เฉียวเยว่ไม่ได้อาบน้ำมานานมาก ในที่สุดก็ได้อาบขจัดกลิ่นเหม็นออกไปจากตัวเสียที นางใช้สีผึ้งหอมทาตัว เมื่อสูดดมแล้วค่อยรู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้าง บอกตามตรง กลิ่นเหม็นหึ่งเมื่อครู่แม้แต่นางยังสะอิดสะเอียนตนเอง
นางสวมชุดคลุมเดินออกมา ไท่ไท่สามใช้ผ้าขยี้ผมนางให้แห้ง
ขณะเดียวกันก็เอ่ยถามเสียงเบา "เ้าคงจะใแย่แล้วใช่หรือไม่?"
เฉียวเยว่ส่ายหน้า
นึกถึงบุตรสาวตัวเหม็นั้แ่หัวจรดเท้าถูกหรงจ้านแบกขึ้นหลังกลับมา เขาเป็โรครักสะอาดแต่กลับไม่รังเกียจเฉียวเยว่แม้แต่กระผีกริ้น ไท่ไท่สามย่อมรู้สึกว่าเขาเป็ชายหนุ่มที่ดี
"ต้องขอบคุณท่านอ๋องอวี้ หากไม่ได้เขา พวกเราก็ไม่รู้จะไปตามหาเ้าที่ไหน" นางเอ่ย
เฉียวเยว่หัวเราะเบาๆ กุมมือของมารดา "ท่านแม่อย่ากลัวไปเลย ท่านดูสิ ตอนนี้ข้าก็ยังอยู่ดี ปลอดภัยแล้วมิใช่หรือ ถึงอย่างไรคนชั่วเ่าั้ก็ต้องได้รับโทษ พวกเราไม่ต้องวิตกเกินไปนัก"
ไท่ไท่สามพยักหน้า "มา รีบเช็ดแล้วรีบออกไป ท่านพ่อกับท่านลุงของเ้าร้อนใจจะแย่แล้ว พวกเราไม่กล้าบอกท่านย่าเื่ของเ้า เพราะกลัวว่า... กลัวว่า..." น้ำตาของนางไหลออกมา
อิ้งเยว่ซึ่งอยู่ด้านข้างเอ่ยปากเสียงเบา "ท่านแม่ น้องสาวปลอดภัยกลับมาก็ดีแล้ว ท่านอย่ากังวลไปเลย"
ไท่ไท่สามพยักหน้า "ใช่ ใช่ ใช่ ไม่เป็อันใดก็ดี แม่ไม่ห่วงแล้ว"
นางช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เฉียวเยว่ แล้วมัดผมแบบเรียบง่ายให้นาง "รีบออกไปทักทายท่านลุงกับท่านพ่อของเ้าก่อน หลังจากนั้นก็ไปหาท่านปู่กับท่านย่า"
เฉียวเยว่รับคำ แล้วตามไท่ไท่สามออกจากห้อง
แค่เพียงครึ่งวัน ซูซานหลางก็ร้อนใจจนแทบบ้า เขาเห็นบุตรสาวปลอดภัยกลับมาก็แทบระงับความดีใจไว้ไม่อยู่
"ไม่เป็อะไรก็ดีแล้ว ไม่เป็อะไรก็ดี" เขาพูดซ้ำๆ กลับไปกลับมา ไม่มีอย่างอื่น
เฉียวเยว่ส่ายหน้าเบาๆ พูดเสียงดังฉาดฉาน "ข้าไม่เป็อันใด และไม่กลัวด้วย ข้ารู้ว่าท่านพ่อกับท่านลุงต้องมาช่วยข้าแน่"
"พ่อมันไม่ได้ความ มิอาจปกป้องพวกเ้าให้ดีได้ ทำให้พวกเ้าถูกปองร้ายอยู่เรื่อย เป็พ่อไม่ดีเอง"
เป็ครั้งแรกที่ซูซานหลางรู้สึกว่าตนเองเรียนหนังสือมามากมายแต่ไร้ประโยชน์ เขาไม่สามารถปกป้องคนที่ตนเองควรปกป้อง และไม่สามารถทำให้ครอบครัวอยู่อย่างสงบสุขได้
