ฮั่วเสี่ยวเหวินรู้ว่าตัวเองเป็เหยื่อ เธอเลือกครอบครัวที่จะเกิดไม่ได้ แต่นี่มันเกินไปแล้ว เธอทั้งโดนโจรชั่วในคราบของย่ากับพ่อมาขโมยเอาของที่คุณลุงซื้อให้ ทั้งโดนคนทั้งหมู่บ้านมามุงดูคิดว่าเป็เื่สนุกสนาน ส่วนหัวหน้าหมู่บ้าน ตอนนั้นรับปากคุณลุงเสียดิบดีว่าจะดูแลเธอ แต่พอถึงเวลาสำคัญจริงๆ กลับพูดแฝงความนัยว่าให้เธอตามกลับไปอยู่กับสองคนนั้น
เมื่อท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง หมู่บ้านก็เงียบสงัดลงอย่างฉับพลัน มีแค่ไม่กี่บ้านที่ยังมีไฟส่องสว่างอยู่ ความรู้สึกเงียบเชียบที่เกิดขึ้นในบรรยากาศนั้นอึดอัดจนหายใจไม่ออก
บ้านของจางเจียิเองก็ไม่มีแสงสว่างในเวลากลางคืน เด็กทั้งสองกำลังนั่งพิงกันอยู่บนเตียงอิฐ ท่ามกลางความเงียบ ในที่สุดจางเจียิก็พูดออกมาว่า “ฮั่วเสี่ยวเหวิน พรุ่งนี้เธอไปอยู่บ้านคุณลุงของเธอเถอะ”
เขาอวดเก่งเอง คิดว่าตัวเองสามารถดูแลฮั่วเสี่ยวเหวินได้ ทว่าตอนนี้… หากไม่มีเงินยังพอไปทำงานแลกอาหารให้เธอได้อยู่ แต่นี่แม้แต่หัวหน้าหมู่บ้านยังอยากให้เธอกลับไปอยู่บ้านฮั่ว
“ไม่ พี่เจียิ ฉันจะอยู่กับพี่ จะอยู่กับพี่ตลอดไป” ฮั่วเสี่ยวเหวินหันไปกอดเด็กชายแน่น เด็กหญิงอายุเพียงแค่นี้กลับเริ่มมีความรักของสาวน้อยแล้ว
“แต่ว่า แม้แต่หัวหน้าหมู่บ้านยังบอกให้เธอกลับบ้านไป ถึงแม้ว่ากลับไปแล้วจะโดนรังแกอยู่ดี เธอก็ต้องกลับไป”
“ฉันไม่กลับ ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไรก็ไม่กลับ หากพวกเขาบังคับ ฉันก็จะหนีออกจากบ้านทันทีที่ฟ้ามืด” ฮั่วเสี่ยวเหวินพูดอย่างดื้อรั้น ราวกับว่าตราบใดที่เธอไม่เห็นด้วย ก็ไม่มีผู้ใดสามารถทำอะไรได้ทั้งนั้น
“ไม่ได้ ขืนเป็แบบนี้ต่อไปเธออาจจะถูกพ่อของเธอตีตายเอาได้นะ” ชีวิตอันโหดร้ายทำให้จิตใจของเด็กหนุ่มโตเร็วกว่าเด็กทั่วไป เขารู้ว่าหากปล่อยให้เป็แบบนี้ต่อไปคงไม่ใช่หนทางที่ถูกต้องแน่ ในตอนนี้มีแค่คุณลุงของเธอเท่านั้นที่จะช่วยเธอได้
เขาตัดสินใจแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องส่งเธอไปให้คุณลุงภายในวันพรุ่งนี้
“ฮั่วเสี่ยวเหวิน” จางเจียิไม่รู้ว่าตัวเองควรพูดอะไร เขาอดนึกถึงครั้งแรกที่เจอเธอไม่ได้ ตอนนั้นหลังจากที่เธอเห็นแผลเป็บนหน้าเขา เธอดูหวาดกลัวเล็กน้อย มือน้อยๆ ของเธอกำชายเสื้อแน่น แล้วถามอย่างระมัดระวังว่า “ยังเจ็บแผลอยู่ไหมจ๊ะ?”
ไม่รู้เพราะเหตุใด หลังจากนั้นจางเจียิก็อยากไปหาเธอทุกครั้งที่มีเวลาว่าง คำพูดของคนในหมู่บ้านต่างบอกว่าเขาเป็ตัวซวย เด็กๆ ล้วนไม่กล้าเล่นกับเขา มีแค่เพียงฮั่วเสี่ยวเหวินผู้ผอมบางคนเดียวเท่านั้นที่ยอมคุยด้วย ทั้งยังคอยเรียกเขาว่าพี่เจียิด้วยเสียงหวานๆ
หนุ่มสาวในหมู่บ้านแต่งงานค่อนข้างเร็ว จางเจียิในวัยสิบหกปีรู้ดีว่าเธอจะอยู่กับตัวเองตลอดไปได้ก็ต่อเมื่อได้กลายเป็ภรรยาของเขาเท่านั้น วันนั้นเขาถึงได้ถามว่า “เธอยินดีเป็ภรรยาพี่หรือไม่?”
