โลกทั้งใบหมุนคว้างและมืดมนนั่นคือความรู้สึกแรกที่ แอนรับรู้เมื่อสติสัมปชัญญะเริ่มหวนคืนกลับมาทีละน้อย แต่สิ่งที่ชัดเจนยิ่งกว่าความมึนงง คือความเ็ปที่แล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย และััที่แสนจะอึดอัดทรมาน
เธอไม่ได้นอนอยู่บนเตียงนุ่ม หรือพื้นหิมะเย็นเฉียบอีกต่อไป แต่เธอกำลังลอยอยู่
เปลือกตาบางหนักอึ้งค่อยๆ ปรือขึ้น ภาพที่ปรากฏตรงหน้ายังคงพร่ามัว แต่ประสาทััทางกายกลับตื่นตัวอย่างรุนแรง แอนพบว่าตนเองกำลังถูกจับให้นั่งพาดขวางอยู่บนหน้าตักของใครคนหนึ่ง บนหลังม้าที่กำลังควบทะยานด้วยความเร็วสูง
“อื้อ”
เสียงครางแ่เบาเล็ดลอดออกมาจากลำคอแห้งผาก ทันทีที่เธอขยับตัว แขนเหล็กกล้าข้างหนึ่งก็รัดแน่นเข้าที่เอวคอดกิ่วของเธอราวกับคีมเหล็ก ล็อกร่างของเธอให้แนบชิดติดกับแผงอกกว้างที่แข็งแกร่งดุจหินผา
ผู้ชายคนนี้คือบุรุษหน้ากากเหล็กคนนั้น
แอนถูกจัดให้นั่งหันข้าง พิงอกของเขา ศีรษะของเธอซบลงที่บ่ากว้างซึ่งหุ้มด้วยเกราะไหล่เย็นเฉียบ ความเย็นของโลหะเสียดสีกับแก้มเนียนนุ่มจนรู้สึกแสบ แต่สิ่งที่ทำให้เธอหายใจไม่ทั่วท้องกลับไม่ใช่ความเย็น หากแต่เป็ความร้อนมหาศาลที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างกายกำยำภายใต้ชุดเกราะหนานั้น
ตึกตัก...ตึกตัก
เสียงหัวใจของเขาเต้นแรงและหนักหน่วงดังก้องอยู่ในหูของเธอ ทุกจังหวะการเต้นมันช่างทรงพลังราวกับกลองศึก
แอนรับรู้ได้ถึงมัดกล้ามเนื้อที่เกร็งตัวและคลายตัวตามจังหวะการบังคับม้า ท่อนขาแข็งแรงของเขาที่ขนาบอยู่ด้านข้างเสียดสีกับสะโพกและต้นขาเปลือยเปล่าของเธอที่โผล่พ้นผ้านุ่งจีบหน้านางออกมา
“ยะหยุดปล่อย”
แอนพยายามจะดิ้นรน แต่ยิ่งดิ้นร่างกายของเธอก็ยิ่งบดเบียดเข้าหาเขามากขึ้น สรีระนุ่มหยุ่นของผู้หญิง ทั้งหน้าอกอวบอิ่มที่ปราศจากบราเซียร์รองรับ และสะโพกผายที่กลมกลึง ถูกแรงเหวี่ยงของม้ากดทับและถูไถไปกับหน้าท้องแกร่งและ่ล่างของบุรุษเพศอย่างหยาบโลน
กลิ่นกลิ่นกายของเขาช่างรุนแรงเหลือเกิน
มันไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่เธอคุ้นเคยจากพระเอกละครในวงการ แต่มันคือกลิ่นของผู้ชายอย่างแท้จริง กลิ่นเหงื่อผสมกลิ่นหนัง กลิ่นสนิมเหล็กจางๆ จากชุดเกราะ และกลิ่นอายดิบเถื่อนของนักรบที่ผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชน กลิ่นนั้นแทรกซึมเข้ามาในจมูก มอมเมาสติของแอนให้พร่าเลือน มันน่าหวาดหวั่นแต่ในขณะเดียวกันก็กระตุ้นความรู้สึกบางอย่างที่ลึกล้ำในส่วนลึกให้ตื่นตัว
