“ไจ้เฉิน! กระท่อมหลังใหม่สร้างเสร็จแล้ว!”
เยี่ยนหรงชิวเพิ่งกลับมาจากเขตชานเมืองด้วยท่าทีตื่นเต้น รีบร้อนรายงานผล แต่พอเดินผ่านซุ้มประตูก็ต้องหยุดชะงัก
ร่างของิหยวนที่ดูกระฉับกระเฉงอยู่เสมอ อดทนและเอาใจใส่ กำลังนั่งหลับพิงกรอบประตูอยู่บนบันได เขายังจำเด็กหนุ่มที่ยืนหยัดกล่าวสุนทรพจน์อย่างองอาจบนเวทีโต้วาทีได้ เด็กหนุ่มรูปงามสง่าผ่าเผยในวันนั้น บัดนี้ผมเผ้ายุ่งเหยิง ส่วนเสื้อผ้า ไม่รู้ว่าไม่ได้เปลี่ยนมากี่วันแล้ว ปลายกางเกงเต็มไปด้วยคราบโคลน แม้แต่บนใบหน้าก็ยังมีรอยเปื้อน
ใครใช้ให้วาจาอัปมงคลของเขาดันเป็จริงเล่า?
เยี่ยนหรงชิวถอนหายใจ ไม่แน่ใจว่าควรปลุกอีกฝ่ายดีหรือไม่
กองทัพเป่ยฉีบุกโจมตี เมื่อข่าวแพร่ไปถึงสำนักศึกษาหลวง เหล่าขุนนางและขุนนางท้องถิ่นต่างรีบเข้าเฝ้า ราชสำนักจัดประชุมขุนนางอย่างเร่งด่วน ถกเถียงกันอยู่นาน ในที่สุดเซี่ยไท่ฟู่จึงตัดสินใจเป็แม่ทัพ ควบคุมกองทัพทหารม้าห้าเขต ได้แก่ หยางโจว อวี้โจว สฺวีโจว เหยี่ยนโจว และชิงโจว ดูแลพื้นที่ตลอดแนวแม่น้ำฉางเจียง แต่งตั้งให้เซี่ยสือ น้องชายของเขาเป็แม่ทัพใหญ่ เซี่ยฉี ซึ่งเป็หลานชาย ผู้ว่าการเมืองเหยี่ยนโจว เป็แม่ทัพ แม่ทัพทัพหน้า ปราบศัตรู ดูแลกองทัพทางเหนือของแม่น้ำฉางเจียง ประจำการที่กวางหลิง ป้องกันพื้นที่เจียงหวย ส่วนหวนฉีเป็ผู้ว่าการเมืองจิงโจว ประจำการที่พื้นที่จิงเซียง
แม่ทัพเซี่ยฉีผู้นี้เป็ผู้นำกองทัพค่ายเป่ยฝู่ตัวจริง ในอดีตตระกูลเซี่ยและตระกูลหวนยังไม่แตกคอ ภรรยาของทั้งสองตระกูลต่างตั้งครรภ์ สัญญากันว่าหากคลอดบุตรชายจะเป็พี่น้องกัน หากคลอดบุตรสาวจะเป็พี่น้องกัน หากคลอดบุตรชายและบุตรสาวก็จะให้แต่งงานกัน ไม่คาดคิดว่าปีต่อมาทั้งสองตระกูลจะให้กำเนิดบุตรชายในวันเดือนปีเดียวกัน ทุกคนต่างประหลาดใจและยินดีเป็อย่างยิ่ง จึงตั้งชื่อให้ว่า "ฉี" คนหนึ่งชื่อเซี่ยฉี อีกคนชื่อหวนฉี ทั้งสองตระกูลจัดงานเลี้ยงฉลอง พูดคุยกันอย่างมีความสุข ต่างรอดูว่าลูกชายของใครจะเก่งกว่ากัน ไม่คาดคิดว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตระกูลหวนและตระกูลเซี่ยแตกคอ งานเลี้ยงในวันนั้นจึงกลายเป็ครั้งสุดท้ายที่ทั้งสองตระกูลได้ดื่มกินร่วมกัน
บัดนี้สามสิบปีผ่านไป ทั้งเซี่ยฉีและหวนฉีต่างมีชื่อเสียง ดินแดนเหนือใต้
