บทที่ 90 วิปริตขั้นสุด
จากนั้นลูกศิษย์สายในก็ก้าวออกมาท้าสู้อีก ความแข็งแกร่งและห้าวหาญของฉินชูกระตุ้นความปรารถนาที่จะต่อสู้ของพวกเขาให้ลุกโชน ทุกคนที่เฝ้าดูการต่อสู้อยู่ ต่างก็รู้ว่าฉินชูไม่ได้แสดงความแข็งแกร่งของเขาออกมา ตอนนี้เขาเล่นกับทุกคนด้วยวิชากระบี่พื้นฐานอันเรียบง่ายเท่านั้น
แต่ผลลัพธ์ล้วนออกมาเหมือนกัน ลูกศิษย์สายหลักที่ออกมาท้าสู้ล้วนไม่สามารถทำให้ฉินชูเริ่มเป็ฝ่ายโจมตีก่อน เขาใช้การโจมตีของลูกศิษย์สายหลักมาขัดเกลากระบวนท่าป้องกันของตัวเอง
หลังจากต่อสู้อีกสองสามรอบ ก็ไม่มีคนออกมาท้าสู้อีก
“ศิษย์น้องฉิน วิชากระบี่พื้นฐานของเ้าเป็วิชาพื้นฐานจริงๆ หรือ” หลิวเสวี่ยถามขึ้น
“ใช่แล้ว แต่ข้าผสานเคล็ดวิชากระบี่อีกอย่างเข้าไปเพื่อเพิ่มความเร็วกระบวนท่าพื้นฐาน” ฉินชูตอบคำถามหลิวเสวี่ย เขาเคารพหลิวเสวี่ยมาก หลังจากเขากลับมาครั้งนี้ หลิวเสวี่ยแวะไปเยี่ยมเขาถึงสองครั้ง อีกทั้งยังซื้อชุดชงชาใหม่ให้เขา นางเป็เหมือนพี่สาวคนโตคนหนึ่ง
“เมื่อวิชากระบี่พื้นฐานถูกขัดเกลาจนบรรลุแตกฉานก็ทรงพลังอย่างน่าเหลือเชื่อ” ถางอวี่พูดขึ้น
“วิชากระบี่พื้นฐานเป็พื้นฐานของวิชากระบี่ทั้งปวง เป็วิชาที่ตกทอดสืบต่อมาเป็เวลาช้านานกว่าวิชากระบี่ไหนๆ มันไม่เคยถูกยุคสมัยกลืนกิน เพราะเหตุผลในตัวของมันเอง พวกเ้าพึงจำเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็วิชายุทธ์รูปแบบไหน ขอแค่ขัดเกลาจนถึงจุดสุด ผลลัพธ์ออกมาก็โกง์ทั้งนั้น วิชากระบี่วายุคลั่งของเ้าก็เช่นกัน ความเร็วยังไม่พอ ความรุนแรงยังไม่พอ หากรวดเร็วกว่านี้ รูปแบบการโจมตีจะเฉียบขาดและให้ผลลัพธ์ที่ต่างออกมาอย่างน่าเหลือเชื่อ” หลัวเจินที่เฝ้าดูการต่อสู้มาตลอดโผล่ออกมาและอธิบายที่มาที่ไปของความสุดยอดโกง์ที่ออกจากปากพวกเขา
ถางอวี่โค้งตัวคำนับหลัวเจิน เ้าสำนักคนเก่าไม่ค่อยออกมาพบเจอคน น้อยครั้งที่จะออกมาแนะนำลูกศิษย์ แต่หลัวเจินไม่เป็เช่นนั้น เมื่อเห็นจุดอ่อนในมุมมองของเขาก็พูดขึ้นชี้แนะทันที
“บางทีเ้าอาจจะกำลังฝึกกระบวนท่าป้องกัน หรือไม่อยากฝึกโจมตีกับศิษย์ในสำนักเดียวกัน แต่เ้าจงจำเอาไว้ การเอาแต่ป้องกันจะทำให้วิชากระบี่ของเ้าขาดความเฉียบคม เอาล่ะ ในเมื่อต่อสู้ทั้งที ก็ต้องรู้ผลแพ้ชนะ แบบนี้ถึงจะเป็การแสดงความเคารพต่อกระบี่ในมือของเ้า” หลัวเจินมองฉินชูพร้อมกับพูดสิ่งที่ตัวเองไม่พอใจกับการต่อสู้ของฉินชู