แต่พรุ่งนี้เธอต้องไปแล้ว จางเจียิย่อมรู้สึกอาลัยอาวรณ์ หยดน้ำตารินไหลโดยที่ไม่รู้ตัว
ฮั่วเสี่ยวเหวินซึ่งถูกกอดแน่นสังเกตเห็นได้อย่างรวดเร็ว เธอเอื้อมมือน้อยๆ ไปเช็ดน้ำตาให้เขาเหมือนตัวเองเป็ผู้ใหญ่
ผ่านไปเนิ่นนานเท่าไรก็สุดรู้ ทั้งสองค่อยๆ อ่อนเพลียลง จังหวะที่จางเจียิกำลังจะบอกให้รีบนอน ฮั่วเสี่ยวเหวินก็ชิงพูดขึ้นมาก่อนว่า “พี่เจียิ พวกเราขึ้นเขากันเถอะ ไปใช้ชีวิตบนูเากัน ไม่ต้องลงมาที่หมู่บ้านอีกตลอดชีวิต”
“ขึ้นเขาหรือ?” จางเจียิใกับความคิดอันเด็ดเดี่ยวของฮั่วเสี่ยวเหวิน แต่เมื่อลองตรองดูก็คิดว่าสามารถทำได้อยู่ ถึงเวลานั้นเขาจะปลูกพืชทำไร่บนูเา น่าจะสามารถอยู่รอดได้
เมื่อคิดเช่นนี้ จางเจียิพลันรู้สึกดีขึ้น จึงตอบตกลงไป
“อื้ม พรุ่งนี้ฟ้าสางแล้วพวกเราขึ้นเขากันเถอะ” ฮั่วเสี่ยวเหวินดีใจมาก เธอไม่ได้นึกถึงความลำบากในวันข้างหน้าเลยสักนิด หรือจะบอกว่าเธอไม่สนใจก็ได้ ขอแค่ได้อยู่กับคนที่ชอบ ไม่ว่าอะไรก็คุ้มค่าทั้งนั้น
ท้องฟ้าเริ่มสว่าง แต่ภายในบ้านยังคงมืดสลัว ทั้งสองคนช่วยกันเก็บผ้าห่มขาดๆ ผืนนั้นกับเสื้อผ้าสองสามชุดลงในกระสอบแล้วเดินทางขึ้นเขา
ทว่าเมื่อมาถึงบนเขา ทั้งสองกลับต้องลนลาน มีแค่ผ้าห่มผืนเดียว จะไปอยู่ที่ไหนได้? แต่ก็ช่วยไม่ได้ ในเมื่อออกมาแล้ว จะให้ถอยกลับไปคงไม่ใช่เื่ อย่างมากก็เก็บกวาดถ้ำสักแห่งไว้เป็ที่พักพิงชั่วคราวก่อน
เส้นทางบนูเาไม่ได้มีหญ้าที่สูงท่วมหัวหรือมีหนามปกคลุมแต่อย่างใด ฮั่วเสี่ยวเหวินเพิ่งรู้จากในความทรงจำของร่างเดิมว่า ที่แท้คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านก็ทำอาหารด้วยฟืน ต้นไม้ และวัชพืช สองข้างทางจึงถูกถางออกไปเสียเรียบเตียน
์ย่อมมีทางออกให้คนเราเสมอ ไม่ไกลออกไปพวกเขาพบบ้านถ้ำแห่งหนึ่ง แต่มีสภาพเก่าผุพังเหมือนไม่มีคนอยู่มานานหลายร้อยปีแล้ว
ทว่าฮั่วเสี่ยวเหวินกลับรู้สึกดีใจนัก “ยอดไปเลย ในที่สุดพวกเราก็มีที่อยู่แล้ว”
‘แอ๊ด’ ประตูเปิดออก ภายในบ้านมืดสลัว สภาพเก่าเยินยิ่งกว่าบ้านของจางเจียิอีก ทั้งสองเก็บกวาดแค่เพียงเล็กน้อยก็ย้ายเข้าไปอยู่
“พี่เจียิ ยังไม่เจอของกินอีกหรือจ๊ะ?” ผ่านไปสองวัน ผลไม้ป่าที่พอจะหาได้บนูเาถูกเก็บไปหมดแล้ว แต่ผลไม้ป่าที่พวกเขาตามหาก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่นัก ไม่เพียงมีรสชาติเปรี้ยวแต่ยังไม่อร่อยด้วย ที่สำคัญคือไม่อิ่มท้องเลยสักนิด
จางเจียิส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง ทั้งสองหิวจนหมดแรงแล้ว ร่างกายของฮั่วเสี่ยวเหวินอ่อนแอ ทนหิวไม่ค่อยได้ เธอนอนหมดแรงอยู่บนเตียงอิฐ
