บทที่ 143 ตระกูลซ่งยอมจำนน
นอกจากนั้นแล้ว ยังมีอีกสองคนที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อน คนหนึ่งเป็บุรุษวัยยี่สิบ และอีกคนเป็บุรุษอายุหกสิบปีที่ดูเหมือนจะััไม่ได้ถึงลมปราณแม้แต่น้อย เขาไม่รู้จักสักคน เพียงแต่คิดว่าชายหนุ่มในหมู่พวกเขาผู้นั้นน่าจะเป็ ‘คุณชายเฉิน’ ท่านนั้น ส่วนนักพรตเฒ่านั้นซ่งจวินอี้คิดไปเองว่าเป็องครักษ์ที่ติดตามมาด้วยของ ‘คุณชายเฉิน’ ผู้นี้
“บอกตามตรง เราก็อายุปูนนี้กันแล้ว เื่บางเื่ต่อให้ไม่มีหลักฐาน ทุกคนย่อมรู้อยู่แก่ใจดี เดิมทีข้าคิดว่าเ้ากับข้าเป็สหายกัน แม้ข้าจะตายไปแล้ว จึงได้ฝากฝังญาติ และลูกศิษย์ของข้าไว้ให้เ้า อีกทั้งยังปฏิบัติต่อเ้าด้วยความจริงใจ แต่ข้าไม่อยากคิดเลยว่าเกือบจะล่อหมาป่าเข้ามาในบ้านเสียแล้ว มันทำให้ข้ารู้สึกเ็ปใจและโกรธไม่น้อย หวังเพียงว่าสหายซ่งจะให้คำอธิบายแก่ข้าได้ นับจากวันนี้เ้ากับข้าต่างคนต่างเดิน ต่างคนต่างอยู่ ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกัน ท่านว่าอย่างไร?” ฉินอวิ๋นหยางเผชิญหน้ากับสหายเก่าและพูดน้ำเสียงที่นิ่งสงบ และเต็มไปด้วยความเ็า เน้นย้ำไปด้วยความรู้สึกห่างเหิน ด้วยแววตาที่แน่วแน่
หลังจากที่ฉินอวิ๋นหยางพูดจบ ใบหน้าที่เดิมทียิ้มแย้มของซ่งจวินอี้ก็ค่อยๆ เจื่อนจางลง ดวงตาก็ทวีคูณความโหดร้ายมากยิ่งขึ้น รอจนฉินอวิ๋นหยางพูดจบ ซ่งจวินอี้ก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปเป็คนละคน พร้อมกับมุมปากที่มีรอยเยาะเย้ยยกขึ้น ไหนเลยจะมีร่องรอยบ่งบอกให้เห็นถึงความห่วงใยต่อสหายเก่า
“ต้องบอกเลยว่าสหายฉิน เ้าช่างโชคดีนัก เมื่อใกล้ถึงเส้นความตาย ทว่ากลับมีคนนำยาชิง์น้อยเม็ดหนึ่งมามอบให้เ้าเฉยเลย แต่นั่นมันจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้เล่า? เดิมทีเพราะมิตรภาพระหว่างสองตระกูลของเรา อีกยังมีสัญญาที่มั่นหมายจะแต่งงานกันมาก่อน แม้ว่าในภายภาคหน้าสำนักเป่ยเฉินจะถูกตระกูลซ่งเข้า ไม่ว่าจะเป็หลานสาวหรือหลานชายของเ้า เพียงเห็นแก่หน้าเ้าข้าก็จะดูแลให้ แต่เ้ามันไม่ดูสถานการณ์ ประเมินตัวเองสูงเกินไปนัก ตระกูลซ่งของข้าสะสมกำลังมาเป็ร้อยปี กำลังผงาดขึ้นมา เพียงตระกูลซ่งของเ้าไม่กี่คนจะรับมือไหวหรือ แต่เห็นแก่มิตรภาพก่อนหน้านี้ของเรา และไม่อยากให้ตระกูลซ่งของข้าได้รับความเสียหายใดๆ ถึงได้ใช้วิธีการที่ค่อนข้างอ่อนโยนนี้ ในโลกบำเพ็ญเพียร ผู้อ่อนแอมักจะตกเป็เหยื่อของผู้ที่แข็งแกร่งกว่า ต่อให้ข้าไม่วางแผนจัดการสำนักเป่ยเฉินของเ้า ก็ต้องมีตระกูลจาง ตระกูลหลี่หรือตระกูลอื่นๆ วางแผนจัดการเ้าอยู่ดี แล้วเ้าจะพะวงด้วยเหตุใดเล่า?”
