ตอนที่ 1 กลิ่นดิน โคลนตม และเสียงร้องที่น่ารำคาญ
แสงไฟจากหลอดนีออนในห้องแล็บวิจัยพฤกษศาสตร์พฤกษเคมีส่องสว่างจ้าจนแสบตา หลินซูเหยา ในวัย 32 ปี ขยับแว่นสายตาที่ดั้งจมูก มือเรียวบางประคองหลอดทดลองที่มีสารสกัดจากพืชตระกูลเฟิร์นหายากอย่างระมัดระวัง เธอคืออัจฉริยะด้านพฤกษศาสตร์ผู้รักสันโดษ สำหรับซูเหยา ต้นไม้พูดความจริงเสมอ พวกมันเรียบง่าย ไม่วุ่นวาย และที่สำคัญ พวกมันไม่มีเสียงร้องไห้จ้อกแจ้กเหมือนพวกมนุษย์เด็ก ที่เธอมักจะเดินเลี่ยงทุกครั้งที่เจอในห้างสรรพสินค้า
"ดร.หลิน ครับ...นี่มันตีสามแล้วนะครับ พักผ่อนบ้างเถอะครับ" ผู้ช่วยวิจัยเอ่ยเตือน
ซูเหยาไม่ตอบ เธอเพียงแค่โบกมือไล่เบาๆ หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะมาครู่หนึ่งแล้ว แต่งานวิจัยชิ้นนี้คือชีวิตของเธอ เธอฝืนความเจ็บแปลบที่หน้าอกซ้าย วางหลอดทดลองลงบนแท่น ทว่าทันใดนั้น โลกทั้งใบก็หมุนคว้าง ภาพห้องแล็บที่คุ้นเคยค่อยๆ มืดดับลง พร้อมกับเสียงสุดท้ายคือเสียงแก้วแตกกระจายบนพื้นปูน
"แม่... แม่จ๋า ตื่นสิ แม่..."
เสียงแหลมเล็กที่แหบพร่าและสั่นเครือดังกรอกหูซูเหยาไม่หยุดหยุด เธอกำลังพยายามลืมตาขึ้น แต่เปลือกตามันหนักอึ้งราวกับถูกทับด้วยหิน กลิ่นของสารเคมีและแอร์เย็นฉ่ำหายไป แทนที่ด้วยกลิ่นอับชื้นของฟาง กลิ่นไอดิน และที่ร้ายที่สุด คือกลิ่นเหม็นตุๆ ของมูลสัตว์
ซูเหยาลืมตาโพล่งขึ้นมา สิ่งแรกที่เธอเห็นไม่ใช่เพดานสีขาวสะอาดของโรงพยาบาล แต่เป็หลังคาบ้านที่มุงด้วยหญ้าคาและคานไม้เก่าๆ ที่มีหยากไย่เกาะเขรอะขระ
"โอ๊ย..." เธอกุมขมับที่ปวดร้าว ราวกับมีคนเอาค้อนมาปอนด์ใส่หัว
"แม่! แม่ฟื้นแล้ว!"
เงาร่างเล็กๆ โถมเข้าใส่ร่างของเธอ ซูเหยาสะดุ้งเฮือกตามสัญชาตญาณคนไม่ชอบเด็ก เธอรีบดันร่างเล็กนั้นออกห่างตัวทันที สายตาของเธอพร่าเลือนครู่หนึ่งก่อนจะชัดเจนขึ้น ภาพตรงหน้าคือเด็กหญิงตัวผอมเกร็ง ผิวคล้ำแดด ผมเผ้ายุ่งเหยิงราวกับรังนก เสื้อผ้าสีตุ่นๆ ที่เต็มไปด้วยรอยปะชุนหนาเตอะ
เด็กคนนั้นมองเธอด้วยดวงตากลมโตที่คลอไปด้วยน้ำตา แต่ในแววตานั้นมีความหวาดระแวงและหวาดกลัวซ่อนอยู่ลึกๆ
"ใคร... เธอเป็ใคร?" ซูเหยาถามด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง เธอพยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่กลับพบว่าร่างกายนี้อ่อนแอเหลือเกิน
เด็กน้อยชะงักไป ใบหน้าเล็กๆ สลดวูบลง "แม่... นี่หนูไง เสี่ยวเถา แม่จำหนูไม่ได้เหรอ หรือว่าแม่โกรธที่หนูถอนต้นกล้าผักผิดใบ?"
