ติงเหว่ยรีบหากุ้ยฮวาถังก้อนเล็กๆ หอมๆ จากในถุงออกมาชิ้นหนึ่ง พอลูกชายเห็นก็ยิ้มแป้นทันที
ติงเหว่ยเอื้อมมือไปเคาะหน้าผากลูกชายแล้วแกล้งดุว่า “วันนี้เห็นแก่ที่พ่อเ้ามีเื่สำคัญ ก็เลยตามใจเ้าเป็กรณีพิเศษ แต่ถ้าคราวหน้าเ้ากล้าร้องไห้อีกล่ะก็ แม่จะตีเ้าซะให้เข็ด!”
อันเกอเอ๋อร์จึงอมลูกอมไว้ในปาก แล้วรีบไปซุกตัวในอ้อมแขนของพ่อเพื่อหาที่หลบภัย
กงจื้อิเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ แต่ก็ไม่อยากพูดอะไรให้ภรรยาต้องเสียหน้า คราแรกใครกันนะที่ไม่สนใจว่ากำลังเดินทางด้วยราชรถ แล้วกลับอยากกินเตี่ยนซินข้างทางขึ้นมาน่ะ หรือว่าพอเตี่ยนซินเข้าไปอยู่ในท้องแล้วก็ถือว่าไม่มีหลักฐานเหลืออยู่แล้ว เื่นี้จึงเหมือนจะไม่เคยเกิดขึ้นเลยสินะ?
ครอบครัวพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ไม่ว่าเส้นทางจะสั้นแค่ไหน หรือการเดินทางจะช้าเพียงใดก็ต้องมีเวลาที่ถึงจุดหมาย เมื่อผ่านถนนจูเชวี่ยก็จะเข้าสู่ถนนชิงหลง ซึ่งเป็ที่ตั้งของวังหลวง
ถนนที่ปูด้วยหินสีดำสนิท กำแพงเมืองสูงตระหง่าน ทหารรักษาพระองค์ที่ดุดัน และหลังคาที่มองเห็นได้รางๆ ในหมู่ต้นไม้ ล้วนบ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่และความภาคภูมิใจของราชวงศ์
ราชรถจอดที่หน้าประตูเจิ้งหยางซึ่งเป็ประตูที่ใหญ่ที่สุด ขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและบู๊ต่างก็ลงจากรถมานานแล้ว พวกเขาพากันวิ่งเหยาะๆ ไปยืนเข้าแถวสองข้างทางรออยู่ที่หน้าประตู กงจื้อิไม่รอให้ขันทีน้อยที่ยิ้มประจบเข้ามาช่วย แต่ะโลงจากราชรถเอง จากนั้นก็หันกลับมาอุ้มภรรยาและลูกลงมา
ครั้งแรกยังไม่ชิน แต่พอลองทำครั้งที่สองก็เริ่มคุ้นเคยกับการลงจากราชรถเช่นนี้ ติงเหว่ยเองก็ไม่เขินอายอีกต่อไป นางอุ้มลูกชายแล้วเดินตามหลังกงจื้อิไป ขณะที่เดินก็สังเกตคนรอบข้างไปด้วย
อวิ๋นอิ่งและตังกุยต่างก็รีบเข้ามาเดินตามหลังนายหญิง เฉิงเหนียงจื่อเองก็มานำอันเกอเอ๋อร์ไปอุ้มต่อ แต่เ้าเด็กอ้วนกลับไม่ยอมลงจากอ้อมอกของแม่
ติงเหว่ยได้แต่โบกมือ ถึงแม้นางจะยอมรับว่าทำตัวตามใจลูกชายที่งอแงอยากกินเหมยฮวาเกาบนราชรถ แต่นั่นก็เพราะมีเพียงแค่ครอบครัวสามคน แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ที่มีคนมองเยอะๆ หากทำอะไรผิดพลาดไป ก็จะกลายเป็เื่ให้คนหัวเราะเยาะเอาได้
คราวนี้ไม่ต้องรอให้ท่านอัครมหาเสนาบดีฟางเอ่ยนำ บรรดาขุนนางฝ่ายบุ๋นและบู๊ที่รู้ทันต่างก็พากันคุกเข่าลงแล้วกราบไหว้พร้อมกัน “ขอเชิญท่านแม่ทัพใหญ่เข้าวัง!”