เมื่อซ่งจวินอี้พูดมาถึงตรงนี้ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง พร้อมกับจับจ้องไปที่ลู่อวี่ ก่อนจะยิ้มเยาะและพูดขึ้นว่า “สำหรับคำอธิบายนั้น พวกเ้ามาทันเวลาพอดี ข้ากำลังจะขอคำอธิบายจากคุณชายผู้นี้อยู่พอดี ลูกศิษย์ของตระกูลซ่งของเราไม่ใช่จะมารังแกกันได้ง่ายๆ หากวันนี้ไม่สามารถให้คำอธิบายที่น่าพอใจแก่ตระกูลซ่งของเราได้ ทุกท่านก็อยู่เป็แขกในตระกูลซ่งนี้แล้วกัน!”
ทันทีที่เขาพูดจบ ก็มีคนกว่าหลายสิบคนบินพุ่งออกมาจากประตูของตระกูลซ่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นักพรตขั้นฟันฝ่า ในมือมีแสงวิเศษกะพริบแพรวพราว เต็มไปด้วยอาวุธวิเศษต่างๆ ยกขึ้นอยู่เหนือศีรษะ รอเพียงคำสั่งของประมุขเพียงคำเดียวเท่านั้น พวกเขาก็พร้อมลงมือโจมตี ซึ่งในนั้นมีสองคนที่ดูน่าเกรงขาม เหาะลงมาอยู่ข้างหลังซ่งจวินอี้ และกวาดสายตาคมที่ราวกับมีดมองมาที่ทุกคน ซึ่งท่านนี้ก็คือผู้เฒ่าทั้งสองของตระกูลซ่งที่มีนามว่า ซ่งซื่ออิ้งและซ่งซื่อสยง
ลู่อวี่มองสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า แต่ยังคงรักษาสีหน้าไว้เช่นเดิม เขายังคงทำท่าทีราวกับมาดูคนทะเลาะกัน สำหรับเขา ชายชราที่อายุหกสิบปีผู้นั้นย่อมไม่คณามือตู้เสวียนเฉิงอยู่แล้ว แม้ว่ายอดฝีมือผู้นี้ของตระกูลซ่งที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้จะไม่เป็อันตรายต่อลู่อวี่ แต่เขาก็เรียกตู้เสวียนเฉิงมาคุ้มกันอยู่ดี เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้นได้
เมื่อฉินอวิ๋นหยางเห็นซ่งจวินอี้ถอดหน้ากากตัวเองออก ก็ไม่รู้ว่าจะรู้สึกอย่างไรดี เพียงรู้สึกว่าตัวเองมีอายุมาจนถึงทุกวันนี้ ทว่ากลับตาบอดมาคบค้าสมาคมกับ ‘สหายเก่า’ ผู้นี้ หากไม่ใช่เพราะนายน้อยของตระกูลลู่บังเอิญมาที่สำนักเป่ยเฉิน เขาจึงอดไม่ได้ที่จะตัวสั่นเมื่อนึกถึงผลที่ตามมา ความโกรธในใจก็ปะทุขึ้นมาทันที
แต่ในเวลานี้ เมื่อเห็นซ่งจวินอี้หันมาจับตาดูลู่อวี่ ก็รู้สึกกังวลถึงความปลอดภัยของลู่อวี่ไม่น้อย ในขณะที่กำลังจะหันกลับมาให้คำแนะนำ ก็พบว่ามีนักพรตชราอายุหกสิบปีผู้หนึ่งโผล่มาอยู่ด้านหลังของนายน้อยตระกูลลู่ั้แ่เมื่อไรไม่รู้
ทันทีที่สังเกตเห็นชายชราผู้นั้น ความรู้สึกที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้าก็ผุดขึ้นมาในใจ ทันใดนั้นก็มีแสงสว่างแวบขึ้นมาในหัว เมื่อนึกถึงที่ไปที่มาของบุรุษผู้นี้ขึ้นมาได้ เขาถึงกับอดไม่ได้ที่จะสั่นไปทั้งตัวอีกครั้ง พร้อมกับร้องอุทานออกมา “เ้าคือผู้าุโตู้เสวียนเฉิงใช่หรือไม่?”
ลู่อวี่ที่กำลังรอให้คนของตระกูลซ่งลงมือก่อนเมื่อได้ยินเสียงที่ร้องอุทานออกมาของฉินอวิ๋นหยาง ก็แปลกใจจนต้องเอ่ยถามขึ้นมา “ผู้เฒ่าฉินรู้จักผู้เฒ่าตู้เช่นนั้นหรือ?”