ฉินชูลังเลสักพัก ก่อนประสานมือคารวะหลัวเจิน
“ศิษย์น้องฉิน วิชากระบี่์ของศิษย์พี่เป็เลิศด้านการป้องกัน อยากจะลองทดสอบการป้องกันของตัวเองดูหน่อย” หลิวเสวี่ยเอ่ยปาก
ฉินชูมองหลิวเสวี่ยด้วยความลังเลใจ เขาไม่อยากประลองกับหลิวเสวี่ย เขาไม่อยากแพ้และไม่อยากชนะนาง
“เมื่อครู่ท่านเ้าสำนักก็บอกแล้ว อีกอย่าง นี่เป็การประลองกันเองในสำนัก สามารถแสดงจุดด้อยของตัวเองได้อย่างปลอดภัย” หลิวเสวี่ยพูดเกลี้ยกล่อมฉินชู
สูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งเฮือก ฉินชูก็เดินเข้ามาที่กลางลานประลองยุทธ์อีกครั้ง
ครั้งนี้ หลายคนสังเกตเห็นรังสีของฉินชูเปลี่ยนไปแล้ว หากเปรียบก่อนหน้านี้เป็ดอกตูม งั้นตอนนี้ก็คือดอกบาน ฉินชูในสภาพฮึกเหิมที่ยืนอยู่กลางลานประลองยุทธ์เหมือนดั่งกระบี่ยาวที่ปลดออกจากฝัก
หลิวเสวี่ยชักกระบี่ออกมา ครั้นแกว่งตวัดสำแดงวิชากระบี่์ขึ้น ฉินชูก็ชักกระบี่เทพบูรพาออกจากฝัก
เขาเสริมพลังแห่งเจตจำนงกระบี่ขั้นที่สองลงไป กระบี่เทพบูรพาในมือของฉินชูที่ห่อหุ้มไปด้วยพลังอัดที่พร้อมฟันทุกสรรพสิ่งก็พุ่งเข้าใส่หลิวเสวี่ยอย่างรวดเร็ว
กระบี่ยาวในมือของหลิวเสวี่ยพลิกตั้งและพุ่งเข้าฟันกระบี่เทพบูรพาของฉินชู
ขณะที่กระบี่ของหลิวเสวี่ยกำลังจะปะทะ กระบี่เทพบูรพาในมือของฉินชูก็ตวัดเข้าใส่กระบี่ของหลิวเสวี่ยทันที
หลังจากกระบี่ปะทะกัน กระบี่ของหลิวเสวี่ยเป็ฝ่ายกระเด็นหลุดมือไปไกล ส่วนกระบี่ของฉินชูกลับย้อนกลับมายังวิถีกระบี่เดิม โดยหยุดนิ่งอยู่ด้านหน้าหลิวเสวี่ย
หลิวเสวี่ยสีหน้าถอดสี “เ้าหมอนี่ ทำไมอยู่ๆ ถึงคิดจะลงมือกับศิษย์พี่ล่ะ”
ฉินชูตอบอย่างเคอะเขิน “ศิษย์พี่เป็คนบอกเองว่าอยากรู้จุดอ่อนของกระบวนท่าป้องกันของตัวเอง ดังนั้น จังหวะเมื่อครู่ก็คือจุดอ่อน”
“หลิวเสวี่ยอย่าไปฟังเขา ไม่ใช่ตรงจังหวะเมื่อครู่ ต่อให้เมื่อครู่เ้ามองทัน ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถทำได้เหมือนเขา” หลัวเจินถลึงตาใส่ฉินชู เขาไม่คิดว่าฉินชูจะจัดเต็มแบบนี้
หลิวเสวี่ยพยักหน้า นางรู้สึกว่าไม่มีทางป้องกันวิชากระบี่ของฉินชูได้เลย หลักๆ เป็เพราะความเร็วที่แทบมองตามไม่ทัน เพียงเสี้ยวของเสี้ยวพริบตา กระบี่ของนางก็ถูกฟาดกระเด็นหลุดจากมือแล้ว
“ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป ใครเอาชนะเขาได้ แต้มคุณูปการห้าแสนแต้ม...ฉินชู เ้าต้องมารับคำท้าสู้ที่นี่ทุกคนวันที่หนึ่งและสิบห้าของทุกเดือน” หลัวเจินกวาดมองเหล่าลูกศิษย์แห่งสำนักชิงหยุนรอบหนึ่ง แล้วจึงตัดสินใจขึ้น
“คนอื่นเอาชนะศิษย์ได้กลับได้ผลประโยชน์ แล้วการที่ศิษย์มารับคำท้าสู้แบบนี้ ได้ประโยชน์อะไร” ฉินชูแย้งขึ้น เพราะคิดว่าการตัดสินใจของหลัวเจินไม่ยุติธรรม เขารู้สึกว่าตัวเองเสียผลประโยชน์
“ไม่มี” ถลึงตาใส่ฉินชูเสร็จ หลัวเจินก็หันหลังจากไป
กวนประสาทสิ้นดี
หลังจากนั้น ฉินชูก็พาหลิวเสวี่ย ไป๋อวี้และหลินเจิงออกจากสำนัก มายังเมืองเล็กๆ ที่ตีนเขา ในเวลาเดียวกันก็ขอโทษหลิวเสวี่ยอย่างรู้สึกผิด หลังจากปลดปล่อยพลังแห่งเจตจำนงกระบี่ออกมา เขาเองก็ไม่คิดอะไรอีก
หลิวเสวี่ยไม่โกรธแม้แต่น้อย เพราะคิดว่าฉินชูแข็งแกร่ง อีกอย่างนางรู้จักนิสัยเขาเป็อย่างดี เขาเป็คนซื่อๆ คำพูดของเขาไม่มีเจตนาทำร้ายจิตใจนาง
ขณะที่ฉินชูกับผองเพื่อนกำลังดื่มกินกันอยู่นั้น ภายในสำนักชิงหยุนก็เกิดแตกตื่นขึ้นมา สาเหตุเป็เพราะค่าตัวของฉินชูเพิ่มขึ้นเป็ห้าแสนแต้มคุณูปการ นอกเหนือจากนี้ หลัวเจินไม่ได้ห้ามลูกศิษย์สายหลักท้าสู้ หมายความว่าลูกศิษย์สายหลักก็สามารถท้าสู้ได้
สถานภาพของลูกศิษย์สายในกับลูกศิษย์สายหลักต่างกันมาก หากลูกศิษย์สายในภายในสำนักพัฒนาตัวเองต่อไปไม่ได้ ก็จะเป็ได้แค่ลูกศิษย์ต่อไป เป็ลูกศิษย์ที่ไปเข้าเวรที่หอคัมภีร์บ้าง คลังศัสตราบ้าง ไม่เหมือนกับ ลูกศิษย์สายหลัก พวกเขาสามารถเลื่อนขั้นเป็ผู้ดูแล ผู้คุมกฎ หรือบุคคลระดับสูงของสำนักชิงหยุนในอนาคต จะบอกว่าพวกเขาเป็อนาคตใหม่ของสำนักชิงหยุนก็ว่าได้
การที่หลัวเจินตั้งใจอนุญาตให้ลูกศิษย์สายหลักท้าสู้ได้แบบนี้ แสดงว่าเขาให้ความสำคัญกับฉินชูมาก
หลังจากข่าวแพร่กระจายออกไป บรรดาลูกศิษย์สายหลักก็อยากทดสอบฝีมือ แต่หลักๆ เป็เพราะแต้มคุณูปการห้าแสนแต้ม ตัวเลขขนาดนี้นับว่าไม่น้อย สามารถแลกได้ทั้งโอสถ ตำราคัมภีร์และอาวุธศัสตรา ผู้ฝึกตนคนไหนบ้างไม่ขาดแคลนทรัพยากรฝึกตนพวกนี้
ถางอวี่กับเพื่อนๆ รวมตัวกันดื่มชา
