หลิวอี้อุ้มเ้าเสี่ยวหวงเดินผ่านใจกลางเมือง มุ่งหน้ากลับไปยังโรงหมอ ทันใดนั้น ฝูงชนจำนวนมหาศาลกว่าพันคนก็เบียดเสียดกันอยู่ข้างหน้าจนแน่นขนัด ปิดทางสัญจรจนมิด ทุกคนต่างส่งเสียงะโอย่างบ้าคลั่งซ้ำไปซ้ำมาว่า "ท่านเซียน! ช่วยดูให้หน่อยว่าข้ามีวาสนาจะได้เป็เซียนกับเขาบ้างไหม!"
เมื่อได้ยินเสียงเอะอะ หลิวอี้หันไปมอง เห็นนักพรตผู้หนึ่งสวมชุดคลุมลัทธิเต๋าสีน้ำเงินเข้มลอยตัวอยู่กลางอากาศท่ามกลางฝูงชน เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย คิดในใจ
"คนผู้นี้ดูท่าทางไม่ใช่ศิษย์ของสำนักเทียนฉี"
"ต้องรู้ไว้ก่อนนะว่าแคว้นจินเป็เขตอิทธิพลของสำนักเทียนฉี การมารับสมัครศิษย์จำนวนมากโดยไม่ได้รับอนุญาตแบบนี้ ถือเป็การท้าทายอำนาจกันชัดๆ"
"ไม่รู้ว่าผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรคนนี้มาจากไหน กล้าดีอย่างไรมาตรวจสอบพร์ชาวบ้านอย่างโจ่งแจ้งแบบนี้ ช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเอาเสียเลย"
คิดได้ดังนั้น หลิวอี้ก็ส่ายหน้าอย่างระอา ไม่สนใจจะยุ่งเื่ชาวบ้าน หันหลังเตรียมเดินกลับโรงหมอต่อไป
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
"เ้าคนธรรมดาที่อุ้มหมาอยู่นั่น หยุดเดี๋ยวนี้! ท่านเซียนผู้นี้มีเื่จะคุยด้วย"
หลิวอี้ชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็รู้ตัวทันทีว่าอีกฝ่ายหมายถึงเขา เขาหันกลับไปด้วยสีหน้าฉงน หรี่ตามองท่านเซียนที่กำลังลอยเข้ามาใกล้ พลางครุ่นคิดในใจ
"ผู้บำเพ็ญเพียรคนนี้้าอะไรจากข้า? งงไปหมดแล้ว หรือว่าเขาดูออกว่าข้ามีรากปราณ?"
"ไม่สมเหตุสมผลเลย ดูจากกลิ่นอายแล้ว เขาเพิ่งทะลวงเข้าสู่ขอบเขตจินตานได้หมาดๆ แถมระดับพลังยังไม่เสถียรเอามากๆ ดูเหมือนจะใช้วิธีพิเศษบางอย่างเพื่อเพิ่มระดับพลัง"
"ด้วยระดับพลังแค่นั้น ไม่น่าจะมองทะลุรากปราณของข้าได้ ขนาดคนในสำนักเทียนฉี ข้ายังไม่เคยได้ยินว่ามีใครมีความสามารถนี้เลย"
"ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ข้ากดกลิ่นอายพลังไว้จนดูเหมือนคนธรรมดาทุกกระเบียดนิ้ว"
ยังไม่ทันที่หลิวอี้จะหาคำตอบได้ ท่านเซียนผู้นั้นก็เหาะเข้ามาใกล้ เขามองลงมาที่หลิวอี้ด้วยสายตาหยิ่งยโส ราวกับมองมดปลวกตัวหนึ่ง
"เ้าคนธรรมดา ข้าเห็นว่าเ้าหมาน้อยตัวนี้แสนรู้ดี รีบส่งมันมาให้ข้าซะ!"
แววตาของหลิวอี้เปลี่ยนเป็เ็าทันที เขาเข้าใจในพริบตาว่านักพรตผู้นี้มองออกว่าเสี่ยวหวงมีสติปัญญา และ้าแย่งชิงมันไป เมื่อเห็นประกายความโลภในดวงตาอีกฝ่าย เขารู้ดีว่าเื่นี้คงจบไม่สวยแน่ จึงแกล้งพูดออกไปว่า
"ท่านเซียน นี่ก็แค่หมาพันทางธรรมดาๆ ที่ข้าเลี้ยงไว้เฝ้าบ้าน ไม่ได้มีอะไรพิเศษหรอกขอรับ ถ้าท่านอยากได้หมาดีๆ ข้าช่วยหาซื้อให้ท่านได้นะ"
"เลิกพูดมาก! ข้าจะเอาหมาตัวที่เ้าอุ้มอยู่นั่น ส่งมาให้ข้าเดี๋ยวนี้!"