ส่วนตู้เสวียนเฉิงนั้นไม่แปลกใจนัก เพราะในโลกบำเพ็ญเพียรเทียนตูมีคนจำนวนมากที่รู้จักเขา แล้วเขาจะรู้ได้อย่างไรว่ามีคนรู้จักตัวเอง จึงได้แต่พยักหน้าให้ช้าๆ
“ผู้เฒ่าตู้ยังจำฉินกวนเต้าได้หรือไม่?” ฉินอวิ๋นหยางเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น ถึงขั้นลืมตระกูลซ่งที่จ้องจะเขมือบที่กำลังมองมาอย่างเหี้ยมโหดตรงหน้าไปเลย
“ฉินกวนเต้า?” ตู้เสวียนเฉิงรู้สึกคุ้นหน้าไม่น้อย ทันใดนั้นก็มีภาพนักพรตวัยกลางคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้นในหัว ตามมาด้วยความทรงจำที่แสนยาวนาน่ระยะเวลาหนึ่งก็โผล่ขึ้นมาในหัวของเขา อยู่ๆ แววตาก็ฉายแววประหลาดใจขึ้นมาฉับพลัน “หากรู้จักและเข้าใจกฎของจักรวาลและถือว่ากฎแห่ง์เป็กฎของมนุษยธรรมปัญหาทั้งหมดก็จะแก้ไขได้อย่างง่ายดาย! ชื่อนี้เป็คำแรกและสุดท้ายของประโยคนี้ จำได้ว่าสหายนักพรตฉินจะกล่าวเช่นนี้ทุกครั้งที่เขาแนะนำตัวเอง หรือว่าเ้าเป็ลูกหลานของเขา? อืม ฉินอวิ๋นหยาง เ้าหนุ่มน้อยผู้นั้นก็คือเ้าหรือ?”
ฉินอวิ๋นหยางได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจไปทั้งตัวทันที โดยลืมคำนึงถึงสถานการณ์ในตอนนี้ เขารีบคุกเข่าลงบนพื้น และก้มหัวพูดว่า “ข้าคือผู้เยาว์ฉินอวิ๋นหยาง ฉินกวนเต้าคือท่านปู่ของข้า เมื่อสี่ร้อยปีที่แล้วผู้เยาว์มีบุญได้พบกับท่านผู้เฒ่า เพราะคำชี้แนะของท่านผู้เฒ่าจึงได้ฝึกตนมาจนมีพลังยุทธ์ถึงขั้นนี้ในทุกวันนี้!”
ตู้เสวียนเฉิงถอนหายใจด้วยความเศร้าใจ “คิดไม่ถึงว่านานขนาดนี้แล้ว ยังจะได้เจอกับสหายเก่าได้! ตอนนั้นข้ากับสหายนักพรตฉินมีมิตรภาพที่ดีต่อกันนัก หากภายภาคหน้าเ้ามีปัญหาอะไรก็สามารถมาหาข้าที่ตระกูลลู่ได้!”
เมื่อได้ยินคำสัญญาเช่นนี้ของตู้เสวียนเฉิงแล้ว ฉินอวิ๋นหยางก็แทบจะหลั่งน้ำตาออกมา หากอยู่ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรแล้ว ไม่มีความแข็งแกร่ง ย่อมยากลำบากในการเอาชีวิตรอด ตอนนี้มีตู้เสวียนเฉิง และตระกูลลู่หนุนหลังให้ นับแต่นี้ไป สำนักเป่ยเฉินก็ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกกดดันและโดนรังแกอีก เมื่อหวนนึกถึงความลำบากที่ผ่านมา จะไม่ให้เขาจะไม่ตื่นเต้นได้อย่างไร
เดิมทีซ่งจวินอี้จะลงมือแล้ว แต่ก็ต้องใเมื่อเห็นฉินอวิ๋นหยางคุกเข่าลงตรงหน้าชายชราแปลกหน้าผู้นั้น หากพูดถึงในแง่ของอายุ ฉินอวิ๋นหยางที่อยู่ในฐานะยอดฝีมือที่มีพลังยุทธ์่ปลายขั้นตงซวน มีอายุขัยเพียงแปดร้อยปี แต่เนื่องจากความแตกต่างกันของวิทยายุทธ์ต่างๆ และาแที่ได้มาจากการต่อสู้และการฝึกฝนในระยะยาวของนักพรต อายุขัยส่วนใหญ่ก็จะอยู่เพียงที่หกเจ็ดร้อยปีพอประมาณ เขากับฉินอวิ๋นหยางรู้จักกันมาได้สามร้อยปีกว่าแล้ว หากนับกันจริงๆ ตอนนี้ฉินอวิ๋นหยางก็อายุได้หกร้อยกว่าปีแล้ว แต่เขากลับคุกเข่าให้นักพรตเฒ่าผู้หนึ่ง แล้วจะไม่ให้ใได้อย่างไร หากอีกฝ่ายคือผู้าุโของฉินอวิ๋นหยางขึ้นมาจริงๆ แล้วบุคคลผู้นี้จะอายุเท่าไรกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพลังยุทธ์เลยว่าอยู่ขั้นไหน?
