ประการที่สองเป็เพราะหลงเซี่ยวอวี่มักละเลยมารยาทต่อเซียนตี้ [1] ั้แ่ยังเล็ก เซียนตี้ไม่เพียงไม่ตำหนิเขาเท่านั้น แต่ยังมอบข้อยกเว้นเป็พิเศษให้อีก ทรงอนุญาตให้หลงเซี่ยวอวี่ไม่ต้องแสดงความอ่อนน้อมไม่ว่าจะพบใครก็ตาม
ดังนั้นทุกครั้งที่หลงเซี่ยวอวี่ทักทายผู้อื่นทั้งที่ยังยืนตัวตรง แม้ว่าพวกเขาจะไม่ชินกับมัน แต่ก็ทำได้แค่ทำความคุ้นเคย ไม่สนใจท่าทางเช่นนั้น
ความสามารถในการทำเช่นนี้ของหลงเซี่ยวอวี่นั้นขึ้นอยู่กับความเคารพต่อผู้าุโของเขาเอง ยามนี้หากอยากให้เขาแสดงความเคารพ จะไม่เป็การต่อต้านข้อยกเว้นพิเศษที่เซียนตี้ทรงประทานให้เขาหรอกหรือ
ดังนั้น ต่อให้ไทเฮาไม่ชอบมันแล้วอย่างไร? เว้นแต่เซียนตี้จะสามารถะโขึ้นมาจากดิน ตัดข้อยกเว้นพิเศษออกไปได้ ไม่เช่นนั้น ไทเฮาก็ทำได้เพียงเพิกเฉยเช่นในยามนี้
แต่ไทเฮาคาดไม่ถึงจริงๆ...นางไม่คาดคิดว่ามู่จื่อหลิงจะใช้หลักสามคล้อยสี่คุณธรรมมาทำให้นางหายใจไม่ออกได้เช่นนี้ นางจะไม่โกรธได้อย่างไร?
กล่าวได้ว่า เมื่อเห็นไทเฮาทรงพิโรธจนเนื้อหนังเหี่ยวย่นสั่นสะท้าน มู่จื่อหลิงรู้สึกอารมณ์ดีเป็พิเศษ แต่นางทำได้เพียงซ่อนความอารมณ์ดีนี้ไว้ในใจ แสร้งทำเป็ไร้เดียงสาต่อไป
มุมปากของหลงเซี่ยวอวี่ซึ่งกำลังดื่มชาอย่างเงียบๆ ขยับเล็กน้อย เขาวางถ้วยชาในมือลง เอนตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน
ประกายแวววาวในดวงตาลึกล้ำของเขาเปล่งประกายแรงกล้า ราวกับดวงดาวสว่างไสวในท้องฟ้ายามราตรีอันมืดมิด เขามองมู่จื่อหลิงที่กำลังต่อกรกับไทเฮาอย่างเ้าเล่ห์
เขาย่อมเข้าใจความหมายในคำพูดของหญิงโง่ผู้นี้
ย้อนกลับไปในยามนั้น ภายในงานเลี้ยงในวังหลวง เขายังรู้สึกประหลาดใจอยู่พักหนึ่งยามหญิงผู้นี้กล่าวว่า ‘แต่งออกแล้วต้องเชื่อฟังสามี’ คิดว่านางเป็หญิงที่กล้าหาญยิ่งนัก [2] จะสามารถเป็หญิงที่เชื่อฟังได้หรือ
แต่ยามนี้เมื่อมู่จื่อหลิงพูดอีกครั้ง อารมณ์ซับซ้อนในใจของหลงเซี่ยวอวี่ต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ความรู้สึกอัดแน่นจนเขาหายใจแทบไม่ออก!
หญิงโง่ผู้นี้ช่างกล้าหาญยิ่งนัก แต่นางกลับไม่เคยคิดจะเชื่อฟังเลย เขานึกไม่ออกเลยว่าหญิงโง่ผู้นี้เคยทำตัวดั่งคนเชื่อฟังสามีเมื่อใดและที่ไหน?