ท่านเซียนจ้องมองเสี่ยวหวงตาเป็มัน ราวกับว่ามันเป็สมบัติของตนไปแล้ว ฝูงชนเริ่มส่งเสียงฮือฮา เสียงเชียร์ให้เขาส่งหมาดังระงม
"นับเป็วาสนาของเ้าแล้วที่ท่านเซียนถูกใจหมาของเ้า รีบถวายให้ท่านไปสิ!" "ท่านเซียนขอรับ ถ้าท่านอยากได้หมา เดี๋ยวข้าหาให้ท่านสักร้อยตัวเลย!" "หมอหลิว ข้าให้เงินสิบตำลึง ขายหมาให้ข้าเถอะ ข้าจะเอาไปถวายท่านเซียน!"
เสี่ยวหวงััได้ถึงเจตนาไม่ดีของท่านเซียน และได้ยินเสียงเชียร์ให้ส่งตัวมันไป มันเริ่มเห่ากรรโชก ขนลุกชัน แยกเขี้ยวขู่ท่านเซียนอย่างดุร้าย
หลิวอี้ตวัดสายตาดุดันมองพวกคนที่ะโเชียร์ คิดในใจ "บ้าเอ๊ย! ตอนหาหนูทดลองทำไมข้าถึงลืมพวกสารเลวพวกนี้ไปนะ? จำหน้าพวกมันไว้ก่อน วันหลังต้องใช้งานพวกมันให้คุ้ม"
เขาเอื้อมมือไปลูบหัวเสี่ยวหวงเบาๆ ปลอบประโลมเ้าตัวเล็กที่กำลังตื่นตระหนก แล้วหันไปยิ้มให้ท่านเซียน
"ในเมื่อท่านเซียนชอบเสี่ยวหวงขนาดนี้ ข้าจะกล้าขัดใจได้ยังไงล่ะขอรับ?"
"แต่ช่วยดูให้ข้าหน่อยได้ไหมว่าข้ามีพร์จะเป็เซียนกับเขาบ้างไหม? ข้าเองก็อยากเป็เหมือนท่าน อยากเหาะเหินเดินอากาศ และมีอายุยืนยาว"
พูดจบ เขาก็อุ้มเสี่ยวหวงก้าวเข้าไปหาอีกฝ่ายสองสามก้าว ทำท่าเหมือนจะยื่นหมาให้ ในจังหวะที่ท่านเซียนยิ้มกริ่มอย่างย่ามใจ ยื่นมือออกมาจะรับตัวเสี่ยวหวง...
หลิวอี้เคลื่อนไหวรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ! มือซ้ายคว้าข้อมือท่านเซียนแล้วกระชากเข้าหาตัวอย่างแรง พร้อมกับเหวี่ยงเสี่ยวหวงออกไปให้พ้นทาง กำปั้นขวาที่ว่างอยู่รวมพลังหมัดอันดุดัน ที่แฝงอานุภาพทำลายล้างฟ้าดิน ชกเปรี้ยงเข้าใส่ศีรษะของท่านเซียนด้วยความเร็วแสง
ท่านเซียนตกตะลึงสุดขีด รีบโคจรพลังปราณหวังสลัดให้หลุดจากการเกาะกุม แต่ข้อมือกลับเหมือนถูกคีมเหล็กหนีบไว้แน่น ดิ้นอย่างไรก็ไม่หลุด เมื่อเห็นหมัดอันดุดันของหลิวอี้พุ่งเข้ามา เขารีบกางม่านพลังป้องกันและยื่นมืออีกข้างหวังจะโจมตีสวนกลับ แต่การโจมตีทีเผลอของหลิวอี้นั้นเร็วเกินไป แทบไม่มีเวลาให้ตั้งตัว
หมัดที่อัดแน่นด้วยพลังมหาศาลกระแทกเข้าที่ศีรษะของท่านเซียนอย่างจัง ผัวะ! เสียงดังสนั่น ศีรษะของท่านเซียนะเิออกทันที เืและมันสมองสาดกระจายไปทั่ว เือุ่นๆ สาดกระเซ็นใส่ฝูงชนที่กำลังตกตะลึง ถนนที่เคยจอแจพลันเงียบกริบราวกับป่าช้า
จอมเวทผู้เปราะบาง กล้าปล่อยให้นักบู๊เข้าประชิดตัว ไม่ตายวันนี้จะไปตายวันไหน?