ทันทีที่ความสงสัยเหล่านี้ผุดขึ้นมาในหัว ก็ทำให้ความมั่นใจที่มีอยู่แล้วของเขากลับกลายเป็ไม่สบายใจขึ้นมาทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้ยินอีกฝ่ายพูดว่าสามารถไปหาเขาที่ตระกูลลู่ได้เช่นนั้น เมื่อนึกถึงชื่อตู้เสวียนเฉิงเข้าไปด้วย ก็รู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งตัวขึ้นมาทันที ใบหน้าที่แดงก่ำอยู่แต่เดิมแล้วก็ซีดขาวลง ดวงตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง
แต่ไม่ว่าจะคาดเดาเพียงไหน หากเดาไม่ผิด เ้าหนุ่มผู้นี้ต้องเป็ลู่อวี่ นายน้อยของตระกูลลู่แน่นอน ส่วนนักพรตเฒ่าผู้นั้นย่อมต้องเป็องครักษ์ที่กันหลังให้เขา คงจะเป็ยอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้า และเป็ปรมาจารย์ขั้นหวนสู่สัจธรรมเมื่อร้อยปีก่อน จอมเทพไท่เสวียนตู้เสวียนเฉิง
ในเวลาเดียวกัน เขาก็เข้าใจทันทีว่าเหตุใดเ้าหนุ่มผู้นี้ถึงไม่สนใจยาชิง์น้อยเม็ดหนึ่งเลย เพราะสำหรับตระกูลลู่แล้ว บางทียาชิง์เม็ดหนึ่งอาจจะมีมูลค่า แต่สำหรับคนปรุงโอสถปีศาจที่มีพร์ที่ยอดเยี่ยมเช่นบุคคลนี้ของตระกูลลู่อาจไม่ได้มีค่าอะไรมากนัก ดังนั้นขอเพียงเพียงมียาวิเศษ ต่อให้้ายาชิง์น้อยเท่าไรก็สามารถหลอมออกมาให้ได้อยู่แล้ว
ดูจากสถานการณ์ในจัตุรัสอวี้เ้าของตระกูลลู่ในตอนนี้ คิดว่าเพียงยาวิเศษที่ได้รับคงนำมาหลอมเป็ยาชิง์น้อยได้หลายเตาหลอมแล้ว แล้วเหตุใดนายน้อยของตระกูลลู่จะยังสนใจยาอายุวัฒนะเพียงเม็ดเดียวด้วย?
สำนักเป่ยเฉินถือสิทธิ์อะไรมาเชื่อมความสัมพันธ์กับตระกูลลู่ แม้แต่ฉินอวิ๋นหยางเองก็มาพบกับตู้เสวียนเฉิงอีกครั้งด้วย!
ทันใดนั้น ความสงสัยทุกอย่างก็ถาโถมเข้ามาในใจ จนบังเกิดความตระหนกและความเสียใจอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเพิ่มขึ้นในใจ เช่นนี้มันแกล้งกันชัดๆ แม้ว่าตระกูลซ่งจะมีอำนาจอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ก็มีชื่อเสียงบ้างในที่ห่างไกลแสนไกลเท่านั้น หากเปรียบเทียบกับตระกูลลู่ที่เป็ตระกูลขนาดใหญ่ก็เทียบเท่ากับมดตัวเล็กเท่านั้น เพียงโบกมือก็ตายแล้ว
แต่ที่มากกว่านั้นคือความกลัว เขาไม่กลัวตาย ทว่าเขากลัวเหลือเกินว่าตระกูลลู่จะกวาดล้างตระกูลซ่งทิ้ง อาศัยเพียงความแข็งแกร่งและอำนาจของตระกูลลู่ ไม่จำเป็ต้องลงมือเองด้วยซ้ำ เพียงพูดคำเดียวเท่านั้นก็เรียบร้อย สำหรับเหตุผลนั้น เพียงหาข้ออ้างมีหรือจะทำไม่ได้ ในโลกบำเพ็ญเพียรผู้ที่อ่อนแอกว่ามักเป็เหยื่อของคนที่แข็งแกร่งกว่า และบางทีมันก็ไม่มีเหตุผลใดด้วยซ้ำหากเกิดถูกกวาดล้างทั้งตระกูล ใครเขาจะมาหาเหตุผลให้กันเล่า?