ไม่เชื่อฟังสามีก็ไม่เป็ไร แต่นางยังโต้เถียงเขาครั้งแล้วครั้งเล่า หญิงผู้ที่ทำให้คนไม่อาจสงบจิตสงบใจได้ผู้นี้ เอาแต่พูด แต่ไม่เคยคิดจะปฏิบัติ ดังนั้น ในภายภาคหน้าเขายังต้องทำงานหนักเพื่อนางอีกมาก
......
ในยามนี้ นางกำนัลทั้งสองได้เลื่อนเก้าอี้ไม้แดงมาวางด้านหลังไทเฮา แล้วนั่งลงอย่างสง่างาม
เมื่อรู้ว่าตนเองไม่อาจดุด่ามู่จื่อหลิงได้ ไทเฮาจึงมองหลงเซี่ยวอวี่ซึ่งนั่งอย่างสงบอยู่ด้านข้าง “อวี่เอ๋อร์ เ้าจะปล่อยให้นางทำตัวไร้มารยาทเช่นนี้หรือ?”
ทันทีที่ไทเฮาตรัสเช่นนี้ จู่ๆ เล่อเทียนก็รู้สึกขบขัน
ปล่อยให้ทำหรือ? คาดว่าต่อให้ในยามนี้มู่จื่อหลิงจะทำลายห้องทรงพระอักษรทิ้ง ฉีอ๋องคงลังเลที่จะว่ากล่าวนางเช่นกันใช่ไหม?
เขาเฝ้ารอว่าหลงเซี่ยวอวี่จะปกป้องภรรยาอย่างไร...ทันใดนั้นเล่อเทียนก็เปิดพัดด้ามจิ้วในมือ โบกไปมาอย่างไม่ใส่ใจ รอยยิ้มสนใจปรากฏอยู่ในดวงตาสดใสของเขา
แม้กระทั่งฮ่องเต้เหวินอิ้นก็ยังถูกคำถามเมื่อครู่ของไทเฮาดึงดูดความสนใจ นอกจากนี้ พระองค์ยังเข้าใจสิ่งที่ลูกสะใภ้พูดเมื่อครู่นี้ หลักสามคล้อยสี่คุณธรรมคืออะไร พูดกันตามตรงก็คือสามีภรรยานั่นเอง
แม้ว่าพระองค์จะไม่รู้ว่าโอรสผู้เ็าของเขาตกหลุมรักมู่จื่อหลิงได้อย่างไร แต่ไม่ว่าจะอย่างไร มันก็เป็เื่ที่ดี
ฮ่องเต้เหวินอิ้นส่ายพระเศียร แย้มสรวลอย่างกลั้นไม่อยู่ ภายนอกดูเหมือนพระองค์กำลังอ่านฎีกาอย่างจริงจัง แต่พระองค์กลับยังคงเงี่ยหูฟัง
แต่กลับทำให้พวกเขาต้องผิดหวัง สีหน้าของหลงเซี่ยวอวี่ยังปกติ ไม่ใช่แค่นิ่งเฉย แต่ไม่คิดจะหันมองไทเฮาด้วยซ้ำ เขาเพียงแค่หยิบชาขึ้นมาดื่มอย่างช้าๆ
เมื่อเห็นเช่นนี้ จู่ๆ ไทเฮาก็กระอักเืออกมาเต็มปาก ความอึดอัดตรงหน้าอกที่ไม่ลดลงทำให้นางไม่สบายตัวมากจริงๆ
สองคนนี้ คนหนึ่งกล้าโต้กลับ อีกคนกล้าเมินเฉยต่อนาง!