เฉียวเยว่เอ่ยขึ้นทันควัน "ท่านพ่อย่อมมีค่าอยู่แล้วเ้าค่ะ เพราะท่านสอนข้ามาดีมาก ข้าถึงเยือกเย็นได้"
นางหมุนตัวไปรอบๆ "พวกท่านดูสิเ้าคะ ข้าก็ยังอยู่ดีมิใช่หรือ? ร่างกายแข็งแรง จิตใจก็แข็งแกร่ง ไม่กลายเป็คนอ่อนแอเพราะถูกลักพาตัวสักนิด"
เห็นนางอย่างนี้ ซูซานหลางค่อยสบายใจขึ้นมาก
เขากลัวว่าบุตรสาวจะได้รับผลกระทบทางจิตใจจนกลายเป็เหมือนองค์หญิงหรงเหยียนในวังพระองค์นั้น
แต่เห็นเฉียวเยว่ยังดีๆ อยู่ เขาก็วางใจ
"เฉียวเฉียวไปคารวะท่านปู่ท่านย่าเถอะ เื่นี้ไม่ได้บอกพวกท่านั้แ่แรก เ้าปลอดภัยกลับมา พ่อถึงบอกเื่นี้ให้พวกท่านรับรู้"
เฉียวเยว่รับคำ เื่เป็ไปตามคาด ไม่เพียงแต่ฮูหยินผู้เฒ่า แม้แต่ท่านโหวผู้เฒ่าก็ยังขอบตาแดง
"เ้าสารเลวเ่าั้ริษยาในความฉลาดปราดเปรื่องของเฉียวเยว่ของเราถึงกับใช้วิธีการต่ำช้าเช่นนี้"
เห็นเฉียวเยว่ปลอดภัยแล้ว ก็พูดอีกว่า "ไม่เป็อันใดก็ดี ไม่เป็อันใดก็ดี"
แต่พอนึกดูแล้ว ก็พูดเสริม "ข้าจะไม่ให้คนเ่าั้ลอยนวลเป็อันขาด เฉียวเยว่วางใจได้ ปู่จะแก้แค้นให้เ้าเอง"
เฉียวเยว่ยิ้มยิงฟัน เอ่ยเสียงดังฟังชัด "ท่านปู่ดีกับข้าที่สุด"
นางกอดคอท่านโหวผู้เฒ่าแล้วยิ้มอย่างเริงร่า "พวกท่านอย่าวิตกเพราะข้าเลย ต่อไปข้าจะเพิ่มความระมัดระวัง ครานี้เพราะข้าเลินเล่อไปหน่อย ทำให้คนชั่วสบโอกาส ผลเหตุผลนี้ข้าเข้าใจแล้ว ภายหน้าจะไม่ให้เกิดขึ้นอีกเ้าค่ะ"
ได้ฟังคำกล่าวนี้ ทุกคนก็เงียบไป
ฮูหยินผู้เฒ่าดึงมือของนางมากุม แล้วถามขึ้น "ตอนนั้นเ้าหมดสติหรือ?"
เฉียวเยว่พยักหน้า "ใช่เ้าค่ะ ข้าได้ยินเสียงต่อสู้ข้างนอก ยังไม่ทันทำอันใดก็สลบไป จนคืนสติขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตนเองถูกขังอยู่ในรถขนมูลแล้ว"
แท้จริงแล้วเื่นี้ร้ายแรงมาก แต่พอนางพูดว่ารถขนมูล กลับทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลงอย่างน่าประหลาด
"แค่รถขนมูล คนไม่เป็ไรก็ดีแล้ว"
เฉียวเยว่พยักหน้า "ก็นั่นสิเ้าคะ แต่เหม็นไม่ไหวจริงๆ พวกท่านไม่รู้ พี่จ้านอุ้มข้าออกจากรถขนมูลจนถูกกลิ่นเหม็นอาบไปทั่วร่าง ต่อมาก็แบกข้าขึ้นหลัง แม้แต่ข้าเองยังถูกรมจนปวดหัวไปหมด"
ฮูหยินผู้เฒ่าหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก "ผู้อื่นช่วยชีวิตเ้า เ้ายังมาพูดแบบนี้ แน่ใจหรือว่าที่เ้าปวดศีรษะหาได้เป็เพราะกลิ่นเหม็นจากตัวของเ้าเอง?"