ทางด้านหลี่เหว่ยผู้กุมบังเหียนม้าสีนิล ภายใต้หน้ากากเหล็กที่ไร้อารมณ์นั้น ใบหน้าคมเข้มกำลังขบกรามแน่นจนขึ้นสันนูน
“บ้าเอ๊ย” เขาคำรามในลำคอแ่เบา
เขาตั้งใจจะจับนางพาดหลังม้าเหมือนถุงสัมภาระ แต่เมื่อเห็นนางสลบไสล ผิวพรรณบอบบางราวกับทำจากน้ำค้างแข็ง เขาจึงตัดสินใจอุ้มนางขึ้นมานั่งตักเพื่อกันไม่ให้นางตกม้าตายเสียก่อน แต่นั่นกลับกลายเป็การทรมานตัวเองอย่างสาหัส
ร่างนุ่มนิ่มที่อยู่ในวงแขนนี้ช่างอันตรายนัก กลิ่นหอมประหลาดจากเรือนผมนางกลิ่นเหมือนดอกไม้เมือง์ที่เขาไม่รู้จักลอยมาแตะจมูกทุกครั้งที่ลมพัด ััจากเนินเนื้ออวบหยุ่นที่บดเบียดแผงอกของเขาผ่านเกราะหนัง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสะโพกมนที่กำลังขยับเสียดสีอยู่เหนือจุดยุทธศาสตร์กลางลำตัวของเขาตามจังหวะม้าวิ่ง
ความร้อนสายหนึ่งแล่นพล่านจากท้องน้อยลงสู่เบื้องล่างอย่างรวดเร็ว หลี่เหว่ยพยายามข่มกลั้นอารมณ์ดิบ สั่งตัวเองว่านี่คือเชลย คือปีศาจ แต่ร่างกายของบุรุษวัยฉกรรจ์ที่ห่างเหินสตรีมานานกลับทรยศนายของมัน แก่นกายภายใต้กางเกงหนังเริ่มตื่นตัวและขยายขนาดขึ้นอย่างเงียบเชียบ จนมันเริ่มดันดุนก้นนิ่มของเชลยสาว
แอนสะดุ้งเฮือกเมื่อรู้สึกถึงความแข็งขึงบางอย่างที่ดุนดันอยู่ที่บั้นท้าย เธอไม่ใช่อินโนเซนท์จนไม่รู้ว่ามันคืออะไร ใบหน้าสวยซีดเผือดเปลี่ยนเป็แดงก่ำด้วยความอับอายและหวาดกลัว
“คนลามก” เธอเอ่ยเสียงสั่น
หลี่เหว่ยได้ยินคำนั้นแม้จะไม่เข้าใจภาษา แต่จากน้ำเสียงเขาก็เดาได้ เขาตวาดเสียงเข้มกลบเกลื่อนความขัดเขิน
“หุบปาก อยู่นิ่งๆ ถ้าไม่อยากตกม้าตาย!”
เขากระตุกบังเหียนเร่งความเร็วขึ้นอีก เพื่อรีบไปให้ถึงจุดหมายและยุติความทรมานอันแสนวาบหวามนี้เสียที
เบื้องหน้าของพวกเขาคือกำแพงหินสีดำทะมึนสูงเสียดฟ้าที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางหุบเขาหิมะ ป้อมปราการทมิฬ ฐานบัญชาการแห่งแดนเหนือ ธงรูปพยัคฆ์คำรามปลิวสะบัดเหนือยอดป้อม บรรยากาศโดยรอบแผ่รังสีอำมหิตและน่าเกรงขามจนแอนตัวสั่นเทา
ประตูเหล็กขนาดมหึมาค่อยๆ เปิดออกพร้อมเสียงล้อเฟืองที่บดกันดังสนั่นหวั่นไหว ราวกับปากของสัตว์ร้ายที่กำลังเปิดอ้ารอรับเหยื่ออันโอชะเข้าไปเคี้ยวกลืน
……….……….