“อายเจียกำลังถามเ้าอยู่” ไทเฮาจ้องหลงเซี่ยวอวี่
แต่ยามต้องเผชิญหน้ากับความโกรธของไทเฮา หลงเซี่ยวอวี่ยังคงเลือกที่จะเพิกเฉย สงบดั่งสายลม [3] สีหน้าค่อนข้างผ่อนคลาย
มู่จื่อหลิงมองไทเฮาด้วยความขบขัน เหตุใดนางจึงรู้สึกว่าไทเฮาไม่ได้เสด็จมาที่นี่เพื่อกล่าวโทษนาง เสด็จมาเพื่อเพิ่มความโกรธเคืองหรอกหรือ?
หากผ่านคืนนี้ไป ไทเฮาผู้เดิมทีเหลือเวลาอีกไม่มากจะต้องสูญเสียอายุขัยไปอีกกี่ปี
เมื่อเห็นฉีอ๋องแสดงท่าทีเฉยเมยที่ไม่อาจมีสิ่งใดมาเปรียบได้ มู่จื่อหลิงก็เข้าใจในทันที กล้าหาญ หลงเซี่ยวอวี่กำลังแสดงกิริยาไร้มารยาทต่อหน้าไทเฮา!
กล่าวได้ว่าทรงพลังมากจริงๆ!
ผ่านไปครู่หนึ่ง ห้องทรงพระอักษรก็เงียบลง
ฮ่องเต้เหวินอิ้นผู้ซึ่งคิดว่ารู้จักบุตรชายของตนดี รู้ดีว่าหากหลงเซี่ยวอวี่ไม่พูด ก็จะไม่มีใครทำอะไรเขาได้
ดังนั้นหากบรรยากาศยังคงไร้ทางไปเช่นนี้ต่อไป สุดท้ายแล้ว ไทเฮาจะเป็เพียงคนเดียวที่ไม่พอพระทัย ในฐานะพ่อ ในฐานะบุตร ในฐานะฮ่องเต้ เขาไม่สามารถนิ่งเฉยได้อีกต่อไป
ฮ่องเต้เหวินอิ้นเงยพระพักตร์ขึ้น ไอแห้งๆ กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง...
ในยามได้ยินการเคลื่อนไหวของฮ่องเต้เหวินอิ้น ไทเฮาไม่สามารถกลืนความโกรธในใจลงได้ จู่ๆ ความโกรธในใจก็พลุ่งพล่านขึ้นมา
นางชี้ไปที่มู่จื่อหลิงด้วยนิ้วที่สั่นเทา มองฮ่องเต้เหวินอิ้น พูดด้วยความโกรธอีกครั้ง “ฮ่องเต้ เหตุใดท่านปล่อยให้พวกเขาดูิ่และไม่เคารพอายเจียเช่นนี้?”
ไม่อาจทำอะไรหลงเซี่ยวอวี่ได้ จึงย้ายไปเรียกร้องต่อฮ่องเต้? มู่จื่อหลิงอยากกลอกตาด้วยความเหยียดหยาม
เมื่อครู่ข้าไร้มารยาท ยามนี้ข้าไม่เคารพผู้าุโหรือ?
เห็นได้ชัดว่าหลงเซี่ยวอวี่เป็คนเริ่ม คนที่ไม่เคารพผู้าุโกลับกลายเป็นางได้อย่างไร? นอกจากนี้ ไทเฮาเฒ่าก็ไม่ต่างจากแม่มดเฒ่า [4] ในสายตานางเท่านั้น
มู่จื่อหลิงมองไทเฮาอย่างสงบ มุมปากยกราวกับรอยยิ้มเย้ยหยัน
ั้แ่หัวจรดเท้า นางมองไม่เห็นด้วยซ้ำว่าแม่มดเฒ่าผู้นี้มีค่าควรแก่การเคารพที่ตรงไหน? ผู้าุโหรือ? แม่มดเฒ่าอย่างไทเฮาผู้นี้ ท่านช่างแปะทองคำเปลวลงหน้าของตน [5] ได้เก่งจริงๆ
ฮ่องเต้เหวินอิ้นถอนหายใจเบาๆ ขยับมุมปากเล็กน้อย กำลังจะพูด
แต่ก่อนที่ฮ่องเต้เหวินอิ้นจะทันได้เปิดปาก...
