ทั้งหมู่บ้าน พบเพียงซากเรือนที่ถูกทำลาย และร่างผู้คนที่ไร้ลมหายใจ เสิ่นเล่อเหยียนและผู้แทนเย่ยืนอยู่ด้านนอก มองดูเ้าหน้าที่รวบรวมร่างไร้ชีวิตมานอนเรียงกันที่ลานหน้าศาลบรรพชน
ภาพเหตุการณ์ความคึกคักเมื่อไม่กี่วันก่อน ยังติดตรึงอยู่ในความทรงจำ เหตุใด์ถึงได้โหดร้าย พรากชีวิตนับร้อยให้จากไป ทั้งที่พวกเขาไร้ความผิด
เมื่อเ้าหน้าที่แบกร่างของแม่นมหลี่มานอนเบื้องหน้าของหญิงสาว ความเสร้าโศกที่เก็บกดเอาไว้พลันพรั่งพรูออกมา เสิ่นเล่อเหยียนคุกเข่าลงพร้อมกับร้องไห้ออกมาอีกครั้ง
“ทำไม! ทำไมกัน! ์...พวกเขาทำผิดอันใดกันแน่! ทำไมต้องพรากสิ่งสำคัญสุดท้ายในชีวิตของข้าไป” เสียงท้องฟ้าคำรามคลอเคล้าไปกับเสีงร้องโหยหวนของผู้สูญเสีย ราวกับ้าอธิบายกับนาง
เหล่าเ้าหน้าที่ต่างะเืใจต่อภาพที่ได้เห็น เพราะพวกเขาก็เป็คนอำเภอเฟิงหลิน หลายคนในหมู่บ้านนี้ต่างก็คุ้นหน้ากันดี จึงอดใจหายไม่ได้ หลังรู้ว่าพวกเขาถูกฆาตกรรม
ท้องฟ้าเบื้องบนที่เคยแจ่มใสมืดหม่นลง เสียงคำรามของสายฟ้าดังก้องในหุบเขา จากนั้นสายฝนบางเบาพลันโปรยปรายลงมา ราวกับกำลังไว้อาลัยให้แก่ดวงวิญาณที่ถูกพรากไปอย่างอยุติธรรม
หญิงสาวกำหมัดแน่น พร้อมด้วงตาที่แดงก่ำ ภายในใจของเสิ่นเล่อเหยียนเต็มไปด้วยไฟแค้น นางสัญญาต่อ์ในใจว่า ถ้าจับตัวฆาตกรได้ นางจะต้องสับคนผู้นั้นออกเป็หมื่นชิ้น เพื่อเซ่นสังเวยต่อิญญานับร้อยดวงตรงหน้า
....เพียงวันเดียว ข่าวการสังหารหมู่ชาวบ้านหมู่บ้านสกุลจางได้แพร่สะพัดไปทั่วอำเภอเฟิงหลิน ไม่มีใครไม่พูดถึงเื่นี้ เพราะเป็คดีใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในแคว้นต้าเย่
และในเวลาเพียงไม่นาน ข่าวนี้ก็ไปถึงเมืองหลวง เหตุการณ์นี้ะเืถึงราชสำนัก จนศาลต้าหลี่ต้องส่งเ้าหน้าที่ชั้นสูงลงมาทำคดีด้วยตนเอง
เมื่อเ้าหน้าที่จากศาลต้าหลี่มาถึง หมู่บ้านสกุลจางได้ถูกปิดล้อมเพื่อเก็บหลักฐาน เสิ่นเล่อเหยียนและจางหยวนหยวนถูกนำตัวไปสอบปากคำ ในฐานะพยานเพียงสองคนที่รอดชีวิต
ทว่าด้วยความใและเสียขวัญ ที่ต้องเห็นคนในครอบครัวถูกสังหาร จางหยวนหยวนเอาแต่กอดหญิงสาวไม่ยอมห่าง และนางก็ไม่ยอมพูดอีกเลย
ส่วนตงหยาง ชายหนุ่มผู้เคยเป็ส่วนหนึ่งของหมู่บ้านสกุลจาง กลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
