เมื่อเห็นว่าขี้ผึ้งผิวขาวได้ผลดีขนาดนี้ หลี่อันหรานก็เริ่มวิเคราะห์ส่วนผสมของมันทันที ทว่ายุคนี้ไม่มีเครื่องมือล้ำสมัย หรือต่อให้มีก็อาจไม่รู้แน่ชัดอยู่ดีว่ามันมีส่วนผสมอะไรบ้าง
แต่นางจำได้อยู่เื่หนึ่ง เจียงเฉิงเคยบอกว่าขี้ผึ้งผิวขาวนี้เป็เครื่องราชบรรณาการจากดินแดนบริวารทางตอนเหนือ นี่ก็หมายความว่า มีเพียงประเทศเล็กๆ ทางแถบนั้นที่ผลิตของเช่นนี้
นอกจากนี้ยังมีชื่อเสียงและราคาแพงมาก
หากอยากได้จริงๆ เช่นนั้นก็เกรงว่าคงต้องไปดูถึงที่นั่น
ที่นั่นเป็ดินแดนที่ห่างไกลยิ่งกว่าเมืองหลวงเสียอีก
ยังไม่พูดถึงว่าไปแล้วจะเจอขี้ผึ้งผิวขาวหรือไม่ เพราะลำพังแค่จะไปที่นั่นก็ยากดั่งพิชิต์แล้ว ในยุคสมัยที่การเดินทางยังล้าหลังเช่นนี้ แค่จะคิดว่าจะไปยังไม่กล้าคิดด้วยซ้ำ หรือว่าต้องให้นางนั่งรถม้าเดินทางข้ามประเทศ?
หลี่อันหรานคิดถึงตรงนี้แล้วความผิดหวังพลันผุดขึ้นในใจ บางครั้งการได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ก็มีประโยชน์ในแง่มุมหนึ่ง มันทำให้นางได้มีโอกาสริเริ่มบุกเบิกสิ่งใหม่ๆ ที่ยังไม่มีในยุคนี้
แต่ในขณะเดียวกัน ปัจจัยที่เหนี่ยวรั้งไม่ให้นางพัฒนาไปมากกว่านี้ก็เป็กำลังการผลิตที่ล้าหลังในยุคนี้เช่นกัน
หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่นาน ในที่สุดหลี่อันหรานก็ตัดสินใจล้มเลิกความคิดนี้ ขี้ผึ้งผิวขาวใกล้หมดแล้ว รอยแผลเป็บนใบหน้านางจางลงมาก ยามที่เดินตามถนน หลายคนถึงกับหันมามองใบหน้าขาวกระจ่างของนางด้วยความแปลกใจ
ถึงแม้จะยังคงเหลือรอยอยู่เล็กน้อยแต่ก็ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก หากใช้ติดต่อกันอีกสักระยะก็อาจลบให้รอยแผลเป็หายไปแบบไร้ร่องรอยได้ดังที่เสียนเฟยเหนียงเหนี่ยงกล่าวไว้จริง
แต่กว่าจะถึงตอนนั้น ขี้ผึ้งผิวขาวก็คงหมดแล้ว จะให้หามาเพิ่มก็ยากเสียยิ่งกว่ายาก
ดังนั้น หลี่อันหรานจึงรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ขณะเดียวกันก็ปลอบใจตัวเองว่าดีขึ้นมากแล้ว อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าที่นี่มีของที่สามารถลบเลือนรอยแผลเป็ได้จริง
สิ่งที่นางต้องให้ความสำคัญในตอนนี้คือกิจการของตัวเอง วันหน้าตัวเองมีเงินแล้วไม่แน่ว่าจะมีโอกาสหาซื้อมาใช้อีกครั้ง แม้นางจะรู้ว่ามีความเป็ได้น้อยมาก ความหวังแสนจะริบหรี่แต่นางก็ไม่อยากยอมแพ้อยู่ดี
อย่างน้อยก็ให้ตัวเองได้มีความหวัง โดยเฉพาะเวลาที่เห็นเจียงเฉิง ความหวังนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทุกครั้งไป บางครั้งถึงขั้นกลายเป็ประกายไฟลูกใหญ่ที่บอกนางว่านางต้องทำให้ได้ ต้องทำให้ได้
ชื่อเสียงของน้ำพริกและเต้าเจี้ยวเผ็ดของหลี่อันหรานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตอนแรกเริ่ม ทุกคนแค่รู้กันว่ามีของสิ่งนี้อยู่และซื้อมาชิม ไม่ได้รู้สึกว่าเป็ของล้ำค่าหายากอะไร