นั่นคือตอนที่เล่อเทียนรู้สึกว่าหลงเซี่ยวอวี่ผู้ซึ่งมีท่าทีเฉยเมยมาโดยตลอด จะไม่อาจนิ่งเงียบไม่สนใจสิ่งใดต่อไปได้อย่างแน่นอน
หลงเซี่ยวอวี่ค่อยๆ หันศีรษะมาชำเลืองมองไทเฮาแวบหนึ่ง “พูดไม่หยุดว่าหวางเฟยของเปิ่นหวางไม่รู้มารยาท หรือว่าไทเฮาทรงหลงลืมอะไรไป? หรือแก่แล้วจึงความจำไม่ดี?”
น้ำเสียงของเขาเฉยเมยราวกับน้ำแข็ง ไม่มีความอบอุ่นแม้แต่น้อย ส่งผลให้คนฟังรู้สึกหนาวสั่นราวกับเดินอยู่บนพื้นน้ำแข็ง!
ประโยคนี้ดึงดูดความสนใจของทุกคน
ชั่วขณะหนึ่ง สิ่งที่ทุกคนสนใจไม่ใช่ท่าทีเ็าของหลงเซี่ยวอวี่ที่มีต่อไทเฮา แต่สงสัยว่าการที่เขาพูดเช่นนี้ หมายถึงสิ่งใด
ไทเฮาหันมามองด้วยความประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อมองไปยังดวงตาเ็าของหลงเซี่ยวอวี่ ซึ่งส่อให้เห็นถึงการเยาะเย้ยถากถาง ั์ตาที่ลุ่มลึกจนยากเข้าใจคู่นั้นทำให้ตกตะลึง
ทันใดนั้น ความหวาดกลัวแวบขึ้นในใจของไทเฮา แต่ในเวลาถัดมา นางก็สงบลง ฝืนตัวเองสบสายตาที่เ็านั้นอีกครั้ง
แต่จู่ๆ ไทเฮาก็รู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ดีที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาในใจ
มู่จื่อหลิงรู้สึกสับสนกับคำพูดของหลงเซี่ยวอวี่
ในขณะที่ทุกคนกำลังรอคำพูดต่อไปของหลงเซี่ยวอวี่
หลังจากนั้นไม่นาน...
หลงเซี่ยวอวี่หมุนวนถ้วยชาในมือช้าๆ จ้องมองนางด้วยความรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง “ไทเฮา ท่านลืมสิ่งที่เสด็จปู่ตรัสไว้ในยามนั้นแล้วหรือ?”
์ทราบดี หนามที่บาดลึกที่สุดในหัวใจของไทเฮาคือเซียนตี้ จู่ๆ หลงเซี่ยวอวี่ก็พูดถึงเื่นี้ เขาหมายความว่าอย่างไร?