กงจื้อิยิ้มบางๆ หันกลับมาจับมือภรรยาแล้วพูดเบาๆ ว่า “ข้าบอกแล้วว่า เ้าร่วมทุกข์กับข้า ข้าจะพาเ้าร่วมสุขไปด้วยกัน ไปกับข้านะ!”
ติงเหว่ยเห็นความภาคภูมิใจในแววตาของเขา ที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น จึงยิ้มกว้างแล้วตอบว่า “ตกลง ข้าจะไปกับท่าน!”
ทั้งสองจับมือกันแน่น อุ้มลูกชายและพาเหล่าสาวใช้และผู้คุ้มกันเดินผ่านขุนนางที่คุกเข่าอยู่บนพื้น และกำลังจะก้าวเข้าสู่ชีวิตใหม่ของพวกเขา!
น่าเสียดายที่มีบางคนไม่พอใจความสมบูรณ์แบบนี้ ขณะที่ติงเหว่ยยกขาก้าวเข้าประตู อยู่ๆ ก็มีขุนนางสองคนในชุดคลุมสีน้ำเงินวิ่งเข้ามาหา
ก่อนที่ทุกคนจะทันตั้งตัว ทั้งสองคนก็คุกเข่าลงไปกับพื้นดัง “ตึง!” แล้ว
“ท่านแม่ทัพใหญ่ ข้าน้อยหัิสมุหพระอาลักษณ์มีเื่จะกราบทูล” ขุนนางผู้นำคนนั้นอายุประมาณสี่สิบปี มีผิวขาว หนวดเครายาว ดวงตากลมโต หน้าผากกว้าง สีหน้าของเขาแสดงออกถึงความซื่อตรงอยู่หลายส่วน เขาเปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ตามประวัติศาสตร์ของซีเฮ่า มีสามครั้งที่ความงามทำให้ประเทศชาติล่มสลาย...”
เขาะโเสียงดังอยู่นานกว่าหนึ่งเค่อเต็มๆ ขุนนางอีกคนที่รูปร่างค่อนข้างอ้วน ผิวคล้ำเล็กน้อย ที่กำลังคุกเข่าอยู่ข้างๆ ก็รับหน้าที่ต่อทันที “ข้าน้อยหลิวหลี่สมุหพระอาลักษณ์มีเื่จะกราบทูลฮ่องเต้ที่เปรียบเสมือนดวงตะวัน…”
ทุกคนต่างตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน พวกเขาคุกเข่าอยู่กับพื้นอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร แต่พอหายใก็เริ่มครุ่นคิด
ตามคำกล่าวที่ว่า “ยุคสมัยของฮ่องเต้แต่ละพระองค์ จะมีขุนนางคนสนิทแตกต่างกัน” ที่จริงแล้วคำกล่าวนี้ก็ไม่ค่อยถูกต้องนัก ขุนนางบางคนอาจผ่านการรับใช้มาถึงสามรัชสมัย ไม่เพียงแต่ไม่ได้ถูกฮ่องเต้องค์ใหม่รังเกียจหรือถูกกำจัดออกไป แต่กลับได้รับความไว้วางใจมากยิ่งขึ้น ทว่าวังหลังกลับเป็สถานที่ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคำกล่าวนี้ ในยุคของฮ่องเต้แต่ละพระองค์ ก็จะมีพระสนมใหม่เข้ามา
