ศิลาาเป็ศิลาซึ่งเกิดจากการตกผลึกของพลังธาตุธรรมชาติ จะก่อตัวขึ้นได้ต้องอาศัยเวลายาวนานสุดจะนับควบแน่นพลังธาตุภายในสถานที่อันพิเศษ หลังจากพลังธาตุควบแน่นมากพอก็จะกลายเป็ผลึกศิลา สามารถแบ่งออกได้เป็สามระดับ ที่คุณภาพสูงสุดเรียกว่าศิลาา ผู้ฝึกปรือิญญาสามารถดูดซับพลังจากศิลาาเพื่อเพิ่มพูนความแข็งแกร่งขึ้นได้ ดังนั้นศิลาาจึงล้ำค่ายิ่ง หากคนทั่วไปหวังจะซื้อหา เพียงศิลาาที่คุณภาพต่ำที่สุดหนึ่งก้อนก็ต้องใช้เงินหลายพันถึงหลายหมื่นเหรียญทอง
ผลึกวิญาณที่จริงก็คือ‘แก่นพลัง’ของอสูริญญา อสูริญญาทุกตัวต่อให้เป็ตัวที่อ่อนแอที่สุดก็จะมีผลึกิญญาอยู่ภายในร่าง เป็จุดศูนย์รวมพลังการฝึกปรือทั้งยังเป็หัวใจดวงที่สองของอสูริญญา สิ่งนี้เทียบได้กับแก่นพลังธาตุของผู้ฝึกปรือิญญา ผลึกิญญาบรรจุไว้ด้วยพลังธาตุธรรมชาติ ยิ่งอสูริญญาแข็งแกร่งมากเพียงใด พลังธาตุในผลึกิญญาก็ยิ่งบริสุทธ์เท่านั้น
ไม่ทราบว่าั้แ่เมื่อใด แต่เมื่อผู้ฝึกปรือิญญาคนแรกล่าและดึงดูดพลังธาตุจากผลึกิญญามาเสริมพลังของตนได้ ผู้ฝึกปรือิญญาอื่นๆก็เริ่มล่าอสูริญญาเพื่อนำผลึกิญญาไปขาย นี่เป็หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ช่องว่างระหว่างผู้ฝึกปรือิญญากับอสูริญญาขยายกว้างขึ้น เมื่อรวมกับพฤติกรรมของสำนักเ้าอสูร ยิ่งทำให้อสูริญญาที่แข็งแกร่งทั้งมวลในป่าอสูริญญาปฏิเสธผู้ฝึกปรือิญญาทั้งหลาย ผู้ฝึกปรือิญญาคนใดที่เข้าไปล่าผลึกิญญาในป่าอสูริญญา หากพบเจอกับอสูริญญาที่แข็งแกร่งจะต้องตายอย่างอนาถ แม้แต่ผู้ที่เข้าไปเพื่อเสาะหาอสูริญญาเพื่อเป็คู่หูก็ยังถูกโจมตีอยู่บ่อยครั้ง
นับวันป่าอสูริญญาก็ยิ่งกลายเป็สถานที่อันน่าสะพรึงกลัว ผู้ใดฝีมืออ่อนด้อยหรือไม่มีผู้แข็งแกร่งร่วมทาง ก็ยากที่จะอาจหาญเข้าไปเสี่ยงโชคในที่แห่งนี้
ศิลาาและผลึกิญญา โดยทั่วไปจะถูกใช้แทนเงินตราในโลกของผู้ฝึกปรือิญญา เดิมทีหงยินมอบศิลาาธาตุไฟแก่ไป๋หยุนเฟยหลายก้อน แต่ถูกไป๋หยุนเฟยใช้เพื่อเพิ่มพูนพลังิญญาไปหมดสิ้นแล้ว
แทบไม่ต้องใคร่ครวญไป๋หยุนเฟยก็ตอบปฏิเสธ‘คำเชิญด้วยกุศลเจตนา’ของผู้ดูแลไป ไป๋หยุนเฟยเข้าใจดีว่าเมื่อขึ้นไปตนเองก็ทำได้เพียงแค่ชมดูโดยไม่มีปัญญาจ่าย อีกอย่างมันก็ไม่ยินยอมจะแลกเปลี่ยนวัตถุิญญาของตน สุดท้ายจึงตัดสินใจที่จะไม่ขึ้นไป
และแม้ผู้ดูแลคะยั้นคะยอด้วยน้ำใจ ไป๋หยุนเฟยก็ยังเลือกจะออกจากร้านไป
“นี่ก็หมายความว่า... กระบวนการอัพเกรดต้องมีส่วนเกี่ยวพันกับระดับสิ่งของอย่างแแ่ ธรรมดา ชั้นดี ดีเลิศ พลังโจมตีและแม้แต่พลังป้องกัน หากว่าต่ำกว่าหนึ่งร้อยจะเป็สิ่งของที่คนทั่วไปก็สร้างได้ หรือก็คือสิ่งของธรรมดา แต่หากอยู่ระหว่างหนึ่งร้อยกับสองร้อยจะถือว่าแข็งแกร่งกว่าสิ่งของธรรมดาและก้าวข้ามไปสู่ขอบเขตของวัตถุิญญา นับได้ว่าเป็ ‘กึ่งวัตถุิญญา’ และั้แ่สองร้อยขึ้นไป จะถือว่าเป็วัตถุิญญา...” ไป๋หยุนเฟยใช้ความคิดอย่างเร่งร้อนขณะใคร่ครวญในใจ