“พวกเราจะหิวตายอยู่ที่นี่ไหม?” จางเจียินอนลง เหลือเรี่ยวแรงไม่มากแล้ว ใช่ เขาเริ่มรู้สึกเสียใจแล้ว เขาไม่ควรพาหล่อนขึ้นมาบนเขาเพียงเพราะความเห็นแก่ตัวของตัวเองเลย
“ขอแค่อยู่กับพี่เจียิ ฉันก็ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น” ฮั่วเสี่ยวเหวินยิ้มออกมา หากเธอไปจากพี่เจียิ โลกนี้จะยังมีคนเป็ห่วงเธอจากใจจริงอีกหรือ? หากต้องใช้ชีวิตในโลกอันโหดร้ายแห่งนี้คนเดียว ไม่สู้ตายไปพร้อมกับคนที่ตัวเองชอบเสียยังจะดีกว่า
ผ่านไปสามวัน ทั้งสองไม่มีความหวังใดๆ ต่อให้มีคนในหมู่บ้านผ่านมาก็คงไม่ช่วยพวกเขาแน่ แม้จะบอกว่าปฏิรูปเปิดประเทศแล้ว แต่หมู่บ้านยากจนยังคงมีอยู่มาก มีเพียงไม่กี่ครอบครัวเท่านั้นที่ได้กินอิ่มนอนหลับ หากเป็เช่นนี้ใครจะรับเลี้ยงเด็กสองคนได้อีกกัน?
“มีเด็กสองคนอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?” ท่ามกลางสติที่เลือนราง จางเจียิได้ยินเสียงผู้ชายดังขึ้น “ขอร้องล่ะ ช่วยฮั่วเสี่ยวเหวินด้วยครับ เธอจะหิวตายอยู่แล้ว” เขาพยายามลุกขึ้นนั่งด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีเพื่อขอร้องผู้ชายตรงหน้า
“มา เด็กน้อย” ชายคนนี้เดินไปปลุกฮั่วเสี่ยวเหวิน แล้วหยิบหมั่นโถวสองลูกออกมาจากกระเป๋าให้เธอ
ฮั่วเสี่ยวเหวินเอื้อมมือรับหมั่นโถวมากัดคำโต ขณะเดียวกันก็แบ่งอีกลูกให้จางเจียิ แต่จางเจียิกลับไม่ยอมรับหมั่นโถวลูกนั้น เขาขอบคุณชายคนนั้นไม่หยุด
“ไม่ต้องเกรงใจ ฉันยังมีอีก” เขาหยิบหมั่นโถวอีกสามลูกออกมาให้กับจางเจียิ
“พวกเธอเป็ลูกเต้าเหล่าใคร แล้วมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? ฉันจะพาพวกเธอกลับบ้าน” ชายคนนี้มีรูปร่างกำยำล่ำสัน ใบหน้าเป็รูปเหลี่ยม ลักษณะน่าจะเป็หนึ่งในคนมีอันจะกินเพียงไม่กี่ครอบครัวในหมู่บ้าน
ได้ยินเช่นนี้ ฮั่วเสี่ยวเหวินก็น้ำตาร่วงพรู “หนูไม่มีบ้าน หนูมีแค่พี่เจียิ” บ้าน สถานที่เช่นนนั้นน่ะหรือ? พ่อไม่รัก ย่ารังเกียจ นั่นสามารถเรียกว่าบ้านได้อีกหรือ?
“เธอคือจางเจียิ?” ชายคนนั้นลุกขึ้นยืน เขาล่าสัตว์บนเขามาเป็เวลานาน ย่อมเคยได้ยินเื่ในหมู่บ้านมาบ้าง แต่ไม่เคยเจอเด็กคนนี้ที่หลายคนกล่าวถึงก็เท่านั้น
“เช่นนั้นเอาอย่างนี้แล้วกัน เธอตามฉันไปล่าสัตว์ หากล่าได้แล้วฉันจะไม่เอาของเธอ และฉันก็จะเอาเสบียงอาหารมาให้น้องสาวของเธอด้วย แบบนี้ดีหรือไม่?” ชายคนนี้เป็คนดี รู้ทั้งรู้ว่าเด็กอายุสิบหกคงล่าสัตว์ไม่ได้แต่กลับพูดเช่นนี้เพื่อช่วยเหลือเด็กทั้งสองคน