หลิวอี้ยังคงสงบนิ่ง เขานั่งลงและเริ่มค้นศพท่านเซียนอย่างคล่องแคล่ว ไม่นาน เขาก็หยิบตำราออกมาสองเล่ม "วิชาปฐีหนา" และ "วิชาชิงิญญา" พร้อมกวาดทองคำและเงินทั้งหมดเข้ากระเป๋าตัวเอง สุดท้าย เขาเกร็งนิ้วทั้งห้าเป็กรงเล็บ แทงทะลุจุดตันเถียนของศพอย่างแม่นยำ ควักเอา 'จินตาน' (แก่นทองคำ) ขนาดเท่าเมล็ดถั่วเหลืองออกมา เมื่อเสร็จธุระ เขาค่อยๆ เช็ดคราบเืที่ปลายนิ้วกับเสื้อคลุมของศพ แล้วลุกขึ้นยืนช้าๆ กวาดสายตามองฝูงชนที่เงียบกริบ
ทุกคนยืนตัวแข็งทื่อ ถอยหลังกรูดไปสามก้าวโดยพร้อมเพรียง แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและไม่อยากจะเชื่อ
หลิวอี้เผยรอยยิ้มใสซื่อไร้พิษภัย "เห็นกันแล้วใช่ไหม ท่านเซียนคนนี้เป็ตัวปลอม ขนาดคนธรรมดาอย่างข้ายังต่อยตายได้ในหมัดเดียว อย่าได้หลงเชื่อพวกต้มตุ๋นอีกนะ"
พูดจบ เขาก็ไม่รอช้า หันหลังเดินกลับโรงหมอทันที
ฝูงชนยังคงเงียบกริบเหมือนคนตาย ผ่านไปครู่ใหญ่ เสียงกระซิบกระซาบจึงค่อยๆ ดังขึ้น
"ท่านเซียน... ถูกต่อยตายง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ? ข้าฝันไปรึเปล่าเนี่ย?" "เขาคงไม่ใช่เซียนจริงๆ หรอกมั้ง ไม่งั้นจะโดนหมัดเดียวจอดได้ไง? หมอหลิวพูดถูก มันต้องเป็พวกสิบแปดมงกุฎแน่ๆ" "นึกไม่ถึงเลยว่าหมอหลิวจะแข็งแกร่งขนาดนี้ ต่อยหัวไอ้นักต้มตุ๋นะเิเลย"
...
หลิวอี้กลับมาถึงโรงหมอ ปิดประตูลงกลอน แล้วเริ่มศึกษา "วิชาปฐีหนา" นี่เป็เคล็ดวิชาธาตุดิน สามารถฝึกได้จนถึงระดับจินตาน เขาพบว่าแก่นการสร้างแก่นทองคำ ในตำรานี้สามารถดึงออกมาผสานเข้ากับ "คัมภีร์ยุทธ์" ของเขาได้ เพื่อขัดเกลาเมล็ดพันธุ์เต๋าและทำให้ขอบเขตเมล็ดพันธุ์เต๋าสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
เมื่อวางวิชาปฐีหนาลง เขาหยิบ "วิชาชิงิญญา" ขึ้นมาอ่าน เพียงแค่ไม่กี่หน้า เขาก็แสดงสีหน้าประหลาดใจ หลังจากอ่านจนจบเล่ม เขาก็เข้าใจความจริงทั้งหมดทันที
การรับสมัครศิษย์ของท่านเซียนกำมะลอในเมืองชิงซาน เป็เพียงฉากบังหน้า เบื้องหน้าคือการหาศิษย์ แต่เื้ัคือการตรวจสอบรากปราณ พวกมันแอบเฟ้นหาผู้ที่มีพร์ เพื่อจะแย่งชิงรากฐานิญญามาเป็ของตัวเอง!
มิน่าล่ะ ท่านเซียนคนนั้นถึงมีกลิ่นอายแปลกๆ ที่แท้มันใช้วิชาชิงิญญาแย่งชิงรากปราณธาตุดินของคนอื่นมา ถึงได้ฝึกจนถึงระดับจินตานได้ รากปราณิญญาเป็พร์ติดตัวแต่กำเนิด จับต้องมองเห็นไม่ได้ แต่วิชาชิงิญญานี้กลับสามารถกระชากรากปราณของผู้อื่นออกมาได้... นับเป็ไอเดียระดับอัจฉริยะจริงๆ
ทว่าวิชานี้โหดร้ายเกินไป ผู้ที่ถูกชิงรากปราณจะต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัสราวกับถูกแล่เนื้อเถือหนังก่อนจะสิ้นใจตาย แต่อย่างไรก็ตาม แินี้ถือว่าล้ำยุคมาก คนที่คิดค้นวิชานี้ต้องเป็อัจฉริยะอย่างแน่นอน หลิวอี้ถึงกับมีความคิดแวบหนึ่งว่าอยากจะไปนั่งคุยแลกเปลี่ยนความรู้เื่รากปราณกับคนต้นคิดเสียจริง
ที่สำคัญกว่านั้น หลิวอี้ได้รับแรงบันดาลใจสำคัญจากตำราเล่มนี้ หากแินี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้จริง ภัยคุกคามและแรงกดดันจากสำนักผู้ฝึกตนในอนาคตอาจลดลงอย่างมหาศาล และถ้าทำสำเร็จ... กฎเกณฑ์ของโลกบำเพ็ญเพียรจะถูกเขียนใหม่ และยุคสมัยใหม่อาจเริ่มต้นขึ้น!