เฉียวเยว่ปิดหน้า "ต้องไม่ใช่ข้าแน่นอน"
เห็นนางไม่ทุกข์ร้อนสักนิด ทุกคนค่อยยิ้มออก
สาวใช้าุโเข้ามารายงานอย่างรีบร้อน "ฮูหยินผู้เฒ่าเ้าคะ ทานอ๋องอวี้มาขอพบเ้าค่ะ"
ฮูหยินผู้เฒ่าถอนหายใจ "คนผู้นี้พูดถึงเป็ไม่ได้เลยจริงๆ เพิ่งเอ่ยถึงเขาอยู่หลัดๆ เขาก็มาปรากฏตัวแล้ว"
นางเว้นจังหวะครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยอีกว่า "รีบเชิญเข้ามา"
ไม่ว่าอย่างไร จวนของพวกเขาก็ต้องขอบคุณผู้อื่น หากมิได้ท่านอ๋องอวี้ เฉียวเยว่ก็ไม่รู้จะตกอยู่ในสภาพเช่นไร มานึกดูเวลานี้ก็อดหวาดวิตกจนหลั่งเหงื่อเย็นไม่ได้
"พี่จ้านต้องเอาชาระงับความตื่นตระหนกมาให้แน่เลย" เฉียวเยว่เอ่ยอย่างรู้ดี
"เหตุใดต้องไปรบกวนผู้อื่นให้ทำสิ่งนี้" ฮูหยินผู้เฒ่าติติง
"ไม่เห็นจะเป็อันใดเลย เขาทำต้องดีกว่าแน่นอน เมื่อมีของดี ไยข้าต้องดื่มน้ำชาระงับความตื่นตระหนกรสชาติแย่ที่หลันหมัวมัวทำด้วยเล่า" เฉียวเยว่ตอบ
อย่าว่าแต่ผู้อื่น แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่ายังขำพรืดออกมา "เ้าเด็กคนนี้ พูดเหลวไหลเรื่อยเฉื่อย ั้แ่เล็กจนโตเ้าดื่มไปเท่าไรแล้ว"
เฉียวเยว่ยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ
หรงจ้านเดินเข้ามา นอกจากชาระงับความตื่นตระหนก เขาก็ยังมีของกินอย่างอื่นติดมือมาด้วย
เขาทักทายทุกคนอย่างเยือกเย็น หลังจากนั้นก็หันมาพูดกับเฉียวเยว่ "นี่เป็ของกินเล็กน้อยที่ข้าเตรียมมาให้เ้า เวลามีจำกัด เลยต้องทำอะไรง่ายๆ แต่เ้าก็กินสักหน่อยก็แล้วกัน"
เฉียวเยว่ตอบอืม แล้วชำเลืองมองหรงจ้านปราดหนึ่ง แต่พอนึกว่าหรงจ้านอาบน้ำมาแล้ว มีกลิ่นหอมสะอาดกำจายมาจากตัวเขา
ยิ่งไปกว่านั้น... ดูเหมือนว่าเขาจะใช้สีผึ้งหอมด้วย นึกมาถึงตรงนี้ เฉียวเยว่ก็รู้สึกขบขันอย่างบอกไม่ถูก แม้ว่ารถขนมูลคันนั้นจะไม่มีมูลอันใด แต่ถึงอย่างไรก็เคยบรรทุกของสิ่งนั้น
เขาเป็คนรักความสะอาดถึงเพียงนี้ หากทนได้ก็แปลกคนแล้ว
เฉียวเยว่เอ่ยเสียงเบา "ขอบคุณนะเ้าคะ ขอบคุณพี่จ้านที่ช่วยชีวิตข้า และขอบคุณที่ท่านต้มชาระงับความตื่นตระหนกมาให้ด้วย"
หรงจ้านตอบอย่างไม่นำพา "สมควรแล้ว"
เฉียวเยว่น้ำลายสอ หลังจากเช็ดปากแล้วก็เอ่ยว่า "โลกนี้ไม่มีเื่ไหนที่สมควรหรอกเ้าค่ะ"
นางเปิดตะกร้า เห็นหรงจ้านเตรียมโจ๊กเปล่าและกับข้าวอีกสองอย่าง
นางรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง ยิ้มตาหยีมองทุกคน "ข้ากินได้หรือไม่?"