และวังหลังก็มักจะมีความเชื่อมโยงกับราชสำนักก่อนหน้าอย่างแน่นแฟ้น อำนาจของลมใต้หมอนนั้นทุกคนต่างรู้ซึ้งด้วยตนเองดี
แต่ในตอนนี้ฮ่องเต้พระองค์ใหม่เพิ่งจะเข้าสู่พระราชวัง ก็พาหญิงสาวคนหนึ่งเข้ามาด้วย ซึ่งหญิงสาวผู้นี้ยังเป็มารดาของรัชทายาทองค์แรกของฮ่องเต้อีกด้วย ไม่ว่าในอนาคตนางจะได้รับตำแหน่งเป็พระสนมหรือพระชายา นางก็จะเป็คู่แข่งที่น่าเกรงขามของเหล่าหญิงสาวในวังหลัง
พอนึกถึงบุตรสาวแสนสวย หรือหลานสาวแสนงามที่บ้านแล้ว ขุนนางทั้งหลายต่างก็ก้มหน้าลงไปพร้อมเพรียงกัน แต่ละคนดูเชื่อฟังอย่างกับลูกแกะเชื่องๆ
ติงเหว่ยที่ตอนแรกยังรู้สึกงงกับเื่ราวที่เกิดขึ้น แต่พอจับคำบางคำที่หลุดออกมาจากบทสนทนาได้ เช่น “ชาติกำเนิดต่ำต้อย” หรือ “หญิงสาวชาวนา” นางก็เริ่มเข้าใจว่าอีกฝ่ายเป็ใคร
นี่แหละคือพวกสมุหพระอาลักษณ์ที่ชอบทำให้คนอื่นไม่พอใจ แต่กลับภูมิใจในการท้าทายฮ่องเต้อย่างถึงที่สุด! พวกที่พร้อมจะยอมถูกปะาหัวขาด เพื่อให้ชื่อของตนได้จารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์!
แน่นอนว่านางไม่ได้ต่อต้านคนที่มีรสนิยมและเป้าหมายที่แปลกประหลาดเช่นนี้ แต่พวกเขามากวนใจครอบครัวของนางในขณะที่พวกนางกำลังมีความสุขแบบนี้ มันเกินไปหน่อยแล้ว
หญิงสาวชาวนาแล้วอย่างไร? ใครๆ ก็เติบโตมาด้วยการกินข้าวกันทั้งนั้นไม่ใช่หรือ? ถ้าไม่มีชาวนา คนพวกนี้ที่ไม่รู้จักแม้กระทั่งการปลูกพืช ก็ไม่รู้จะต้องอดตายไปแล้วกี่คน?
ชาติกำเนิดต่ำต้อยแล้วอย่างไร? คนที่เกิดมาแล้วสูงศักดิ์มีเพียงฮ่องเต้เท่านั้น! นอกนั้นไม่ว่าจะใครก็ถือว่าต่ำต้อยทั้งนั้น!
นางโกรธจนอกสั่นไปหมด กลั้นอารมณ์ไว้หลายครั้งกว่าจะสงบได้ จากนั้นก็เหลือบมองขุนนางฝ่ายบุ๋นและบู๊รอบๆ ที่ทำตัวเหมือนนกกระทา นางก็ได้แต่หัวเราะเยาะในใจ
คนเหล่านี้คงมั่นใจว่านางจะดูสถานการณ์ออก และจะถอยไปเองอย่างแน่นอน
ก็ได้ งั้นก็ให้พวกเขาสมหวังดูสักครั้ง แล้วมาคอยดูกันว่าสุดท้ายใครจะเป็คนที่ต้องเสียใจ?