“เ้า...เ้า...” ไทเฮายกพระหัตถ์ข้างหนึ่งกุมหน้าอก เห็นได้ชัดว่าถูกกระตุ้นจนพูดไม่ออก
แม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดไทเฮาจึงตื่นตระหนกทุกครั้งที่กล่าวถึงเซียนตี้ แต่ฮ่องเต้เหวินอิ้นรู้ดีว่าเซียนตี้เป็สิ่งต้องห้ามสำหรับไทเฮา ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่ควรกล่าวถึง ยามนี้หลงเซี่ยวอวี่หยิบยกเื่นี้ขึ้นมาแล้ว
ฮ่องเต้เหวินอิ้นแสดงท่าทีสงบ โบกพระหัตถ์อย่างเคร่งขรึมจริงจัง “อวี่เอ๋อร์ อย่าหยาบคาย”
มู่จื่อหลิงยื่นมือไปดึงแขนเสื้อของหลงเซี่ยวอวี่อย่างเป็กังวล อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ไม่รู้จะพูดอย่างไร
นางไม่รู้ว่าหลงเซี่ยวอวี่จะพูดอะไรต่อ แต่ยามนี้เขาได้กระตุ้นไทเฮาเช่นนี้ อีกทั้งดูเหมือนว่าฮ่องเต้เหวินอิ้นจะเตรียมเข้าแทรกแซง นี่ดูเหมือนจะไม่ใช่เื่ดีสำหรับหลงเซี่ยวอวี่
แต่ประโยคต่อมาของหลงเซี่ยวอวี่กลับทำให้นางคลายความกังวล
หลงเซี่ยวอวี่ดูเหมือนจะไม่เห็นสีหน้าวิตกกังวลของไทเฮา ไม่ได้ยินเสียงเตือนของฮ่องเต้เหวินอิ้น
เขาจับมือเล็กของมู่จื่อหลิงกุมไว้ด้านข้างของตน มุมปากของเขาโค้งเป็รอยยิ้มบาง ก่อนพูดตามความเป็จริง “เสด็จปู่ทรงอนุญาตให้เปิ่นหวางทำตนไร้มารยาทได้ ดังนั้นฉีหวางเฟยซึ่งเป็ภรรยาของเปิ่นหวาง นางจึงสามารถรับสิทธิประโยชน์นี้ได้เช่นกัน”
มันสมเหตุสมผล...มู่จื่อหลิงตะลึงงันไปเล็กน้อย
ไม่แปลกเลยที่ไทเฮาจะชี้หน้าด่านางอย่างโกรธจัด ปรากฏว่าชายผู้นี้เป็กรณีพิเศษจริงๆ! เช่นนั้นไทเฮา้าใช้นางเป็กระสอบทราย [6] หรือ?
คนที่ชอบเปรียบเทียบกับใครต่อใคร ช่างน่าโมโหนัก [7] คำนี้เหมาะสมกับเหตุการณ์นี้จริงๆ!
เซียนตี้ทรงตรัสไว้แล้ว...มู่จื่อหลิงรู้สึกโล่งอก ชายผู้นี้ช่างมีเสน่ห์และน่ารักเสียนี่กระไร แม้แต่เซียนตี้ก็ยังรักเขามากขนาดนี้? ทั้งยังเป็ความรักที่มากกว่าปกติ
ในเวลาเดียวกัน ในใจมู่จื่อหลิงก็แอบสาปแช่ง ปรากฏว่าชายผู้นี้ยิ่งใหญ่และน่ากลัวกว่าที่นางจินตนาการไว้ ไม่น่าแปลกใจเลยที่เขาจะมีศัตรูมากมาย
ดวงตาเ็าของหลงเซี่ยวอวี่มองไปที่ไทเฮาซึ่งสติหลุดลอยไปแล้ว รอยยิ้มเยาะเย้ยอย่างกระหายเืปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขาช้าๆ เขาพูดเน้นย้ำทีละคำ “เช่นนี้ ท่านยังจำสิ่งที่เสด็จปู่ทรงตรัสไว้ได้หรือไม่?”
ในตอนท้าย เขาจงใจเน้นเสียง “ไทเฮา...”