เสิ่นเล่อเหยียนถูกพาตัวไปยังเมืองหลวงเพื่อให้การต่อหน้าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ นางตอบทุกคำถามด้วยความสัตย์จริง ยกเว้นเพียงเื่เดียว สถานะที่แท้จริงของตนในฐานะบุตรีจากจวนเสิ่นผิงโหว
ที่นางไม่บอกเื่นั้น เพราะไม่้าให้ชาติกำเนิดของตนกลายเป็ประเด็น หรือให้ผู้ใดมองว่าความยุติธรรมที่ได้รับ เกิดจากอำนาจของตระกูลที่เคยทอดทิ้งนาง
แต่เพียงไม่นาน เ้าหน้าที่ก็สามารถสืบค้นตัวตนของหญิงสาวออกมาได้อย่างง่ายดาย และเมื่อได้รู้ว่าที่แท้จริงแล้ว เสิ่นเล่อเหยียนคือคนจากจวนเสิ่นผิงโหว เ้าหน้าที่ก็ติดต่อไปที่นั่นทันที
และชาวเมืองต่างก็ได้รู้พร้อมกันว่า เสิ่นผิงโหวได้ทอดทิ้งบุตรสาวในไส้นานถึงสิบปี ผลักดันให้นางไปอยู่ในหมู่บ้านชนบท ทำให้ต้องประสบเื่เลวร้ายเช่นนี้ขึ้น
“นางสารเลวนั่น! เหตุใดมันถึงไม่ตายตามแม่นมของมันไปซะ! ไม่รู้จะรอดชีวิตกลับมาทำให้พวกเราเสื่อมเสียชื่อเสียงทำไม” ฮูหยินใหญ่เสิ่นนามเซียวหรูฉิน สบถอย่างไม่พอใจ หลังได้ทราบข่าวเ่าั้จากข้ารับใช้ ที่กลับมาจากด้านนอก
“พอแล้ว! ต่อไปอย่าได้เอ่ยเช่นนี้อีก ในเมื่อคนก็กลับมาแล้วเ้าก็ดูแลนางให้ดี” เสิ่นผิงโหว เสิ่นฮ่าวหลุน เอ่ยกับฮูหยินของตนด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
เพราะเมื่อเช้า หลังการประชุมในท้องพระโรงจบลง ฮ่องเต้ได้เรียกเสิ่นผิงโหวไปที่ห้องทรงพระอักษร ก่อนจะตำหนิออกไปหลายคำ
เพราะเห็นแก่หน้าเสิ่นผิงโหวผู้เฒ่าที่สละชีวิตในสนามรบ จึงได้ยังให้คนไร้ความสามารถอย่างเขาสืบทอดตำแหน่ง และเป็ขุนนางในราชสำนัก แต่พระองค์ก็ไม่คิดว่าความโง่เง่าของเสิ่นผิงโหวจะเกินเยียวยา ฟังคำฮูหยินของตนถึงกลับทอดทิ้งเืเนื้อเชื้อไข ทำหน้าที่บกพร่องในฐานะของบิดา
“นี่ท่าน!...กล้าตำหนิข้าเพราะนางเด็กชนบทผู้นั้นหรือ หรือว่าท่านยังลืมนางแพศยาลั่วอวิ๋นซีไม่ได้!” เสิ่นฮูหยินะโออกไปด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด
ในเมืองหลวงแห่งนี้ไม่มีใครไม่รู้ เพราะความร้ายกาจของนาง ทำให้เรือนหลังของเสิ่นผิงโหวว่างเปล่า ไร้อนุอื่นใด