ซูเหยาขมวดคิ้วแน่น "แม่? ใครแม่เธอ?"
เธอกวาดสายตามองไปรอบห้อง ห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่มีเพียงเตียงดิน (คัง) บุด้วยเสื่อฟางเก่าๆ โต๊ะไม้โย้เย้ที่มีชามกระเบื้องบิ่นๆ วางอยู่หนึ่งใบ และบนฝาผนังมีภาพพิมพ์สีซีดๆ ของประธานเหมาติดอยู่ พร้อมกับปฏิทินกระดาษที่ระบุปีอย่างชัดเจน นี่มัน...ค.ศ. 1974
นี่มันเื่บ้าอะไรกัน?
สมองของนักวิทยาศาสตร์เริ่มประมวลผล ความทรงจำสายหนึ่งที่ไม่ใช่ของเธอเริ่มไหลบ่าเข้ามาในหัวราวกับทำนบแตก ร่างนี้มีชื่อว่า หลินซูเหยา เหมือนเธอเป๊ะ! แต่เป็หญิงสาวในหมู่บ้านชนบทที่เพิ่งสูญเสียสามีไปในสนามรบเมื่อปีก่อน ทิ้งให้เธอกลายเป็แม่ม่ายลูกติดที่ต้องทำงานหนักในคอมมูน และด้วยความเครียดบวกกับความลำบาก ร่างเดิมมักจะระบายอารมณ์ใส่ เสี่ยวเถา ลูกสาวเพียงคนเดียว บังคับให้เด็ก 4 ขวบช่วยงานในสวนผักั้แ่เช้ามืดจนค่ำ ใครทำไม่ได้ก็ต้องอดข้าว
"บ้าไปแล้วแน่ๆ" ซูเหยาพึมพำกับตัวเอง เธอพยายามขยับมือ มือของเธอตอนนี้หยาบกร้าน มีรอยแตกตามข้อนิ้วจากการทำงานหนัก ไม่ใช่ผิวมือเรียบเนียนที่ใช้จับกล้องจุลทรรศน์อีกต่อไป
"แม่จ๋า... หนูหิว...หนูหิว" เสี่ยวเถาพึมพำเบาๆ ร่างเล็กๆ ถอยออกไปนั่งกอดเข่าที่มุมเตียงอย่างรู้งาน เพราะปกติถ้าเข้าใกล้เกินไปในเวลาที่แม่หงุดหงิด เธอจะถูกฟาดด้วยไม้กวาด
ซูเหยามองเด็กหญิงคนนั้นด้วยความรู้สึกซับซ้อน ความเกลียดเด็กที่เคยมีในใจถูกแทนที่ด้วยความใและความรู้สึกผิดที่ตกทอดมาจากเ้าของร่างเดิม
"ฉัน... ไม่ใช่... เอ่อ" ซูเหยาพยายามจะอธิบาย แต่เธอจะบอกเด็กสี่ขวบได้อย่างไรว่าแม่ของเธอตายจากการโหมงานหนักในอนาคตอีก 40 ปีข้างหน้า แล้วิญญานักพฤกษศาสตร์สาวโสดดันเข้ามาเสียบแทน...เธอพยายามยันกายลุกขึ้นยืน โลกหมุนเคว้งจนต้องเกาะขอบโต๊ะไว้
"ในบ้านมีอะไรกินบ้าง?"