“ถางอวี่ พวกเราไม่ได้ไปดูการต่อสู้ของวันนี้ เ้าเอาชนะเขาไม่ได้จริงๆ หรือ เอาไว้ครั้งหน้าศิษย์พี่จะจัดการเขาเอง” ชายชุดคลุมขาวคนหนึ่งพูดขึ้น เขาชื่อว่าหลินเสวี่ยเจียง เป็ลูกศิษย์สายหลักที่ถูกจัดอันดับอยู่หนึ่งในสิบ
“ศิษย์พี่หลินเชื่อข้า อย่าเพิ่งไปท้าสู้เลย ศิษย์พี่ลองไปดูการต่อสู้ก่อนแล้วจะเข้าใจ วิชากระบี่พื้นฐานของเ้าเด็กซื่อบื้อนั้นขัดเกลาจนถึงขั้นวิปริตถึงขีดสุด” ถางอวี่พูดขึ้น
“ไม่ได้จริงหรือ” หลิงเสวี่ยเจียงถามถางอวี่อย่างลังเล เขาเป็ผู้ฝึกตนขั้นที่สี่ระดับเจ็ด ถือว่าโดดเด่นในบรรดาลูกศิษย์สายหลักด้วยกัน
“ไม่ได้จริง ๆ ข้าสู้กับเขาเป็เวลาหนึ่งเค่อ แต่เขายังไม่สำแดงพลังที่แท้จริงออกมาเลย เขาใช้แค่วิชากระบี่พื้นฐาน ลำพังแค่กระบวนท่าป้องกันก็ไม่สะทกสะท้านประหนึ่งยอดเขาไท่ซาน[1] ไหนจะกระบวนท่าโจมตีอีก ศิษย์น้องหลิวเสวี่ยที่เพิ่งได้เลื่อนขั้นเป็ลูกศิษย์สายหลักหน้าใหม่ ตัดเื่ตบะออกไป ทุกคนต่างรู้ดีว่ากระบวนท่าป้องกันของเคล็ดกระบี่์เป็ยังไง แต่เ้าหมอนั่นกลับทำลายการป้องกันนั้นลงได้” ถางอวี่อธิบายสาเหตุที่ไม่ควรดูถูกฉินชู
หลินเสวี่ยเจียงมองถางอวี่ด้วยสีหน้าจริงจัง เขารู้จักถางอวี่มานาน รู้ดีว่าถางอวี่ไม่มีทางโกหก ในเมื่อถางอวี่พูดมาแบบนี้แล้ว ดูเหมือนว่าจะดูถูกฝีมือของฉินชูไม่ได้จริงๆ
“รู้สึกเจ็บใจจัง เ้าหนูนั่นเป็แค่ผู้ฝึกตนขั้นเจินหยวนเอง หากบรรลุขั้นหลิงหยวนขึ้นมา พวกเราลูกศิษย์สายหลักคงถูกกดดันหน้าดู” ถางอวี่ยิ้มเจื่อนพลางเอ่ย
“เื่แบบนี้คงไม่มีทางเกิดขึ้น ข้าได้ยินมาจากท่านาุโว่าเ้าหนูนั่นภาคภูมิใจกับการเป็ศิษย์รับใช้ยิ่งนัก เขาไม่สนใจเื่การเลื่อนขั้นแม้แต่น้อย” ลูกศิษย์สายหลักอีกคนพูดขึ้น
หลังจากหลัวเจินกลับมาถึงตำหนัก ก็ส่งคนไปตามลู่หยวน เขาคิดว่าในสถานการณ์แบบนี้ ควรเพิ่มความกดดันให้ฉินชูและลูกศิษย์สายหลักสักหน่อย
[1] ยอดเขาไท่ซาน คือหนึ่งในห้ายอดเขาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศจีน มีความสำคัญทั้งทางด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจนได้รับการประกาศให้เป็มรดกโลกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของประเทศจีน ตั้งอยู่ที่ เมืองไท่อาน มณฑลซานตง ทางชายฝั่งตะวันออกของประเทศจีน ยอดบนสุดของ ูเาไท่ซาน มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,545 เมตร