ถึงแม้จะเคยได้ยินชื่อ แต่ผู้มีอันจะกินหลายคนกลับไม่เคยกินของพวกนี้ เพราะพวกเขามองว่านี่เป็อาหารของคนธรรมดา
แต่เมื่อได้ยินว่าเสียนเฟยเหนียงเหนี่ยงโปรดปรานสิ่งนี้และนำกลับไปให้ฮ่องเต้ลองเสวย ผลลัพธ์ก็ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ตอนนี้ลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาสั่งจองน้ำพริกและเต้าเจี้ยวเผ็ดกับนางกลายเป็เหล่าผู้มีอันจะกินพวกนั้น นอกจากนี้ พวกเขาลองกินกันแล้วต่างชื่นชมน้ำพริกกับเต้าเจี้ยวเผ็ดในทางที่ดีมากเสียด้วยซ้ำ
แม้นจะมีคนบางส่วนที่ไม่ชอบรสชาติจัดจ้านของน้ำพริกนัก แต่พวกเขาก็พอจะรับรสชาติของเต้าเจี้ยวเผ็ดได้อยู่บ้าง ถึงอย่างไรก็ต้องยอมรับว่าไม่ใช่ทุกคนในยุคนี้ที่จะชอบรสชาติของน้ำพริก
กิจการของหลี่อันหรานเติบโตขึ้นเป็เท่าทวีคูณจนหมู่บ้านแห่งนี้ไม่อาจบรรลุเป้าหมายการผลิตของนางได้อีกต่อไป
นางจ้างคนมาช่วยทำน้ำพริกกับเต้าเจี้ยวเผ็ดมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากท่านป้าหวางแล้ว นางยังจ้างคนในหมู่บ้านมาช่วยเก็บพริกอีกหลายคน แม้ว่าตอนเริ่มแรกจะเก็บพริกกันได้เยอะมาก ทว่าต่อมากลับลดน้อยลงทุกวัน
ในวันนี้ ท่านป้าหวางนำพริกตะกร้าหนึ่งมาวางตรงหน้านาง “พริกบนูเาถูกเก็บเกือบหมดแล้ว ตอนนี้เป็ฤดูใบไม้ร่วงพริกไม่อาจเติบโตอีกต่อไป เกรงว่าคงต้องรอปีหน้าแล้วละ”
หลี่อันหรานฟังแล้วหนักใจขึ้นมาหลายส่วน กระนั้นนางก็ยังเอ่ยกับท่านป้าหวางว่า “ไม่เป็ไรเ้าค่ะ ฤดูหนาวนี้พวกท่านพักผ่อนให้สบาย หากมีเวลาก็มาช่วยข้าทำอย่างอื่นได้ ข้าจะให้ค่าแรงเหมือนกับคนอื่นๆ”
ท่านป้าหวางฟังแล้วยินดีนัก จากนั้นค่อยจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก
แต่หลี่อันหรานกลับขมวดคิ้วมองพริกตรงหน้า
พริกที่นางกักตุนไว้เหลือไม่มากแล้ว อ้างอิงจากปริมาณการผลิตใน่ที่ผ่านมา เดิมทีแล้วพริกพวกนี้เพียงพอให้นางใช้ตลอดฤดูหนาวไปจนถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ทว่าเหตุการณ์เื่เสียนเฟยเหนียงเหนี่ยงทำให้ปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นเป็สองเท่า จำนวนพริกที่ต้องใช้ย่อมมีมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้พริกที่กักตุนไว้เพียงพอแค่สำหรับฤดูหนาว หากเข้าฤดูใบไม้ผลิปีหน้าคงต้องหยุดการผลิต
เมื่อถึงเวลานั้นกิจการของนางคงได้รับผลกระทบ นี่เป็จุดที่นางกังวลใจมากที่สุด แต่ตอนนี้ นอกจากบนูเาที่มีพริกแล้ว พวกนางยังไม่เจอว่าที่อื่นยังมีพริกอีกหรือไม่
ระหว่างที่นางกำลังคิดว่าต้องทำอย่างไรจึงจะกักตุนพริกได้มากที่สุด ท่านลุงจางก็เดินหัวเราะเสียงดังเข้ามา หลี่อันอันเดินตามด้านหลัง นางเดินไปด้วย ะโอย่างมีความสุขไปด้วย
หลี่อันหรานหันไปมอง เมื่อพบว่าท่านลุงจางถือปลาขนาดเท่าสองฝ่ามือก็เดินไปหาทันที “เอาปลามาจากที่ใดหรือเ้าคะ?”