ร่างของแอนถูกโยนลงบนพื้นหินแกรนิตอันเย็นเฉียบกลางห้องโถงใหญ่ราวกับเป็เพียงตุ๊กตาไร้ค่า ความเ็ปแล่นริ้วขึ้นมาจากข้อศอกและหัวเข่าที่กระแทกพื้น แอนร้องออกมาด้วยความเ็ป น้ำตาที่เพิ่งแห้งเหือดไปเริ่มรื้นขึ้นมาอีกครั้ง
“โอ๊ยเจ็บ”
เธอยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก สายตากวาดมองไปรอบๆ ด้วยความตื่นตระหนก
นี่มันที่ไหนกัน? มันเหมือนฉากในหนังายุคโบราณไม่มีผิดเพี้ยน ห้องโถงกว้างใหญ่ เพดานสูงลิบ ประดับด้วยคบเพลิงที่ลุกโชนให้แสงสว่างวูบวาบตามผนังหิน เสาหินแกะสลักรูปสัตว์ร้ายตั้งเรียงรายดูน่ากลัว แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือสายตานับร้อยคู่ที่จ้องมองมาที่เธอ
ทหารองครักษ์นับสิบคนที่ยืนเรียงแถว ต่างจ้องมองเชลยสาวด้วยสายตาที่ปิดไม่มิดถึงความหื่นกระหาย ชุดไทยจักรีที่แอนสวมใส่อยู่ ยามนี้หลุดลุ่ยและเปรอะเปื้อน สไบแพรสีกลีบบัวร่วงลงมาจนเกือบจะหลุดจากไหล่ เผยให้เห็นผิวขาวโอโม่ที่เปล่งประกายล้อแสงไฟ ผ้านุ่งที่เลิกขึ้นสูงเผยให้เห็นเรียวขาขาวเนียน
เสียงกลืนน้ำลายดังเอือกใหญ่มาจากทหารบางคน สำหรับบุรุษแดนเหนือที่เห็นแต่สตรีใส่ชุดหนาเตอะ การได้เห็นเรือนร่างที่เปิดเผยและยั่วยวนเช่นนี้ มันเหมือนกับการโยนเนื้อสดชิ้นงามลงไปในฝูงหมาป่า
แอนรีบดึงสไบขึ้นมาปิดหน้าอก พยายามห่อตัวให้เล็กลงที่สุดด้วยความหวาดกลัว
ตึง!
เสียงฝีเท้าหนักๆ เดินขึ้นไปสู่แท่นยกพื้นด้านหน้า แอนเงยหน้าขึ้นมองด้วยใจระทึก
บนบัลลังก์ที่ปูด้วยหนังเสือโคร่งผืนใหญ่ บุรุษร่างั์ผู้เป็เ้าของสถานที่นั่งลงด้วยท่าทางองอาจ เขายกมือขึ้นปลดล็อกหน้ากากเหล็กที่สวมอยู่ออกอย่างช้าๆ
วินาทีนั้น แอนแทบลืมหายใจ
ใบหน้าที่ปรากฏอยู่หลังหน้ากากนั้น หล่อเหลาคมคายจนน่าตะลึง โครงหน้าชัดเจนราวกับรูปสลักเทพเ้ากรีก คิ้วเข้มพาดเฉียงดั่งกระบี่ จมูกโด่งเป็สันตรงรับกับริมฝีปากหยักลึกที่ดูดื้อรั้น แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือดวงตาสีนิลคู่คมกริบที่แฝงแววอำมหิตและเ็า มันคือใบหน้าที่งดงามแต่งดงามแบบยาพิษร้ายแรง
