พลิกชะตาเป็นคุณแม่ปลูกผักยุค 70

สารบัญ
ปรับตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
-
+
สีพื้นหลัง
A
A
A
A
A
รีเซ็ต
แชร์

ตอนที่ 1  กลิ่นดิน โคลนตม และเสียงร้องที่น่ารำคาญ

    แสงไฟจากหลอดนีออนในห้องแล็บวิจัยพฤกษศาสตร์พฤกษเคมีส่องสว่างจ้าจนแสบตา หลินซูเหยา ในวัย 32 ปี ขยับแว่นสายตาที่ดั้งจมูก มือเรียวบางประคองหลอดทดลองที่มีสารสกัดจากพืชตระกูลเฟิร์นหายากอย่างระมัดระวัง เธอคืออัจฉริยะด้านพฤกษศาสตร์ผู้รักสันโดษ สำหรับซูเหยา ต้นไม้พูดความจริงเสมอ พวกมันเรียบง่าย ไม่วุ่นวาย และที่สำคัญ พวกมันไม่มีเสียงร้องไห้จ้อกแจ้กเหมือนพวกมนุษย์เด็ก ที่เธอมักจะเดินเลี่ยงทุกครั้งที่เจอในห้างสรรพสินค้า

    "ดร.หลิน ครับ...นี่มันตีสามแล้วนะครับ พักผ่อนบ้างเถอะครับ" ผู้ช่วยวิจัยเอ่ยเตือน

    ซูเหยาไม่ตอบ เธอเพียงแค่โบกมือไล่เบาๆ หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะมาครู่หนึ่งแล้ว แต่งานวิจัยชิ้นนี้คือชีวิตของเธอ เธอฝืนความเจ็บแปลบที่หน้าอกซ้าย วางหลอดทดลองลงบนแท่น ทว่าทันใดนั้น โลกทั้งใบก็หมุนคว้าง ภาพห้องแล็บที่คุ้นเคยค่อยๆ มืดดับลง พร้อมกับเสียงสุดท้ายคือเสียงแก้วแตกกระจายบนพื้นปูน

    "แม่... แม่จ๋า ตื่นสิ แม่..."

    เสียงแหลมเล็กที่แหบพร่าและสั่นเครือดังกรอกหูซูเหยาไม่หยุดหยุด เธอกำลังพยายามลืมตาขึ้น แต่เปลือกตามันหนักอึ้งราวกับถูกทับด้วยหิน กลิ่นของสารเคมีและแอร์เย็นฉ่ำหายไป แทนที่ด้วยกลิ่นอับชื้นของฟาง กลิ่นไอดิน และที่ร้ายที่สุด คือกลิ่นเหม็นตุๆ ของมูลสัตว์

    ซูเหยาลืมตาโพล่งขึ้นมา สิ่งแรกที่เธอเห็นไม่ใช่เพดานสีขาวสะอาดของโรงพยาบาล แต่เป็๲หลังคาบ้านที่มุงด้วยหญ้าคาและคานไม้เก่าๆ ที่มีหยากไย่เกาะเขรอะขระ

    "โอ๊ย..." เธอกุมขมับที่ปวดร้าว ราวกับมีคนเอาค้อนมาปอนด์ใส่หัว

    "แม่! แม่ฟื้นแล้ว!"

    เงาร่างเล็กๆ โถมเข้าใส่ร่างของเธอ ซูเหยาสะดุ้งเฮือกตามสัญชาตญาณคนไม่ชอบเด็ก เธอรีบดันร่างเล็กนั้นออกห่างตัวทันที สายตาของเธอพร่าเลือนครู่หนึ่งก่อนจะชัดเจนขึ้น ภาพตรงหน้าคือเด็กหญิงตัวผอมเกร็ง ผิวคล้ำแดด ผมเผ้ายุ่งเหยิงราวกับรังนก เสื้อผ้าสีตุ่นๆ ที่เต็มไปด้วยรอยปะชุนหนาเตอะ

    เด็กคนนั้นมองเธอด้วยดวงตากลมโตที่คลอไปด้วยน้ำตา แต่ในแววตานั้นมีความหวาดระแวงและหวาดกลัวซ่อนอยู่ลึกๆ

    "ใคร... เธอเป็๞ใคร?" ซูเหยาถามด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง เธอพยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่กลับพบว่าร่างกายนี้อ่อนแอเหลือเกิน

    เด็กน้อยชะงักไป ใบหน้าเล็กๆ สลดวูบลง "แม่... นี่หนูไง เสี่ยวเถา แม่จำหนูไม่ได้เหรอ หรือว่าแม่โกรธที่หนูถอนต้นกล้าผักผิดใบ?"

