป็คนของราชวงศ์ นางเป็บุตรสาวของเ้านคร เป็องค์หญิงแห่งจักรวรรดิ นอกเหนือจากนั้นก็ไม่รู้อะไรอีกเลย
จักรวรรดิต้าฉีเป็อาณาจักรที่ทรงอิทธิพลที่สุดในทวีปิเจี้ยนเทียน มีประชากรเป็หมื่นล้านคน การที่จะหาตัวซั่งกวานเหยียนหลานท่ามกลางผู้คนมากมายเฉกเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับงมเข็มในมหาสมุทร!
จักรวรรดิต้าฉีมีทหารมากกว่าล้านคน แต่ละเมืองมีทหารหลายหมื่นคนคอยคุ้มกัน หัวหน้ากองทหารเป็ขั้นหลอมกายาเป็อย่างน้อย ถ้าเป็แม่ทัพที่สั่งการทหารเลวนับพัน ขั้นพลังอยู่ที่ขั้นสร้างลมปราณเป็อย่างน้อย ส่วนแม่ทัพใหญ่ที่สั่งการทหารนับหมื่นเป็ขั้นหลอมลมปราณเป็อย่างน้อย
กำลังกองทหารไม่ได้ด้อยกว่ากองกำลังของสำนักเท่าไหร่นัก แม้ว่าในแง่ของพลังจะเทียบไม่เท่ากับสำนัก แต่ในแง่ของจำนวน มีแค่ไม่กี่สำนักที่สามารถทัดเทียมกับจักรวรรดิ
“ขออภัย สัตว์อสูรทั้งสี่ที่ท่านนำมานั้นมีหน้าตาน่ากลัว เกรงว่าประชาชนจะเสียขวัญ ท่านช่วยล่ามโซ่พวกมันได้หรือไม่” ทหารรักษาเมืองคนหนึ่งกล่าวด้วยความเคารพ
ทุกวันจะมีจอมยุทธ์เดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศ พวกเขาเคยเห็นจอมยุทธ์มากมายหลายประเภท โดยทั่วไปแล้วจอมยุทธ์ที่เดินทางคนเดียวนั้นมักไม่อ่อนแอ อย่าล่วงเกินจะดีกว่า ไม่เช่นนั้นอาจตายกลายเป็ผีโดยเปล่าประโยชน์ อีกทั้งเบื้องบนไม่มีทางล่วงเกินจอมยุทธ์เพียงเพราะทหารชั้นผู้น้อยอย่างพวกเขา
“โซ่งั้นรึ?” จูชิงเหลือบมองพวกหนิวกังเลี่ยแวบหนึ่ง ถ้าจะล่ามเ้าพวกนี้ ถึงใช้โซ่สิบเส้นก็ไม่มีประโยชน์
“เ้าพวกนี้เชื่องมาก ไม่สร้างปัญหาอย่างแน่นอน เอ้า พวกเ้าไหนยิ้มสิ” จูชิงกล่าว
พวกหนิวกังเลี่ยยิ้มกว้าง เผยให้เห็นฟันซี่ใหญ่ราวกับจะกลืนกินทหารผู้นั้นลงไปในท้องอย่างไรอย่างนั้น
ทหารรักษาเมืองกลัวมากจนฉี่แทบเล็ด สัตว์ประหลาดพวกนี้ไม่ใกล้เคียงกับคำว่าเชื่องเลยสักนิด
จูชิงเดินเข้าไปในเมืองพร้อมกับปีศาจกระทิงสี่ตัว จอมยุทธ์ที่สัญจรผ่านไปมา พอเห็นปีศาจกระทิงก็รีบเดินหลบไปอีกทางหนึ่ง ใครๆ ต่างก็รู้ว่าเ้าพวกนั้นล่วงเกินไม่ได้
“นั่นมันเผ่าปีศาจร้ายที่หายสายสูญไปไม่ใช่รึ?” ชายหนุ่มคนหนึ่งโอบกอดหญิงสาวสองคนอยู่บนตึกสูงชำมองพวกจูชิงที่เดินอยู่ข้างล่าง
“สืบดูสิ เ้านั่นเป็ใครมาจากไหน เหตุใดถึงมีปีศาจร้ายอยู่ข้างกาย?” ชายหนุ่มขมวดคิ้ว เงาดำข้างกายหายวับไปในพริบตา ปราศจากร่องรอย
“คุณชาย ท่านยังรอซั่งกวานเหยียนหลานอยู่อีกรึ นางมีอะไรดี พวกเราสองพี่น้องสู้นางไม่ได้ตรงไหน?” หญิงสาวที่กอดชายหนุ่มอยู่ทางขวาพูดเสียงแหลมเล็ก
ชายหนุ่มหัวเราะเสียงดัง “นางเป็แค่แอปเปิลเขียว จะเทียบกับผลไม้ที่สุกงอมแล้วอย่างพวกเ้าได้อย่างไร!”
ชายหนุ่มสอดมือเข้าไปในเสื้อของหญิงสาวทั้งสอง ลูบไล้เรือนร่างใต้ผืนผ้า ทว่าขบวนความคิดล่องลอยไปไกลแล้ว
“สถานที่เช่นนี้กลับมีกายลาวัณย์ เหมาะยิ่งยวดที่จะทำเป็หม้อสัมฤทธิ์ กอปรกับวิชาของสำนัก์สราญรมย์ ข้าจะต้องทะลวงขั้นพลังสำเร็จแน่” ชายหนุ่มครุ่นคิด
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับซั่งกวานเหยียนหลาน ชายหนุ่มสนใจจูชิงมากกว่า สายตายังคงจ้องมองจูชิง รอยยิ้มเล็กๆ ประจักษ์ผ่านแววตา
จูชิงขนลุกซู่อย่างไม่มีสาเหตุ ราวกับถูกบางสิ่งที่น่าขยะแขยงจับจ้อง
“นายท่านเป็อะไรไป?” หนิวกังเลี่ยเอ่ยถาม
“ไม่มีอะไร ข้าคงคิดไปเอง” จูชิงส่ายหัว
“ประสาทการััเฉียบแหลมมาก น่าสนใจไม่เบา” ชายหนุ่มแสยะยิ้ม
