ครั้นเคอโยวหรานได้ยินก็เข้าใจความหมายของต้วนเหลยถิงทันที เขาทำเช่นนี้เพราะอยากปกป้องผู้ใหญ่บ้านเฉินทั้งครอบครัว
เพราะถึงอย่างไรในยุคสมัยนี้ หากจวนใดมีเคล็ดลับดั่งต้นไม้เขย่าทรัพย์ เช่นนั้นก็ไม่ต่างอันใดกับมูลเหตุแห่งหายนะ ไม่แน่ว่าสกุลเฉินอาจเจอหายนะจนถึงขั้นถูกกวาดล้างจวน
ผู้ใหญ่บ้านเฉินเคยประสบเื่ราวต่างๆ มาไม่น้อย ครั้นได้ยินต้วนเหลยถิงกล่าวเยี่ยงนี้ก็เข้าใจโดยพลัน นึกไม่ถึงว่าคนต่างแซ่ที่มาจากภายนอกจะมีความรับผิดชอบเสียยิ่งกว่าคนในหมู่บ้าน การปกป้องครานี้ สกุลเฉินของพวกเขาจดจำเอาไว้แล้ว
อีกทั้งวันนี้ผู้ใหญ่บ้านเฉินยังลอบรู้สึกว่า บนกายของต้วนซานหลางกับเคอโยวหรานมีกลิ่นอายที่มิอาจบรรยายประการหนึ่ง ส่งผลให้เขาอยากก้มหัวยอมศิโรราบอย่างน่าประหลาด
ปู่รองสกุลเคอกับคนสกุลเคอได้ยินต้วนเหลยถิงเอ่ยเช่นนี้ก็พากันปักใจเชื่ออยู่หลายส่วน เพราะหากจวนของผู้ใดมีเคล็ดลับแล้วบอกออกไปทั้งหมด เช่นนั้นไม่เท่ากับเป็คนโง่หรอกหรือ?
ปู่รองสกุลเคอเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าวพลางเอ่ย “ในเมื่อเป็เช่นนี้ พวกเราก็จะยอมถอยหนึ่งก้าว ทว่าสกุลต้วนให้คนสกุลเฉินช่วยเหลือ เช่นนั้นก็ควรจะให้สกุลเคอของพวกเราช่วยทำ ‘เกี๊ยวน้ำมรกต’ ด้วยจริงหรือไม่?”
เคอโยวหรานตกปากรับคำอย่างตรงไปตรงมา “ได้สิเ้าคะ โรงงานที่สร้างไว้ตรงเชิงเขาเสี่ยวชิงก็มีไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ ถ้าพวกท่านคิดอยากจะทำงานในโรงงาน เช่นนั้นก็ลงนามในสัญญาเก็บความลับ หากผู้ใดแพร่งพรายวิธีทำออกไป แม้จะเป็เพียงขั้นตอนเดียวก็ต้องชดใช้ด้วยเงินหนึ่งล้านตำลึง”
“ว่าอย่างไรนะ? เคอโยวหราน เ้าคิดจะปล้นกันหรือ? ขายทั้งหมู่บ้านเถาหยวนก็ยังได้เงินไม่ถึงหนึ่งล้านตำลึง เงินจำนวนนี้ผู้ใดจะไปจ่ายไหวกัน?” ปู่รองสกุลเคอถึงกับกระเด้งกายขึ้นสูงสามฉื่อ โมโหเสียจนหนวดเครากระดกเสียแล้ว
เคอโยวหรานเอ่ยอย่างไม่สะทกสะท้าน “หากไม่เผยความลับก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นทั้งสิ้น ท่านจะร้อนใจด้วยเหตุใด? นี่เป็เพียงหนึ่งในหลักประกันรักษาความลับของเคล็ดลับเท่านั้นเ้าค่ะ”
“แม้จะเป็หลักประกันก็ต่ำสักหน่อยมิได้หรืออย่างไร?” ผู้เฒ่าเคอจดจ้องเคอโยวหรานด้วยความไม่พอใจ
การที่หลานสาวโต้เถียงกับปู่ย่อมดูไม่ดีนักหากถูกแพร่งพรายออกไป ต้วนเหลยถิงจึงบังภรรยาของตนไว้ข้างหลังก่อนจะก้าวเข้ามาเผชิญหน้าด้วยตนเอง
“ถ้าค่าชดเชยต่ำเกินไป คงยากรับรองว่าจะไม่มีคนยอมเสี่ยงเพื่อแพร่งพรายเคล็ดลับ หากผู้ซื้อยอมจ่ายราคาสูงและยินยอมชดเชยค่าเสียหายเล่า?