นี่เป็เื่ภายในครอบครัว แต่เล่อเทียนกลับฟังด้วยความสนใจ แม้ว่าเขาจะติดตามหลงเซี่ยวอวี่มาหลายปี รู้หลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับเขา แต่ก็มีหลายสิ่งที่เขาไม่รู้เช่นกัน
ความลึกลับของหลงเซี่ยวอวี่ ดูเหมือนจะเป็หลุมลึกไร้ก้นบึ้ง สำรวจอย่างไรก็ไม่ถึงจุดจบ
ในยามนี้ เล่อเทียนรู้สึกว่าต้องมีอะไรบางอย่างในคำพูดของหลงเซี่ยวอวี่ที่ใช้กดขี่ไทเฮา ไม่อย่างนั้น ไทเฮาผู้สง่างามซึ่งอยู่สูงส่งยิ่งกว่าใครจะยอมถูกกดขี่ได้อย่างไร ถึงขั้นพูดอะไรไม่ออก
แต่คนที่อยู่ ณ ที่นี้ไม่รู้ว่า จุดสำคัญในคำพูดของหลงเซี่ยวอวี่ ไม่ใช่การที่เขาได้รับสิทธิพิเศษในการไม่เคารพผู้าุโ แต่เป็สิ่งที่เซียนตี้เคยตรัสกับไทเฮาในยามนั้น
ไทเฮาจะไม่มีวันลืมว่าก่อนเซียนตี้หลับตาลง พระองค์มองนางอย่างไร มีอารมณ์ที่ซับซ้อนมากเกินไปในดวงตาคู่นั้น นางเข้าใจแล้ว ราวกับว่าพระองค์รับรู้แผนการทั้งหมดที่นางทำมาตลอดชีวิต
แต่สิ่งที่นางลืมไม่ลงที่สุดคือใน่เวลาสุดท้ายก่อนการตของเซียนตี้ เขาได้กระซิบถ้อยคำหนึ่งข้างหูของนาง
ประโยคง่ายๆ สามารถบอกเื่ที่เก็บงำได้
นั่นเป็สิ่งที่สามารถทำลายไทเฮาได้ แม้แต่หลงเหวินอวี่บุตรชายแท้ๆ ของนางก็จะพังพินาศทันที!
แต่ไทเฮารู้ดีว่าเป็ไปไม่ได้ที่หลงเซี่ยวอวี่จะรู้ว่าเซียนตี้พูดอะไรกับนาง แต่เมื่อนางมองในดวงตาของหลงเซี่ยวอวี่ นางมักจะรู้สึกว่าหลงเซี่ยวอวี่สามารถอ่านใจนางได้ ราวกับนางไร้ที่หลบซ่อน
แม้ว่าขณะนั้นจะมีผู้คนมากมาย แต่นางเป็คนเดียวที่อยู่เคียงข้างเซียนตี้ นางเป็คนเดียวที่ได้ยินมัน
เดิมทีไทเฮาคิดว่าเื่นั้นจบสิ้นไปแล้วเมื่อเซียนตี้ทรงสิ้นพระชนม์ นางจะเผาสิ่งนั้นให้แหลกคากระดูก
แต่ท้ายที่สุด......
---------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] เซียนตี้ (先帝) คือคำเรียกอดีตฮ่องเต้
[2] กล้าหาญยิ่งนัก (胆大包天) เป็สำนวน มีความหมายว่า คนกล้าหาญมาก โดยมากหมายถึงการทำสิ่งไม่ดี
[3] สงบดั่งสายลม (淡定如风) เป็คำจากนิยาย 《如风般淡定》มีความหมายว่า ความสงบนิ่งที่ส่งตรงออกมาจากภายใน ทำให้ยากจะรับมือ ด้วยไม่รู้ว่าภายในมีสิ่งใดที่พร้อมจะก่อพายุหรือไม่
[4] แม่มดเฒ่า (老巫婆) เป็คำอุปมา มีความหมายว่าผู้หญิงสูงอายุที่ยังไม่ได้แต่งงานหรือหญิงแก่ที่เป็หม้าย เป็คำเรียกในเชิงเยาะเย้ย ดูถูก
[5] แปะทองคำเปลวลงหน้าของตน (往自己脸上贴金) เป็วลี มีความหมายว่า พูดเอาดีเข้าใส่ตัว ยกยอตัวเอง
[6] กระสอบทราย (气筒) เป็คำเปรียบเปรย มีความหมายว่า ที่ระบายอารมณ์
[7] คนที่ชอบเปรียบเทียบกับใครต่อใคร ช่างน่าโมโหนัก (人比人气死人) เป็วลี มีความหมายว่า คนที่ชอบเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นมักจะทำเื่ไม่ดี และคนประเภทนี้ค่อนข้างน่ารำคาญ