พอแม่ถามเสี่ยวเถาก็ส่ายหน้าแรงๆ น้ำตาหยดแหมะ
"ไม่มีเลยจ๊ะ เมื่อวานคุณป้าบ้านใหญ่มาเอาไข่ไก่สามฟองสุดท้ายไป บอกว่าเป็ค่าที่แม่ไปหยิบหัวไชเท้าบ้านเขามาลูกหนึ่ง... แม่จ๋า เสี่ยวเถาขอโทษ เสี่ยวเถาจะตั้งใจปลูกผัก จะไม่ทำให้ต้นกล้าตายอีก แม่ไม่กินหนูนะ"
ซูเหยาชะงัก "กินเธอเหรอ? ฉันจะกินเธอทำไม?"
"ก็... ป้าสะใภ้บอกว่า ถ้าหนูทำผักตาย แม่จะไม่มีอะไรกินจนต้องจับหนูไปต้มกินนี่นา" เด็กน้อยพูดพลางสั่นไปทั้งตัว
ซูเหยาถอนหายใจยาวพลางเอามือนวดขมับ ความเชื่อบ้าบออะไรกันเนี่ย แล้วยัยเ้าของร่างเดิมนี่ใจร้ายขนาดไหนถึงทำให้ลูกกลัวขนาดนี้
เธอกวาดสายตามองลอดหน้าต่างเล็กๆ ออกไป เห็นสวนผักหลังบ้านที่แห้งแล้ง ดินแข็งกระด้างจนแตกระแหง มีเพียงต้นผักกาดเหี่ยวๆ ไม่กี่ต้นที่พยายามจะเอาชีวิตรอด
"มานี่มา" ซูเหยาเรียกเด็กหญิงด้วยโทนเสียงที่พยายามให้อ่อนโยนที่สุดเท่าที่คนอย่างเธอจะทำได้
เสี่ยวเถาขยับตัวอย่างลังเล ค่อยๆ คลานเข้ามาหา ซูเหยามองเห็นรอยแผลเป็เล็กๆ ที่ข้อมือของเด็กน้อย หัวใจที่เคยแข็งกระด้างของนักวิทยาศาสตร์สาวกลับรู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาอย่างประหลาด
"ฉันไม่กินเธอหรอก และจะไม่ตีเธอด้วย" ซูเหยาพูดพลางมองไปที่มือของตัวเอง "แต่ตอนนี้เราต้องหาทางรอดก่อน"
เธอเดินออกไปที่ลานดินหน้าบ้าน ลมหนาวของเดือนตุลาคมพัดมาปะทะหน้า หมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา ทางเดินเป็ดินโคลน มีเสียงระฆังดังแว่วมาจากที่ไกลๆ เป็สัญญาณเรียกคนไปทำงานในคอมมูน
ในฐานะนักพฤกษศาสตร์ เธอรู้ทันทีว่าดินที่นี่ขาดไนโตรเจนและสารอาหารอย่างรุนแรง แถมยังมีการจัดการน้ำที่ห่วยแตก แต่ในสายตาของเธอ พื้นดินที่คนอื่นบอกว่า "ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น" มันคือห้องแล็บธรรมชาติชั้นยอด
"แม่จ๋า จะไปสวนเหรอ? หนู... หนูไปช่วยนะ หนูจะถอนหญ้าให้สะอาดเลย"
เสี่ยวเถาที่วิ่งตามออกมาพยายามเสนอตัวด้วยความหวาดระแวง มือเล็กๆ คว้าเอาเสียมเก่าๆ ที่หนักเกินตัวขึ้นมาถือไว้ ซูเหยามองมือสั่นๆ ของเด็กคนนั้น แล้วมองกลับไปที่สวนผักที่เต็มไปด้วยวัชพืช
"วางเสียมลงซะ" ซูเหยาสั่งเสียงเรียบ เสี่ยวเถาหน้าซีดเผือด น้ำตาเริ่มคลออีกรอบ
"แม่... หนูจะทำได้ดีจริงๆ นะ อย่าทิ้งหนูไว้นะ"