เมื่อแก้ปัญหาการเงินได้อีกทั้งได้รับมีดสั้น‘ชั้นเยี่ยม’มาสิบเล่ม ไป๋หยุนเฟยพึงพอใจต่อผลรับเมื่อบ่ายอย่างยิ่ง หลังจากเดินทอดน่องไม่นานก็ตัดสินใจเข้าโรงน้ำชาเพื่อหาฟังเื่เล่าพื้นบ้านสักพัก แต่เมื่อได้ฟังเื่ราวอันพิสดารในประวัติศาสตร์ของแผ่นดินนี้ ไป๋หยุนเฟยก็ไม่อาจทราบได้ว่าจะจริงหรือเท็จ
แต่ก็ทำให้ไป๋หยุนเฟยต้องครุ่นคิดไปชั่วขณะ คือตัวมันแทบไม่ทราบอันใดเกี่ยวกับ‘อาณาจักรเทียนหุน’เลย แม้แต่ประวัติศาสตร์ของอาณาจักรก็ทราบเพียงผิวเผินและจำกัดเพียงที่ท่านปู่เล่าให้ฟังในอดีตเท่านั้น
ดังนั้นชายหนุ่มจึงไปยังร้านหนังสือและซื้อหนังสือหลายเล่มที่มีข้อมูลของแผ่นดินแห่งนี้เพื่อทำความเข้าใจให้มากขึ้น
……
แต่ทว่าไป๋หยุนเฟยที่ระวังตัวอยู่เสมอกลับไม่พบเห็นว่าที่หัวมุมถนนมีบุรุษหนวดเครารกครึ้มกำลังสะกดรอยมันอยู่
คนผู้นั้นติดตามอยู่ด้านหลังห่างจากไป๋หยุนเฟยไปร้อยวา ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มราวมารร้าย มันก้มลงเพื่อซ่อนตัวเองอยู่ในหมู่คน แต่สายตาจับจ้องจากระยะไกล ดวงตาส่งประกายแวววับยามดำเนินแผนการ
“ใช้เวลาตลอดบ่ายในที่สุดก็หาเ้าพบ... ฮ่า ฮ่า จากนี้สมควรให้ทั้งสองฝ่ายได้พบปะกัน‘อีกครั้ง’ได้แล้ว...”
คนผู้นี้ที่แท้ก็คือจิ้งิเฟิง เพื่อที่จะ‘การลงทัณฑ์’ไป๋หยุนเฟยให้ได้โดยเร็ว มันต้องตื่นแต่เช้าเพื่อตามหาอีกฝ่าย เพราะเกรงว่าเป้าหมายทั้งสองจะออกจากเมืองจนทำลายแผนการของมันไป
ไป๋หยุนเฟยไม่ได้มีวิชาที่จะปิดบังพลังิญญาอย่างสมบูรณ์ ดังนั้นหลังจากใช้เวลาตลอดบ่ายในที่สุดจิ้งิเฟิงก็หาไป๋หยุนเฟยพบ จากนั้นมันปิดบังการคงอยู่ของตนเอาไว้แล้วลอบสะกดรอยตามไป
ั้แ่ติดตามไป๋หยุนเฟยมาครึ่งชั่วยาม จิ้งิเฟิงพยายามหาหนทางให้ทั้งสองฝ่ายมาพบกันโดยที่มันไม่ต้องออกหน้า แต่จู่ๆใบหน้ามันก็กลายเป็ว่างเปล่า ยามมองไปทางเบื้องหน้าไป๋หยุนเฟย จิ้งิเฟิงก็ฉีกยิ้มอย่างยินดี “ฮ่า ฮ่า ผู้ใดจะคาดคิดว่ายามที่หมดหวัง เ้าจะเดินเข้าไปที่นั่นเอง ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น”
“ไม่รู้ว่าหากข้าต้องลงมือ มันก็จะ...” จิ้งิเฟิงสอดส่ายสายตาไปถึงสุดถนน แล้วจู่ๆมันก็อ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจราวกับพบเจอเื่เหลือเชื่อ
อึดใจต่อมามันค่อยรู้สึกตัว แววตามันฉายแวววิปริตยามมองดูไป๋หยุนเฟยที่เดินไปมาระหว่างร้านแผงลอยด้วยความสนใจราวกับอีกฝ่ายเป็ของเล่น มุมปากจิ้งิเฟิงเหยียดยกราวกับปลื้มปีติที่ได้เห็นไป๋หยุนเฟยเผชิญหายนะ “ฮ่า ฮ่า บางทีวันนี้ข้าคงโชคดีเกินไปกระมัง? ถือว่าเ้าเคราะห์ร้ายเถอะ อย่าได้บอกนะว่าเ้าสองคนที่แท้‘มีพรหมลิขิต’ให้พบกัน? แต่มีอย่างหนึ่งที่ข้ามั่นใจ ข้ามีเื่สนุกสนานให้ชมแล้ว ส่วนเ้านั้น บรรลัยแน่นอน... ฮ่า ฮ่า!”