บัดนี้เป็เวลาเย็นแล้ว ั้แ่กินมื้อเช้านางก็ยังไม่ได้กินอะไรเลย เวลาแบบนั้นใครจะอยากกินอะไร
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกัน กลับมาถึงบ้านปลอดภัยแล้ว นางย่อมจะผ่อนคลายเป็ธรรมดา
ฮูหยินผู้เฒ่า "เฉียวเยว่รีบกินเถอะ หิวแย่แล้วกระมัง?"
เฉียวเยว่ยิ้มเก้อเขินพลางส่ายหน้า แล้วลูบพุงน้อยๆ ของตนเอง "ก็ไม่เชิงหรอกเ้าค่ะ เดิมทีข้าไม่นึกอยากกินอะไรเลย แต่อาหารที่พี่จ้านทำมาหอมมาก ทำให้จู่ๆ ก็รู้สึกอยากอาหารขึ้นมา พี่จ้านช่างเก่งยิ่งนัก"
ไม่มีใครเลยในที่นั้นที่จะไม่ถอนหายใจ มิน่าเล่าคนประหลาดเข้ากับผู้อื่นไม่ได้เช่นหรงจ้านจะชมชอบเฉียวเยว่เป็พิเศษ แท้ที่จริงใครเล่าจะไม่ชอบฟังถ้อยคำเยินยอ แต่เฉียวเยว่เป็จอมสอพลอน้อยตัวยง นางต้องหาทางตบสะโพกม้าทุกสามประโยค ดังนั้นหรงจ้านไหนเลยจะไม่ถูกกล่อมจนอยู่หมัด
หรงจ้านยกยิ้มน้อยๆ "ชอบก็กินมากหน่อย ไม่ได้กินอะไรมาทั้งวัน คงจะหิวแล้ว"
ไท่ไท่สามจูงมือเฉียวเยว่ "ไป แม่จะพาเ้าไปกินข้าวที่โถงด้านใน
เฉียวเยว่เชื่อฟังแต่โดยดี
หลังจากเฉียวเยว่ไปแล้ว ท่านโหวผู้เฒ่าก็มองหรงจ้านแล้วเอ่ยอย่างจริงจัง "ไม่ว่าอย่างไร ก็ต้องขอบพระทัยในความช่วยเหลือของท่านอ๋องอวี้"
สีหน้าของหรงจ้านสงบนิ่ง มองไม่ออกว่าคิดอะไรอยู่ "ไม่ต้องกล่าวขอบคุณหรอก" เขาเว้นจังหวะครู่หนึ่ง "ถึงไม่มีข้า ก็ไม่แน่ว่านางจะเกิดเื่ มู่หรงจิ่วหมายมุ่งมาที่ข้า การลักพาตัวเฉียวเยว่เป็เพียงอุบาย ใครให้ความสัมพันธ์ของพวกเราดีถึงเพียงนั้นกันเล่า"
แม้หรงจ้านจะกล่าวเช่นนี้ แต่ท่านโหวก็ยังต้องพูด "ไม่ ท่านอ๋องกล่าวเช่นนี้ไม่ถูกต้อง ข้ากลับรู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดที่แน่นอน ท่านอาจรู้สึกว่าเพราะตนเองเป็ต้นเหตุ แต่อาจเป็เพราะท่านหรืออาจไม่ใช่ก็เป็ได้ บางทีอาจเพราะพวกเขาเสียหน้าจากการแข่งขัน ถึงคิดลักพาตัวเฉียวเยว่ไป วันนั้นเด็กคนนี้ทำตัวโอ้อวดเกินไปหน่อย ไม่นึกว่าผู้อื่นจะใช้สิ่งนี้มาเป็เหตุผลในการลงมือ พวกเราล้วนไม่ใช่ชาวซีเหลียง ย่อมบอกไม่ได้ว่าเพราะเหตุใดกันแน่"