หลี่อันอันที่อยู่ด้านข้างแย่งตอบว่า “พี่หญิง นี่เป็ปลาที่พวกเราเลี้ยงไว้ในบ่อเ้าค่ะ”
หลี่อันหรานได้ยินดังนั้นถึงกับใ “มันโตขนาดนี้แล้วหรือ?”
ที่ผ่านมานางมัวแต่ยุ่งอยู่กับการขยายกิจการจนลืมบ่อปลาหลังบ้านไปเสียสนิท นึกไม่ถึงว่าจะตัวใหญ่ขนาดนี้กันแล้ว
ท่านลุงจางยิ้มตอบด้วยอาการตื่นเต้นยิ่งกว่า “แม้แต่ข้าก็นึกไม่ถึงว่าพวกมันจะตัวโตได้ขนาดนี้ภายในไม่กี่เดือน ส่วนหนึ่งคงเพราะเ้าให้อาหารพวกนั้นไม่น้อย หากไม่มีของพวกนี้ ปลาคงไม่มีทางตัวใหญ่ได้ถึงขนาดนี้”
หลี่อันอันพลันปรบมืออย่างมีความสุข “ได้กินปลาแล้ว ได้กินปลาแล้ว”
หลี่อันหรานมีความสุขเช่นกัน อย่างน้อยมันก็น่าจะเป็รายรับอีกช่องทางหนึ่ง นางลงทุนกับมันไปไม่น้อยเลย
“ท่านลุงจาง ท่านคิดว่าบ่อปลาด้านหลังจะมีปลาขนาดเท่านี้เยอะเพียงใด”
ท่านลุงจางคิดแล้วตอบ “จำนวนปลาไม่ได้เยอะมาก แต่ขนาดใหญ่กันทุกตัว นอกจากนี้หลายตัวก็ท้องกันแล้ว หากพวกมันวางไข่ ปีหน้าก็น่าจะมีเยอะกว่านี้ขึ้นไปอีก ปีนี้มีประมาณสิบกว่าตัว ก่อนหน้าตายไปจำนวนหนึ่ง ดังนั้น…”
หลี่อันหรานตัดบทเขากะทันหัน “ตักปลาที่ท้องแล้วขึ้นจากบ่อเ้าค่ะ พรุ่งนี้พวกเรานำไปขายในเมือง”
ท่านลุงจางไม่เข้าใจเท่าไรนัก “แต่ปลาพวกนั้นท้องแล้วนะ เ้าจะไม่ให้พวกมันวางไข่ก่อนหรือ?”
แต่หลี่อันหรานกลับส่ายหน้า “ถึงจะมีลูกปลาแต่ก็คงคุณภาพไม่ดีนัก ตักขึ้นมาเลยเ้าค่ะ พรุ่งนี้นำไปขายในเมืองคงดีกว่า”
จังหวะนี้เอง มีคนคนหนึ่งเดินเข้ามาคุยเื่เช่าสถานที่ภายในหมู่บ้านกับหลี่อันหราน เดิมทีแล้วที่นั่นเป็วัดร้าง แต่ถูกทิ้งร้างมาหลายสิบปีจนสภาพผุพังยับเยิน
ไม่มีผู้ใดในหมู่บ้านแวะเวียนไปที่นั่น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะมีผู้ใดซ่อมแซม
เนื่องจากปริมาณการผลิตน้ำพริกและเต้าเจี้ยวเผ็ดของหลี่อันหรานขยายใหญ่ นางจึงอยากซ่อมแซมที่นั่นเพื่อให้เป็โรงงานผลิตของตัวเอง