“ท่านแม่ทัพ ถ้าวังหลวงแห่งนี้ไม่ใช่ที่ที่คนต่ำต้อยเช่นข้าสามารถเหยียบย่างเข้าไปได้ เช่นนั้นข้าจะพาอันเกอเอ๋อร์กลับไปที่จวนอู่โฮ่วก่อนก็แล้วกัน?” ติงเหว่ยคงจะโกรธจัดจนเสียงสั่น “ข้าได้ยินอวิ๋นอิ่งบอกว่าที่จวนอู่โฮ่วยังมีสนามขี่ม้าอยู่ ข้าก็อยากจะเรียนขี่ม้าพอดี ไปอยู่สักสองสามวันก็คงดี แต่ขอให้ท่านส่งคนคุ้นเคยไปกับข้าด้วย ข้าเกรงว่าจวนอู่โฮ่วก็อาจจะไม่ยอมให้ข้าเข้าไปเหมือนกัน!”
พูดจบ นางก็กอดลูกชายแน่นแล้วหันหลังเตรียมเดินจากไป!
ใบหน้าของกงจื้อิตอนนี้ก็ดำคล้ำด้วยความโกรธ แม้แต่ตอนที่ต้องเผชิญกับสภาพเมืองที่ถูกทำลายล้างโดยชนเผ่าเถียเหล่ยในสมัยก่อน เขาก็ยังไม่โกรธขนาดนี้
เขามั่นใจว่าเขาเป็ชายชาติทหารที่แท้จริง ผ่านความยากลำบากมาแล้วมากมาย แล้วก็กลับมาที่เมืองหลวงอีกครั้ง พร้อมกับภรรยาและลูกชายที่เขารักสุดหัวใจ เขายืนหยัดอยู่ตรงนี้ด้วยความภูมิใจเจ็ดส่วนและโอ้อวดสามส่วน ใบหน้าที่กำลังยิ้มแย้มเมื่อครู่กลับถูกตบซ้ำไปซ้ำมาในชั่วเวลาไม่กี่อึดใจต่อมา
มันเหมือนกับการถูกน้ำทะเลซัดจนเปียกโชกขณะที่กำลังดูน้ำขึ้น ถูกลมพัดจนสำลักขณะร้องเพลงบนูเา และถูกฟ้าผ่าขณะสาบานต่อฟ้า ความรู้สึกอึดอัดนี้มันทำให้เขาแทบจะะเิออกมา!
หรือว่ากองทัพสามแสนนายที่ประจำอยู่นอกเมืองเป็แค่ตุ๊กตากระดาษฟาง? หรือชื่อเสียงที่เขาได้จากการสู้รบฆ่าฟันในสนามรบนั้นเป็ของปลอม?
เมื่อได้ยินภรรยาบอกว่าจะกลับไปที่จวนอู่โฮ่ว เขาก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป แล้วหมุนตัวกลับไปขวางนางเอาไว้ แต่พวกสมุหพระอาลักษณ์สองคนนี้ไม่รู้ว่าไปเอาแรงมาจากไหน พากันเข้ามาจับขาเขาเอาไว้ และปากก็ยังไม่หยุดตะคอกใส่ติงเหว่ย “องค์ชายน้อยเป็บุตรชายคนโตของท่านแม่ทัพจะต้องอยู่ในวังเท่านั้น! เ้าเป็ใคร ถ้าสอนองค์ชายผิดไปล่ะก็ เ้านั่นแหละจะเป็คนบาปของแผ่นดินซีเฮ่า!”
ติงเหว่ยหันกลับไปมองสองคนนั้นด้วยสายตาโกรธจัดจนตาเป็สีเื “พวกเ้าพูดว่าอะไรนะ? กล้าพูดออกมาอีกครั้งหรือไม่!”
ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ทำให้แม่คนหนึ่งเ็ปมากไปกว่าการถูกแย่งลูกไป! ตั้งท้องอยู่สิบเดือนแล้วคลอดออกมา เลี้ยงดูอย่างยากลำบาก แต่เพราะคำพูดเบาๆ เพียงไม่กี่คำ ก็ต้องถูกพรากจากกัน มีกฎหมายบ้านใดบ้างที่ยอมให้กระทำเช่นนี้?