“ท่านแม่ ก็แค่เด็กบ้านนอกผู้หนึ่ง เหตุใดต้องโมโหถึงเพียงนั้นนางไม่มีค่าให้ท่านต้องมากังวลใจสักนิด” ร่างอรชรก้าวเข้ามาภายในห้องโถง หลังได้ยินสาวใช้ส่วนตัวเล่าว่า เ้าหน้าที่จากศาลต้าหลี่มาที่นี่
“เอาอย่างนี้เถอะ เื่ของนางปล่อยให้ข้าจัดการ ท่านจะได้ไม่ต้องโมโหเช่นนี้อีก” เสิ่นเจียหนิงเอ่ยปลอบมารดาด้วยท่าทีอ่อนโยน
สิบกว่าปีก่อน เสิ่นผิงโหวที่พึ่งได้รับตำแหน่งขุนนาง กลับไปถูกตาต้องใจสาวงามที่เล่นฉินในหอหว่านเซียง ลั่วอวิ๋นซี เป็เด็กกำพร้าที่ถูกขายมายังหอนางโลมั้แ่เด็ก
นางทำงานจิปาถะที่นั่นกระทั่งอายุสิบห้า มามาที่ดูแลหอหว่านเซียงรักนางเหมือนลูกแท้ๆ จึงฝึกสอนศิลปะทั้งสี่แขนงให้แกนาง หวังว่าหญิงสาวจะมีขุนนางซื้อตัวออกไป ชีวิตส่วนหลังของนางก็จะได้สุขสบาย
ในวันปักปิ่น เป็ครั้งแรกที่หญิงสาวได้เปิดตัวในฐานะนักแสดง นางขายศิลปะ มิใช่ขายร่างกาย และเสิ่นผิงโหวก็ชอบนางถึงขั้นทุ่มเงินหนึ่งพันตำลึงเพื่อพาลั่วอวิ๋นซีกลับไป
ฮูหยินเสิ่นเมื่อรู้เื่ที่สามีซื้อสตรีจากหอนางโลมมาเป็อนุ นางถึงขั้นทะเลาะกับเขา จนทั้งสองเกือบจะหย่าขาดจากกัน
เสิ่นผิงโหวจึงได้นำลั่วอวิ๋นซีไปซ่อนที่เรือนนอกเมือง กระทั่งนางตั้งครรภ์จึงได้พาตัวกลับมา ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นว่าในท้องของนางมีทายาทจวนโหว จึงยินยอมให้นางเข้าเรือน
แต่ฮูหยินเสิ่นไม่อาจกลืนความแค้นครั้งนี้ได้ นางโกรธสามีจนเกือบจะแท้งลูก หลังจากที่ลั่วอวิ๋นซีเข้ามาอยู่ในจวนโหว ฮูหยินเสิ่นก็หอบลูกกลับบ้านเดิม
หลังจากนางคลอดบุตรสาวออกมาได้สามเดือน เสิ่นผิงโหวที่ถูกฮูหยินผู้เฒ่ารบเร้าอยู่หลายครั้ง เพื่อขอให้พานางกลับมา ด้วยความรำคาญจึงจำต้องไปรับตัวนางด้วยตนเอง
การต่อสู้ของเรือนหลังผ่านไปถึงเจ็ดปี กระทั่งรถม้าของลั่วอวิ๋นซีเกิดอุบัติเหตุ ตกหน้าผาไปพร้อมกับสาวใช้คนสนิท
ฮูหยินเสิ่นไม่อาจทนมองใบหน้าของเสิ่นเล่อเหยียนได้ นางจึงส่งเด็กน้อยพร้อมแม่นมชราออกจากจวนไป
แม้เสิ่นผิงโหวจะโกรธที่นางทำเช่นนั้น ทว่าฮูหยินเสิ่นกลับนำเื่ที่บุตรชายคนโตกำลังจะสอบข้าราชการมาข่มขู่ ทำให้บิดาอย่างเขาจำต้องปล่อยนางไป
ภายในจวนเสิ่นผิงโหวยามนี้ มีแต่ความรู้สึกอึมครึม เพราะไม่รู้ว่าผู้เป็นายจะอาละวาดออกมาเมื่อใด ที่ต้องฝืนใจรับบุตรสาวของคนที่นางเกลียดชังเข้ากระดูกดำอย่างเสิ่นเล่อเหยียน เข้ามาในจวน