ห่างออกไปห้าสิบวาบนถนนอีกฝั่ง หญิงสาวและสาวใช้ที่จิ้งิเฟิง‘หยอกล้อ’ด้วยใบหน้าไป๋หยุนเฟยกำลังเดินมาทางไป๋หยุนเฟยช่างแช่มช้า อีกเพียงไม่ถึงห้าสิบวาทั้งสองฝ่ายก็จะพบกัน
“ฮี่ ฮี่ เพื่อให้มั่นใจยิ่งขึ้น ข้าจะส่ง‘หลักฐาน’นี้ให้แก่เ้า!”
……
หลังจากยื่นเหรียญมองแดงแก่พ่อค้าพวงหนึ่ง ไป๋หยุนเฟยก็ยืนขึ้นพร้อมกับถือนกที่ทำจากไม้ขนาดเท่าฝ่ามือเตรียมจะเดินออกไป
ไม่ถึงสองก้าว เบื้องหน้าสายตาพลันพร่าเลือนพร้อมกับคนผู้หนึ่งชนใส่อ้อมอก จากนั้นััได้ว่ามีบางอย่างถูกยัดใส่มือซ้าย แต่ก่อนจะทันได้มีปฏิกิริยาใดผู้ที่ชนใส่มันก็สาบสูญไป เพียงสองก้าวเงาร่างนั้นก็รีบเบียดเข้ากลุ่มคนด้านหลังไป๋หยุนเฟยไป
“ความรู้สึกเช่นนี้ ช่างคุ้นเคยนัก... บัดซบ!” ไป๋หยุนเฟยสะท้านตื่นจากภวังค์ทันทีพร้อมกับรีบก้มลงมองแหวนช่องมิติบนมือขวา
แหวนช่องมิติยังคงประดับอยู่บนนิ้ว ช่วยให้ไป๋หยุนเฟยระบายลมหายใจโล่งอก ขณะยกสายตาขึ้นก็มองเห็นบางอย่างที่ถูกยัดใส่มือซ้าย
“อาภรณ์? หรือจะเป็ผ้าเช็ดหน้า?” ไป๋หยุนเฟยลองดูวัตถุในมือด้วยสีหน้าสับสน แต่ชั่วขณะที่จะยกขึ้นมามองอย่างให้ชัดตา จู่ๆก็มีเสียงคำรามอย่างโกรธแค้นดังขึ้น
“เ้าคนวิปริต ยังกล้าปรากฏตัวต่อหน้าข้าอีก!”
ทั้งถนนสะดุ้งแตกตื่นด้วยเสียงะโดังสนั่น แม้แต่ไป๋หยุนเฟยก็แทบสะดุ้งปล่อยอาภรณ์ในมือลง ทั้งร่างมันขนลุกซู่เมื่อััได้ถึง‘จิตสังหาร’อันรุนแรงในบรรยากาศรอบกาย เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นที่ห่างไปห้าวามีสตรีวัยกลางคนร่างกำยำกำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างเดือดดาล ข้างกายนางเป็หญิงสาวในชุดยาวสีขาวผิวพรรณขาวราวหิมะ ใบหน้านางยามเพ่งมองมาก็เดือดดาลไม่แพ้กัน
……
ใบหน้างามประณีตของนางกลายเป็แดงก่ำขณะที่สองมือราวกับคว้าจับชายเสื้อโดยไม่รู้ตัว สองคิ้วนางขมวดมุ่นด้วยความโกรธกริ้ว
ไป๋หยุนเฟยสมองว่างเปล่า ในมือขวาเป็นกไม้ขณะที่มือซ้ายถือชั้นในสตรี มันใช้มองดูอีกฝ่ายด้วยสายตาสับสน
นี่ เป็ครั้งแรกที่ทั้งคู่ได้พบกัน
……
ไป๋หยุนเฟยตะลึงงันไปชั่วขณะ มองดูมือซ้ายแล้วดูมือขวา มันสำนึกได้ว่าทุกสายตารอบกายกำลังจับจ้องมาที่ตน ขณะมองดูสตรีทั้งสองตรงหน้าก็ถามด้วยความสับสน:
“นี่มันเื่อะไรกัน?”