กงจื้อิยกเท้าขึ้นถีบอย่างแรงดัง “โครม!” เขี่ยสองสมุหพระอาลักษณ์กลิ้งกระเด็นออกไปไกล จากนั้นก็หันมามองเหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นและบู๊ที่อยู่โดยรอบ
“พวกเ้าก็คิดเหมือนกับคนโง่สองคนนั่นหรือไม่?” เขาหัวเราะอย่างเ็า “ก็ดี วังหลวงนี่ข้าไม่เข้าก็ไม่เห็นจะเป็อะไร!”
พูดจบเขาก็หันหลังจูงภรรยาและลูกเดินจากไป
ติงเหว่ยมองสมุหพระอาลักษณ์ทั้งสองที่หมวกหลุดไปแล้ว นางพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะไม่ยิงพวกเขาด้วยลูกธนู จากนั้นก็เงยหน้าและก้าวตามกงจื้อิขึ้นไปบนรถม้า…
ทหารม้าฝีมือเยี่ยมสามพันนายต่างะโขึ้นม้าพร้อมกัน เสียงกีบม้าดังกึกก้อง ราวกับพายุหมุนที่หายลับไปต่อหน้าทุกคน เหลือไว้เพียงฝุ่นที่ลอยฟุ้งทำให้ขุนนางทั้งหลายไอไม่หยุด ท้ายที่สุดต่างมองหน้ากันและกันด้วยความยินดี
แม้ว่าฮ่องเต้พระองค์ใหม่อาจพิโรธจริงๆ แต่ส่วนใหญ่ก็เพราะเสียหน้า ไม่ใช่เพราะไม่มีความทะเยอทะยานในบัลลังก์ เพียงพวกเขาคุกเข่าให้นานขึ้นอีกหน่อย แล้วเชิญขุนนางาุโบางคนไปที่จวนอู่โฮ่ว เชื่อว่าฮ่องเต้พระองค์ใหม่คงจะหาทางลงได้และกลับมาเอง
สำหรับพวกเขาแล้ว การคุกเข่าทรมานเพียงเล็กน้อย แต่ผลที่ได้กลับยิ่งใหญ่ พวกเขาได้แสดงให้เห็นถึงพลังของเหล่าขุนนาง และยังช่วยกำจัดคู่แข่งที่แข็งแกร่งของบรรดาหญิงสาวในวังหลังด้วย
เมื่อคิดดังนี้แล้ว ทุกคนก็เปลี่ยนจากหมอบคำนับเป็นั่งคุกเข่าอย่างเงียบๆ แล้วเริ่มหลับตาพักผ่อน บางคนถึงกับพยักหน้าให้สมุหพระอาลักษณ์ทั้งสองที่เพิ่งจะหายจากอาการมึนงงจนเห็นดาว เป็การชื่นชมในความกล้าหาญเพื่อ “ความถูกต้อง” ของพวกเขา!
ทั้งสองสมุหพระอาลักษณ์ที่ตอนแรกเ็ปจากการชนกับกำแพง แต่เมื่อเห็นท่าทีของคนอื่นก็รู้สึกมีแรงฮึดขึ้นมาอีกครั้ง แล้วก็คลานไปคุกเข่าที่หน้าประตูอย่างตั้งใจ ท่าทางราวกับว่าจะขอถวายความเห็นจนกว่าฮ่องเต้พระองค์ใหม่จะ “กลับตัวกลับใจ”
มาอย่างมั่นใจ แต่กลับไปอย่างผิดหวัง!