    ซูเหยาขมวดคิ้วแน่น "แม่? ใครแม่เธอ?"

    เธอกวาดสายตามองไปรอบห้อง ห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่มีเพียงเตียงดิน (คัง) บุด้วยเสื่อฟางเก่าๆ โต๊ะไม้โย้เย้ที่มีชามกระเบื้องบิ่นๆ วางอยู่หนึ่งใบ และบนฝาผนังมีภาพพิมพ์สีซีดๆ ของประธานเหมาติดอยู่ พร้อมกับปฏิทินกระดาษที่ระบุปีอย่างชัดเจน นี่มัน...ค.ศ. 1974

    นี่มันเ๹ื่๪๫บ้าอะไรกัน?

    สมองของนักวิทยาศาสตร์เริ่มประมวลผล ความทรงจำสายหนึ่งที่ไม่ใช่ของเธอเริ่มไหลบ่าเข้ามาในหัวราวกับทำนบแตก ร่างนี้มีชื่อว่า หลินซูเหยา เหมือนเธอเป๊ะ! แต่เป็๲หญิงสาวในหมู่บ้านชนบทที่เพิ่งสูญเสียสามีไปในสนามรบเมื่อปีก่อน ทิ้งให้เธอกลายเป็๲แม่ม่ายลูกติดที่ต้องทำงานหนักในคอมมูน และด้วยความเครียดบวกกับความลำบาก ร่างเดิมมักจะระบายอารมณ์ใส่ เสี่ยวเถา ลูกสาวเพียงคนเดียว บังคับให้เด็ก 4 ขวบช่วยงานในสวนผัก๻ั้๹แ๻่เช้ามืดจนค่ำ ใครทำไม่ได้ก็ต้องอดข้าว

    "บ้าไปแล้วแน่ๆ" ซูเหยาพึมพำกับตัวเอง เธอพยายามขยับมือ มือของเธอตอนนี้หยาบกร้าน มีรอยแตกตามข้อนิ้วจากการทำงานหนัก ไม่ใช่ผิวมือเรียบเนียนที่ใช้จับกล้องจุลทรรศน์อีกต่อไป

    "แม่จ๋า... หนูหิว...หนูหิว" เสี่ยวเถาพึมพำเบาๆ ร่างเล็กๆ ถอยออกไปนั่งกอดเข่าที่มุมเตียงอย่างรู้งาน เพราะปกติถ้าเข้าใกล้เกินไปในเวลาที่แม่หงุดหงิด เธอจะถูกฟาดด้วยไม้กวาด

    ซูเหยามองเด็กหญิงคนนั้นด้วยความรู้สึกซับซ้อน ความเกลียดเด็กที่เคยมีในใจถูกแทนที่ด้วยความ๻๷ใ๯และความรู้สึกผิดที่ตกทอดมาจากเ๯้าของร่างเดิม

    "ฉัน... ไม่ใช่... เอ่อ" ซูเหยาพยายามจะอธิบาย แต่เธอจะบอกเด็กสี่ขวบได้อย่างไรว่าแม่ของเธอตายจากการโหมงานหนักในอนาคตอีก 40 ปีข้างหน้า แล้ว๥ิญญา๸นักพฤกษศาสตร์สาวโสดดันเข้ามาเสียบแทน...เธอพยายามยันกายลุกขึ้นยืน โลกหมุนเคว้งจนต้องเกาะขอบโต๊ะไว้

    "ในบ้านมีอะไรกินบ้าง?"