พวกเราคิดใคร่ครวญจนรอบคอบทุกด้านแล้วถึงได้ตั้งราคาสูงเช่นนี้ ถ้าไม่ยินดีลงนาม พวกเราก็มิได้บีบบังคับให้พวกท่านเข้าไปในโรงงานมิใช่หรือขอรับ?”
ผู้ใหญ่บ้านเฉินพยักหน้าเอ่ย “ควรจะลงนามในสัญญาจริงๆ หากทุกคนไม่แพร่งพรายก็ไม่ต้องกังวลเื่ค่าชดเชยแม้แต่นิด”
เมื่อครู่คนสกุลเฉินถูกเงินหนึ่งล้านตำลึงทำเอาใจนนิ่งงัน ครั้นได้ยินต้วนเหลยถิงกับผู้ใหญ่บ้านเฉินเอ่ยเช่นนี้จึงค่อยได้สติกลับมาโดยพลัน ต่างพากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ก็ถูกต้องแล้วมิใช่หรือ ขอเพียงไม่พูดออกไป เช่นนั้นก็ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยอันใดทั้งสิ้น จะร้อนรนใจด้วยเหตุใดกัน?
ทว่าคนสกุลเคอกลับไม่คิดเยี่ยงนี้ เคอเจิ้งซีก้าวออกมาจากกลุ่มคนแล้วเอ่ยด้วยความโมโหว่า
“โยวหราน มิใช่ว่าอาสามตำหนิเ้า แต่เบื้องหน้าล้วนเป็คนสกุลเดียวกัน คนหมู่บ้านเดียวกันไม่ว่าอย่างไรก็ต้องได้เห็นหน้าตากัน ควรจะไว้น้ำใจไมตรีกันบ้าง การลงนามในสัญญาถือเป็การทำลายความปรองดองจนเกินไป
อีกประการหนึ่ง หลังจากลงนามในสัญญาแล้ว หากมีคนเปิดเผยเคล็ดลับออกไปไม่กี่ประโยคโดยมิตั้งใจ คนหมู่บ้านเดียวกันเช่นเ้าจะให้พวกเขาชดเชยก็ดูไม่ดี จะไม่ชดเชยก็ดูไม่ดี ล้วนไม่มีฝ่ายใดพอใจใช่หรือไม่?”
เคอโยวหรานหัวเราะเย้ยหยัน “ท่านอาสาม ก็เพราะเป็คนหมู่บ้านเดียวกัน ทุกคนล้วนเป็คนคุ้นเคยกัน ดังนั้นถึงต้องเอาคำพูดที่ไม่น่าฟังมาพูดก่อน [1] การทำข้อตกลงและลงนามในสัญญาก็เพื่อปกป้องเคล็ดลับเอาไว้ ทั้งยังเป็การทำเพื่อไม่ให้ทุกคนบาดหมางใจกันในภายหน้าอีกด้วยเ้าค่ะ”
เคอเจิ้งซีถูกตอกกลับจนไร้สิ่งใดจะเอ่ย พลันชี้เคอโยวหรานด้วยความโมโห “เ้า...อย่าได้ไม่ยอมดื่มสุราเคารพ [2] ...อ๊าก!”
ยังกล่าวไม่ทันจบ นิ้วมือที่กำลังชี้ไปทางเคอโยวหรานของเขาก็ถูกแยกออกจากกันเสียก่อน
ต้วนเหลยถิงเก็บแรงกลับมา ชายหนุ่มชำเลืองมองเคอเจิ้งซีที่กำลังกลิ้งเกลือกอยู่บนพื้นด้วยความเ็ปแวบหนึ่งแล้วเอ่ยว่า
“ข้าเคยบอกท่านแล้ว ว่าอย่าได้ใช้นิ้วสกปรกของท่านชี้โยวหรานของข้าอีก นี่มันครั้งที่เท่าใดกันขอรับ?
เห็นแก่ที่ท่านเป็อาของโยวหราน ข้าจึงหักแค่นิ้วเดียว ทว่าหากยังมีครั้งต่อไป เช่นนั้นคงไม่ง่ายดายเยี่ยงการหักนิ้วเสียแล้ว”
ปู่รองสกุลเคอสูดอากาศเย็นหนึ่งเฮือก ก่อนจะหดคอเข้าหากันพลางถอยหลังไปสองก้าว เข้าไปหลบในกลุ่มคนสกุลเคอแล้วลอบอุทานในใจว่า :
์ นึกไม่ถึงว่าต้วนซานหลางจะเก่งกาจขนาดนี้ เพียงเสี้ยววินาทีที่ยกมือขึ้น ไม่จำเป็ต้องใช้อาวุธก็สามารถหักนิ้วคนผู้หนึ่งผ่านอากาศ ทั้งเมื่อครู่ตนยังข่มขู่คนต่อหน้าผู้อื่น ช่างเสี่ยงยิ่งนักจริงๆ!
ครั้นคิดเช่นนี้ ปู่รองสกุลเคอก็กลายเป็เต่าหัวหดทันที
ผู้เฒ่าเคอพลันโผเข้าหาข้างกายของเคอเจิ้งซี โอบกอดเขาเอาไว้พลางร่ำไห้เสียงดังลั่น “เ้าสาม เ้าเป็อย่างไรบ้าง? อย่าทำให้พ่อใเช่นนี้ เืออกมากขนาดนี้จะทำอย่างไรดี? อา...ฮือๆ...”
โอ้ เคอโยวหรานหัวเราะเสียงเย็นอยู่ในใจ ช่างเป็พ่อลูกที่รักใคร่ลึกซึ้งเสียจริง
ภายในความทรงจำเ้าของร่างเดิม ณ ฤดูหนาวเมื่อสามปีก่อน เคอต้าส่าบิดาของนางถูกอาสามผู้นี้หลอกล่อให้วิ่งไปตกปลาให้คนในครอบครัวกินอย่างโง่เขลา
เพราะสติปัญญาเช่นเด็กสองถึงสามขวบ ท่ามกลางพื้นดินถูกปกคลุมด้วยหิมะจะมีปลาให้จับได้อย่างไร? อย่าได้ล้อกันเล่นเลย
ผลสุดท้ายบิดาของนางตกลงไปในโพรงน้ำแข็ง ตอนถูกคนสกุลเฉินช่วยขึ้นมาก็เหลือเพียงลมหายใจรวยรินเสียเล้ว
ท่านปู่กับท่านอาสามในนามเหล่านี้ไม่เพียงไม่สงสาร ทว่ายังกล่าววาจาหยามเหยียดอีกด้วย
ผู้เฒ่าเคอร้องบริภาษว่า “คนโง่ย่อมคือคนโง่ หากตายเสียได้ก็คงดี อยู่ไปก็เปลืองข้าวปลาอาหาร กระทั่งมีสภาพเช่นนี้กลับยังไม่ตาย ช่างดวงแข็งเสียจริง”
เคอเจิ้งซีก็หัวเราะร่าเช่นกัน “แค่หลอกล่อไม่กี่ประโยคก็ะโลงแม่น้ำเสียแล้ว เหตุใดถึงไม่โง่ตายเสียให้รู้แล้วรู้รอด...”
คนในจวนผู้เฒ่าเคอพากันหยามเหยียดสาปแช่งตามๆ กัน ไม่มีผู้ใดช่วยเรียกหมอให้เคอต้าส่าเลยสักคน
โชคยังดีที่แม้สมองของเขาจะใช้การไม่ค่อยได้ แต่กลับเกิดมามีร่างกายแข็งแรง จึงฝืนทนจนผ่านพ้นมาได้
ไม่เช่นนั้นพวกนางสามแม่ลูกคงถูกกดขี่จนไม่เหลือแม้แต่เศษกระดูกเสียแล้ว มีหรือจะยังมีโอกาสให้เคอโยวหรานทะลุมิติมาร่างในภายหลัง?