ท่านโหวผู้เฒ่ายังมองในแง่ดี ซูซานหลางพยักหน้า "มีเหตุผล"
ฉีจือโจวไม่เอ่ยคำใดั้แ่มาถึง แต่กลับดูผ่อนคลายลงมาก
"คณะทูตไปั้แ่ตอนบ่าย" เขาเอ่ยขึ้น มุมปากประดับรอยยิ้มเหยียดหยัน "มู่หรงจิ่ว... ดูเหมือนจะไม่พอใจมาก"
หรงจ้านแค่นเสียงหึ "เขาไม่พอใจ แล้วข้าพอใจนักหรือ? พวกท่านวางใจเถอะ ข้าจะส่งของขวัญชิ้นใหญ่ไปให้พวกเขาเอง"
ทุกคนต่างมองหรงจ้าน
"ความแค้นของหลานสาว ข้าจะเอาคืนเอง ไม่ต้องรบกวนท่านอ๋อง พวกเรารู้สึกขอบคุณที่ท่านให้ความช่วยเหลือ ไหนเลยจะกล้าวอนขอสิ่งใดมากไปกว่านี้" ฉีจือโจวกล่าวเรียบๆ
หรงจ้านส่ายศีรษะ คล้ายยิ้มแต่ไม่ใช่ "ข้ารู้สึกว่าท่านคิดมากไปหน่อย ข้าหาได้ทำเพื่อพวกท่านหรือแม้แต่เฉียวเยว่ แต่ที่ทำทั้งหมดนี้ก็เพื่อตัวข้าเอง เขาทำเช่นนี้เป็การตบหน้าข้า แต่ไรมาข้าก็เป็เช่นนี้ ไม่ว่าใครตบหน้าข้างซ้ายของข้า ข้าก็ต้องตบหน้าทั้งซ้ายและขวากลับไปให้จงได้ มิเช่นนั้นแล้วข้าคงจะนอนไม่หลับ"
ทุกคน "..."
น่ากระอักกระอ่วนยิ่ง!
หรงจ้านยกยิ้ม "หากไม่ให้เห็นดีกันบ้าง หรือโต้กลับเสียหน่อย พวกเขาอาจรู้สึกสบายเกินไป"
พูดตามตรง ชั่วขณะนี้ฉีจือโจวรู้สึกว่าอวี้อ๋องค่อนข้างผิดปรกติ
หรงจ้านลุกขึ้น "บอกแม่หนูน้อยด้วยว่าข้าจะกลับไปทำขนมให้นาง"
หลังจากนั้นก็สวมเสื้อคลุมแล้วหมุนตัวจากไป
จะมาจะไปดุจสายลมพัดผ่าน
ฮูหยินผู้เฒ่า "เด็กคนนี้จะว่าดีก็ดีอยู่ แต่ทว่า... ชวนให้รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก"
"ความวิปริตของเขาหาได้เพิ่งเกิดขึ้นเพียงแค่วันสองวัน แต่ไม่สมเหตุผลที่เขาจะจัดการกับคนเ่าั้โดยที่พวกเราไม่ต้องลงมือ" เขาลุกขึ้น "แค่ส่งคนไปลอบสังหารพวกเขาสักสองสามหนเป็การข่มขวัญก็พอแล้ว"
หลังจากนั้นก็ประสานมือคำนับแล้วจากไป
ท่านโหวผู้เฒ่ามองตาค้าง "เขาแน่ใจหรือว่าผู้อื่นวิปริต..."
เหตุใดเขากลับรู้สึกว่าไม่มีใครปรกติสักคนเลยเล่า