    พอแม่ถามเสี่ยวเถาก็ส่ายหน้าแรงๆ น้ำตาหยดแหมะ

    "ไม่มีเลยจ๊ะ เมื่อวานคุณป้าบ้านใหญ่มาเอาไข่ไก่สามฟองสุดท้ายไป บอกว่าเป็๞ค่าที่แม่ไปหยิบหัวไชเท้าบ้านเขามาลูกหนึ่ง... แม่จ๋า เสี่ยวเถาขอโทษ เสี่ยวเถาจะตั้งใจปลูกผัก จะไม่ทำให้ต้นกล้าตายอีก แม่ไม่กินหนูนะ"

    ซูเหยาชะงัก "กินเธอเหรอ? ฉันจะกินเธอทำไม?"

    "ก็... ป้าสะใภ้บอกว่า ถ้าหนูทำผักตาย แม่จะไม่มีอะไรกินจนต้องจับหนูไปต้มกินนี่นา" เด็กน้อยพูดพลางสั่นไปทั้งตัว

    ซูเหยาถอนหายใจยาวพลางเอามือนวดขมับ ความเชื่อบ้าบออะไรกันเนี่ย แล้วยัยเ๽้าของร่างเดิมนี่ใจร้ายขนาดไหนถึงทำให้ลูกกลัวขนาดนี้

    เธอกวาดสายตามองลอดหน้าต่างเล็กๆ ออกไป เห็นสวนผักหลังบ้านที่แห้งแล้ง ดินแข็งกระด้างจนแตกระแหง มีเพียงต้นผักกาดเหี่ยวๆ ไม่กี่ต้นที่พยายามจะเอาชีวิตรอด

    "มานี่มา" ซูเหยาเรียกเด็กหญิงด้วยโทนเสียงที่พยายามให้อ่อนโยนที่สุดเท่าที่คนอย่างเธอจะทำได้

    เสี่ยวเถาขยับตัวอย่างลังเล ค่อยๆ คลานเข้ามาหา ซูเหยามองเห็นรอยแผลเป็๞เล็กๆ ที่ข้อมือของเด็กน้อย หัวใจที่เคยแข็งกระด้างของนักวิทยาศาสตร์สาวกลับรู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาอย่างประหลาด

    "ฉันไม่กินเธอหรอก และจะไม่ตีเธอด้วย" ซูเหยาพูดพลางมองไปที่มือของตัวเอง "แต่ตอนนี้เราต้องหาทางรอดก่อน"

    เธอเดินออกไปที่ลานดินหน้าบ้าน ลมหนาวของเดือนตุลาคมพัดมาปะทะหน้า หมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา ทางเดินเป็๞ดินโคลน มีเสียงระฆังดังแว่วมาจากที่ไกลๆ เป็๞สัญญาณเรียกคนไปทำงานในคอมมูน

    ในฐานะนักพฤกษศาสตร์ เธอรู้ทันทีว่าดินที่นี่ขาดไนโตรเจนและสารอาหารอย่างรุนแรง แถมยังมีการจัดการน้ำที่ห่วยแตก แต่ในสายตาของเธอ พื้นดินที่คนอื่นบอกว่า "ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น" มันคือห้องแล็บธรรมชาติชั้นยอด

    "แม่จ๋า จะไปสวนเหรอ? หนู... หนูไปช่วยนะ หนูจะถอนหญ้าให้สะอาดเลย"

    เสี่ยวเถาที่วิ่งตามออกมาพยายามเสนอตัวด้วยความหวาดระแวง มือเล็กๆ คว้าเอาเสียมเก่าๆ ที่หนักเกินตัวขึ้นมาถือไว้ ซูเหยามองมือสั่นๆ ของเด็กคนนั้น แล้วมองกลับไปที่สวนผักที่เต็มไปด้วยวัชพืช

    "วางเสียมลงซะ" ซูเหยาสั่งเสียงเรียบ เสี่ยวเถาหน้าซีดเผือด น้ำตาเริ่มคลออีกรอบ

    "แม่... หนูจะทำได้ดีจริงๆ นะ อย่าทิ้งหนูไว้นะ"


นิยายแนะนำจากท่านเทพเทียนเป่าตี้