ณ ศาลต้าหลี่
เสิ่นเล่อเหยียน หลังได้ฟังคำอธิบายจากเ้าหน้าที่ ที่พาตัวนางกลับมายังเมือหลวง เขาบอกว่านางต้องกลับไปที่จวนเสิ่นผิงโหว ร่างบางก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย เพราะถ้านางก้าวเข้าประตูบานนั้น หากจะออกมาข้างนอกก็เป็เื่ยากแล้ว
หลายคนคิดว่าหญิงสาวช่างโชคดี ที่ได้อาศัยอยู่ที่จวนขุนนางอันหรูหรา ทว่าสำหรับนางแล้ว...สิ่งเ่าั้ไม่ได้มีความหมายเลยสักนิด เพราะสิ่งเดียวที่นาง้าในยามนี้คือ คำตอบ...ใครกันแน่ที่อยู่เื้ัการสังหารหมู่ครั้งนี้ และเหตุใดหมู่บ้านที่นางรักจึงต้องถูกลบหายไปจากแผ่นดินต้าเย่
ร่างบางยืนถือห่อผ้าอยู่ที่หน้าศาลต้าหลี่ ด้านข้างคือจางหยวนหยวนที่บัดนี้ก็ยังไม่ยอมพูดแม้แต่คำเดียว หญิงสาวรอกระทั่งผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป รถม้าหรูหราคันหนึ่งพลันวิ่งเข้ามาหยุดที่ด้านหน้าของนาง
มามาวัยกลางคนร่างอวบก้าวลงมาก่อน ก่อนที่ร่างอรชรของสตรีงดงามนางหนึ่งจะก้ามตามลงมา
“เ้าคือเสิ่นเล่อเหยียน...”
ดวงตาดอกท้อ มองร่างบางที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างพิจารณา เพราะรูปร่างสูงโปร่ง ทำให้ทรวดทรงของหญิงสาวดูเด่นชัด เสิ่นเจียหนิงเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ในใจของนางมีความรู้สึกไม่พอใจผุดขึ้นมารางๆ
“อืม...ข้าเอง” ท่าทีเ็าของเสิ่นเล่อเหยียนแสดงออกชัดว่านางจะไม่ยอมอ่อนข้อให้กับอีกฝ่าย แม้จะผ่านไปหลายปี นางยังจำได้ดี ั้แ่ยังเล็ก ตนก็ถูกสตรีตรงหน้าใส่ร้ายและรังแกอยู่ตลอด
เพราะการใส่ร้ายของเสิ่นเจียหนิง แม้กระทั่งท่านย่าก็พลอยไม่ชอบนางไปด้วย การกระทำนั้นของนาง ทำให้ตนไม่ถึงขั้นเกลียดชัง ทว่าก็มิอาจญาติดีกับอีกฝ่ายได้
“ท่านแม่ให้ข้ามารับเ้า” เอ่ยจบหญิงสาวพลันหันหลังก้าวขึ้นรถม้าพร้อมกับสาวใช้ ทิ้งให้เสิ่นเล่อเหยียนยืนอยู่ที่เดิม ราวกับ้าประกาศาอย่างชัดเจน
“ไม่ว่าจะกี่ปีผ่านไป เ้าก็ยังเหมือนเดิม...โง่เง่าเหมือนเดิม” หญิงสาวพึงพำเบาๆ ก่อนจะจูงมือจางหยวนหยวนเดินไปยังอีกเส้นทาง
“เดี๋ยวก่อน! อย่าพึ่งไป!” เสียงเรียกจากทางด้านหลังพลันดังขึ้น