เมื่อคิดเช่นนี้ เคอโยวหรานจึงไม่มีความรู้สึกสงสารต่อเคอเจิ้งซีกับผู้เฒ่าเคอแม้แต่นิด
กล่าวไปแล้วกระบวนท่าเชือดไก่ให้ลิงดูเช่นนี้ของต้วนเหลยถิงช่างได้ผลดียิ่งนัก ฝูงชนของหมู่บ้านเถาหยวนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพากันเงียบสงัด ไม่มีผู้ใดกล้าเอะอะโวยวายเพราะเื่เคล็ดลับอีกแม้แต่คนเดียว
เคอโยวหรานสาวเท้ามาข้างหน้าหนึ่งก้าว มุมปากนางยกยิ้มบางพลางเอ่ย “โรงงานของข้าจะจ่ายค่าแรงวันละยี่สิบอีแปะ ทั้งยังมีเงินปันส่วนจากกำไรให้ทุกคนในแต่ละเดือนเ้าค่ะ
แน่นอนว่าทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย และต้องลงนามในสัญญาเก็บความลับด้วยนะเ้าคะ
ผู้ที่ยินดีจะทำงานให้ไปลงชื่อกับผู้ใหญ่บ้านเฉินก่อนการเปิดโรงงาน ผู้ใดมาก่อนได้ก่อน หากรายชื่อเต็มก็ต้องรอโอกาสหน้าแล้วเ้าค่ะ”
สิ้นคำกล่าว คนสกุลเฉินพลันยกมือเอ่ยอย่างกลัวว่าตนจะรั้งท้าย
“ข้าลงชื่อ...”
“พวกเราก็ลงชื่อด้วย!”
“เื่ดีๆ เช่นนี้จะไม่ทำได้อย่างไร ฮ่าๆๆ...”
“ใช่แล้ว...ฮ่าๆๆ...”
คนสกุลเฉินต่างพากันคึกคัก เพราะนี่คือรายได้ตั้งวันละยี่สิบอีแปะเชียวนะ!
ต่อให้ไปทำงานในตัวเมืองก็ได้เงินเพียงสิบถึงสิบห้าอีแปะ หากลงชื่อพวกเขาก็จะสามารถทำงานอยู่ในหมู่บ้าน ไม่เอ่ยถึงเื่ได้คอยดูแลคนในครอบครัว แต่ยังไม่ต้องออกเช้ากลับค่ำเดินทางไกล นอกจากนี้รายได้ยังสูง ช่างมีความสุขเหลือเกิน...
คนสกุลเคอพากันคับแค้นใจ ด้วยความน่าเกรงขามของต้วนเหลยถิงจึงไม่กล้าเอ่ยสิ่งใด ทว่าภายในใจกลับบริภาษต้วนเหลยถิงกับเคอโยวหรานอย่างสาดเสียเทเสีย
เกี๊ยวน้ำมรกตหนึ่งถ้วยขายได้ราคาหนึ่งตำลึง แต่ค่าแรงกลับแค่วันละยี่สิบอีแปะ นี่เห็นพวกเขาเป็อันใดกัน? แรงงานที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเช่นนั้นหรือ?
หึ สองคนนี้ช่างเพ้อฝันเสียงดงาม หากสกุลเคอของพวกเขาไม่ลงชื่อ ดูเถิดว่าสกุลต้วนยังจะไปหาคนที่ใดมาทำงานได้...
ขณะทุกคนกำลังลอบบริภาษต้วนเหลยถิงอยู่ในใจ ผู้เฒ่าเคอได้ฉีกชายเสื้อออกมาเพื่อช่วยพันปากแผลของเคอเจิ้งซีให้เรียบร้อย ก่อนจะลุกขึ้นจดจ้องเคอโยวหรานด้วยความเคียดแค้น
เขาอาศัยว่าตนเองเป็ปู่ จัดการปาดน้ำตาพลางเอ่ยด้วยความโกรธเคืองว่า “เคอโยวหราน เ้าเป็หลานสาวสกุลเคอแต่กลับยื่นแขนออกไปหาคนนอก ไม่กลัวว่าจะถูกขับออกจากสกุลเคอหรืออย่างไร?”
“ซี้ด...” ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพากันสูดปากด้วยความตกตะลึงและเบิกตาโตมองไปทางผู้เฒ่าเคอ
---------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] เอาคำพูดที่ไม่น่าฟังมาพูดก่อน 丑话说在前面 หมายถึง การจะตกลงความร่วมมือกันให้ชัดเจนั้แ่ต้น
[2] ไม่ยอมดื่มสุราเคารพแต่กลับดื่มสุราลงทัณฑ์ 敬酒不吃 吃罚酒 หมายถึง พูดกันดีๆ ไม่ชอบ ต้องให้บังคับ