เฉิงเถียหนิวที่ขับรถม้าด้วยหน้าตาโกรธเคือง ถึงแม้เขาจะอยู่ห่างออกไปเมื่อครู่ แต่ก็ได้ยินเื่ราวบางอย่างที่เกิดขึ้น เขาจึงรู้ดีว่านายหญิงของเขาถูกกลั่นแกล้งอย่างไร เขาไม่เข้าใจเลยว่าทั้งที่นายหญิงของเขาเป็สตรีที่ดีขนาดนี้ เข้ากับทุกคนในบ้านได้ดีแม้กระทั่งบ่าวรับใช้ แต่เหตุใดคนพวกนั้นถึงกลั่นแกล้งนางเพียงเพราะนางเป็หญิงสาวชาวนา?
เขาสะบัดแส้แรงๆ บังคับม้าสีแดงเข้มให้วิ่งเร็วขึ้นอีก
ภายในรถม้ากงจื้อิหน้าดำเคร่งเครียดด้วยความโกรธ บรรยากาศรอบตัวเขาเต็มไปด้วยความน่ากลัว จนทำให้ลูกชายตัวน้อยที่เคยเรียก “พ่อ” อยู่เสมอถึงกับไม่กล้าเรียกออกมา เขาหลบอยู่ในอ้อมกอดของแม่ จ้องพ่อด้วยดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยความสงสัย
เ้าเด็กอ้วนไม่เข้าใจเลยว่า เหตุใดพ่อที่เพิ่งจะซื้อเหมยฮวาเกาให้เขาเมื่อครู่นี้ จู่ๆ ก็น่ากลัวยิ่งกว่าเสือในนิทานที่แม่นมเล่าให้ฟังเสียอีก
ติงเหว่ยไม่อยากให้จิตใจอันบริสุทธิ์ของลูกต้องได้รับผลกระทบจากเื่นี้ จึงเอามือไปจั๊กจี้ที่รักแร้ของเขา และแน่นอนว่าเ้าตัวน้อยที่กลัวจั๊กจี้ก็หัวเราะคิกคักออกมา ร่างน้อยๆ บิดไปบิดมาเพื่อหลบหลีก “มือปีศาจ” ของแม่
เสียงหัวเราะสดใสช่วยละลายความหนาวเย็นในรถม้า สีหน้าของกงจื้อิค่อยๆ ผ่อนคลายลง แต่ในดวงตากลับเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
“ทำให้เ้าเสียใจจนได้”
ติงเหว่ยเริ่มจะแสบจมูกขึ้นมา เื่ราวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ แม้ว่านางจะไม่คิดมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านางจะไม่สนใจ เพียงแต่เื่แบบนี้นางคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว อีกทั้งครอบครัวของพวกเขาก็อยู่ร่วมกันในยามทุกข์ยาก กงจื้อิไม่ทิ้งนางแล้วเลือกที่จะเข้าวังหลวงคนเดียว นางจึงบอกกับตนเองว่าให้ปล่อยวาง
“ไม่เป็ไร ข้าก็เป็เพียงหญิงสาวชาวนาตามที่พวกเขาพูดนั่นแหละ อีกอย่างพวกเขาพูดออกมาตรงๆ วันนี้ก็ดี จะได้ไม่ต้องมาเกิดปัญหาในเวลาสำคัญและกลายเป็ภาระให้ท่านในภายหลัง”
ติงเหว่ยโบกมือ แล้วจับมือลูกชายตัวน้อยขึ้นมาตีหน้าพ่อของเขาเบาๆ จากนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า “พอแล้วล่ะ ลูกชายช่วยลงโทษท่านแทนข้าแล้วนะ ท่านก็อย่าโทษตนเองอีกเลย ที่สำคัญคือในวังหลวงนั้นวุ่นวายมาก พวกเรามีคนไม่กี่คน หากข้ากับลูกชายเข้าไปโดยไม่ทันระวัง อาจถูกกลืนกินจนไม่เหลือแม้แต่กระดูกภายในไม่กี่วัน การกลับไปที่จวนอู่โฮ่วแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน พวกเราสองแม่ลูกจะได้ไม่ต้องนอนหลับโดยต้องลืมตาข้างหนึ่งไว้”