ในอดีต แม้กองทัพเป่ยฉีจะรุกราน แต่ก็เพียงเพื่อปล้นสะดมผ้าไหมและอาหาร ทว่าครั้งนี้พวกเขากลับสังหารทูตทั้งสามคนที่ราชสำนักส่งไปเจรจาสันติภาพ นำศีรษะแขวนไว้บนยอดเสา เมื่อเกิดา การสู้รบก็ดุเดือด ปีนี้กองทัพเป่ยฉีเคลื่อนพลมาถึงทางเหนือของแม่น้ำเหมียนสุ่ย เจิ้งเต้า ผู้ว่าการเมืองเหลียงโจวคิดว่าอีกฝ่ายไม่มีเรือ จึงไม่ได้เตรียมการป้องกัน จนกระทั่งทหารม้าห้าพันนายข้ามแม่น้ำมาถึงใต้กำแพงเมือง ทุกคนจึงตื่นตระหนก แต่ก็ทำได้เพียงปิดเมืองตั้งรับ การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดสองวันสองคืน กำแพงเมืองชั้นนอกถูกยึด กองทัพเป่ยฉียึดเรือได้กว่าร้อยลำ แล้วใช้ขนส่งทหารที่เหลือ จากนั้นก็ยึดเมืองหนานหยาง เมืองเซียงหยางและเมืองเผิงเฉิงได้ โชคดีที่เซี่ยฉีเคลื่อนพลตอบโต้กลับอย่างรวดเร็ว นำทัพเป่ยฝู่ห้าหมื่นนายชิงเมืองเซียงหยางและเมืองเผิงเฉิงได้สำเร็จ และส่งทหารไปประจำการ การต่อสู้ครั้งใหญ่กำลังจะอุบัติขึ้นอย่างเป็ทางการ
ว่ากันว่าฮ่องเต้มู่หรงหย่งแห่งเป่ยฉี ทรงนำทัพทหารราบหกแสนนาย ทหารม้าสามแสนนาย รวมกับกองกำลังอีกสองแสนนายที่ส่งไปก่อนหน้านี้ ตั้งทัพเผชิญหน้ากับกองทัพเป่ยฝู่ที่นำโดยเซี่ยฉี
ครึ่งปีก่อนเกิดา แม้ทุกคนจะพูดคุยถึงสถานการณ์าทุกวัน แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสำนักศึกษาหลวงมากนัก หัวหน้าอาจารย์เน้นย้ำกับศิษย์เสมอว่าให้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน พักอาศัยอยู่ในสำนักศึกษาหลวง เนื่องจากมีผู้ลี้ภัยจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาในเมือง ศิษย์ที่เช่าบ้านอยู่ข้างนอกจึงยื่นคำร้องขอกลับมาพักอาศัยในสำนักศึกษาหลวง ทำให้หอพักที่เคยว่างเปล่ากลับแออัด เพราะสำนักศึกษาหลวงต้องจัดห้องพักให้ศิษย์ที่พักอาศัยอยู่ก่อน จึงเกิดการโต้เถียงกัน ในที่สุดอาจารย์แต่ละวิชาจึงต้องออกโรงไกล่เกลี่ย สำนักศึกษาหลวงให้คำมั่นสัญญาว่าจะยกเว้นค่าเช่า เพิ่มเงินอุดหนุน และมอบสิทธิพิเศษอื่นๆ จึงสามารถจัดการให้ศิษย์ทุกคนมีที่พักอาศัย เช่น ิเยี่ยที่ต้องย้ายไปอยู่กับิหยวน
จนกระทั่งสองเดือนก่อน การเรียนการสอนที่ดำเนินไปอย่างปกติก็ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ เนื่องจากต้องทำา ทำให้ต้องใช้กำลังพล เสื้อเกราะ อาวุธ เสบียงอาหาร และกระโจม งานซับซ้อนมากมายเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน ทั้งการเกณฑ์ทหาร การจัดเก็บ และการขนส่ง ดูเหมือนง่าย แต่ทุกขั้นตอนต้องได้รับการจัดการอย่างรอบคอบ ประกอบกับมีผู้ลี้ภัยจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาในเมืองหลวง ทำให้เมืองหลวงวุ่นวาย เกิดการปล้นสะดม ทะเลาะวิวาท การบรรเทาภัยพิบัติ การจัดการ และโรคระบาดต่างๆ ระบบราชการของเมืองหลวงเกือบจะพังทลาย แม้ทุกคนจะเชื่อมั่นในชัยชนะ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความหวังนั้นริบหรี่ ราชสำนักจึงเตรียมการรับมือ เก็บข้าวของเครื่องใช้ เตรียมพร้อมสำหรับการย้ายเมืองหลวง ซึ่งเป็งานที่หนักหนาสาหัสอีกงานหนึ่ง ทุกหน่วยงานขาดแคลนกำลังคน แม้แต่ขุนนางในราชสำนักยังทำงานหนักและล้มป่วยจนเสียชีวิต หากเป็เช่นนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่
ว่ากันว่าจ้าวอ๋องซื่อจื่อทรงถวายฎีกา กราบทูลให้ราชสำนักสั่งปิดสำนักศึกษาหลวงชั่วคราว โดยให้ศิษย์สำนักศึกษาหลวงทั้งหมดช่วยราชสำนักทำงาน โดยมีศักดิ์เทียบเท่าขุนนาง และผลการปฏิบัติงานจะถูกนำไปรวมกับการประเมินผล เหล่าขุนนางผู้เฒ่าเห็นด้วย เดิมทีศิษย์สำนักศึกษาหลวงก็เปรียบเสมือน "ขุนนางในอนาคต" วันนี้ศึกษาเล่าเรียน พรุ่งนี้ก็เป็ขุนนาง การฝึกงานล่วงหน้าไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์ แต่ยังช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนกำลังคนได้อีกด้วย จึงมีราชโองการ เกณฑ์ศิษย์สำนักศึกษาหลวงหนึ่งพันคน แบ่งตามระดับชั้นปี ประจำหน่วยงานต่างๆ
เช่น หวงซื่อเหว่ยและหนิงตวนเฉิงถูกส่งไปช่วยงานเสนาบดีกรมคลัง ส่วนตี้อู่จี้หวาถูกส่งไปที่สำนักเลขานุการ ิเยี่ยประจำการที่ศาลาว่าการผู้ดูแลเมือง ส่วนิหยวนถูกส่งตัวไปที่กรมคลัง แม้จะเรียกว่าควบคุมดูแลการเงิน แต่ไม่รู้ว่าผู้ใดในราชสำนักไม่พอใจ จึงหาข้ออ้างย้ายตัวิหยวน สุดท้ายก็ถูกผู้ดูแลเมืองหลวงเรียกตัวไปช่วยแจกจ่ายเงินและเสบียงอาหาร
การแจกจ่ายเงินช่วยเหลือต้องเป็ระเบียบ แต่ตอนนี้เมืองหลวงวุ่นวาย ไม่สามารถทำอันใดได้ ิหยวนจึงต้องช่วยจัดการผู้ลี้ภัย การจัดการผู้ลี้ภัยต้องรู้ที่มาที่ไปของพวกเขา ิหยวนจึงเริ่มลงทะเบียน อาจเป็เพราะเขาเป็คนชั้นล่าง จึงเข้าใจความรู้สึกของชาวบ้าน ทำให้ได้รับความไว้วางใจ อีกทั้งยังเป็ศิษย์สำนักศึกษาหลวง สนิทสนมกับคุณชายจากตระกูลชนชั้นสูง สามารถติดต่อประสานงานกับทุกฝ่ายได้ ผู้ดูแลเมืองหลวงยุ่งจนหัวหมุน ไม่ค่อยมีเวลา เื่ใดที่ศิษย์ไม่สามารถตัดสินใจได้ก็จะมาขอคำแนะนำจากิหยวน สุดท้ายเขาก็เหมือนกลายเป็หัวหน้าผู้ดูแลผู้ลี้ภัยโดยปริยาย
-----