ทันใดนั้นเมื่อรู้สึกตัวก็เห็นว่าเขายังคงถูกรายล้อมไปด้วยผู้คนของสำนักเป่ยเฉิน เขาถึงกับใทำอะไรไม่ถูก และรีบะโเสียงดังทันที “ลูกศิษย์ของตระกูลซ่งทุกคน ถอยกลับมาเดี๋ยวนี้!”
หลังจากพูดจบก็ไม่หันมาสนใจใบหน้าที่มึนงงของทุกคนในตระกูลซ่ง เหาะลงบนพื้นแล้วเดินเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว โดยไม่กล้าแม้แต่จะบินตรงข้ามไป เพื่อแสดงความเคารพ เวลานี้มีหรือจะทันสนใจศักดิ์ศรีที่มีอยู่
“ข้าไม่รู้ว่านายน้อยก็เดินทางมาด้วย ถึงได้พูดจาหยาบคายและเสียมารยาทไป ขอนายน้อยลู่ลงโทษด้วย ข้าน้อยจะไม่บ่นเลยสักคำ!”
ตอนนี้สถานการณ์ชัดเจนขึ้นแล้ว สำนักเป่ยเฉินมีตระกูลลู่ค่อยหนุนหลังให้อยู่ ตระกูลซ่งของเขาจึงทำได้เพียงอยู่อย่างถ่อมตัว และทำตัวสงบเสงี่ยม แต่ตอนนี้นายน้อยลู่อยู่ที่นี่เขาก็ต้องยอมจำนนต่อตระกูลลู่ หากข่าวแพร่ออกไปก็จะไม่มีใครมาว่าตระกูลซ่งของเขาได้ มันส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของตระกูลซ่งไม่มาก แต่ครั้งนี้หากสร้างความขุ่นเคืองใจให้ตระกูลลู่และสำนักเป่ยเฉินอย่างมาก คิดว่าหากไม่ได้เืตกยางออกเสียหน่อยก็คงผ่านด่านนี้ไปไม่ได้แน่!
ลู่อวี่เหลือบมองซ่งจวินอี้ที่ประสานมือคุกเข่าบนพื้นด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน พร้อมกับส่ายหัวแล้วพูดว่า “ข้าเพียงมาดูเท่านั้น พวกเ้าจะจัดการกันอย่างก็แล้วแต่!”
ลู่อวี่ไม่แยแสที่ตระกูลซ่งยอมจำนน แต่ยกอำนาจการตัดสินใจให้ฉินอวิ๋นหยางแทน เดิมทีเขามาที่นี่เพื่อหนุนหลังให้สำนักเป่ยเฉินเท่านั้นไม่ได้คิดจะลงมือ แน่นอนว่าหากตระกูลซ่งไม่ดูสถานการณ์ และบีบบังคับให้เขาลงมือ หากเป็เช่นนั้นก็ช่วยไม่ได้
แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าไม่มีทางที่จะต่อสู้กันได้ ดังนั้นจึงไม่สนใจที่จะเข้าไปพัวพันกับผลประโยชน์ระหว่างทั้งสองตระกูลนี้!
เวลานี้ฉินอวิ๋นหยางเองก็รีบฟ้องตู้เสวียนเฉิงทันที จากนั้นก็หันกลับมาพูดกับซ่งจวินอี้ว่า “ตระกูลซ่งของเ้าวางแผนจะตลบหลังสำนักเป่ยเฉินของเราก่อน อีกทั้งยังส่งตัวหลานชายของเ้ามาก่อกวนเหยียนเจินด้วย หากเ้ามีความตั้งใจที่ดี ต่อให้เหยียนเจินยินยอม ข้าก็จะสนับสนุนเช่นกัน แต่สุดท้ายผลลัพธ์เป็เช่นนี้ก็เพราะตระกูลซ่งของเ้าทำตัวเอง จะมาโทษว่าข้ายกเลิกงานแต่งไม่ได้ ส่วนที่ต้องชดเชยกัน ก็มีเซียนหยกแสนเม็ด อาวุธวิเศษระดับเจ็ดขึ้นไปห้าชิ้น นอกจากนั้นก็มีหุบเขาหมอกวิเศษที่ใกล้กับสำนักเป่ยเฉินก็ต้องตกเป็ของสำนักเป่ยเฉินเราทั้งหมด เงื่อนไขนี้คือฟางเส้นสุดท้ายของข้า!”
เงื่อนไขที่ฉินอวิ๋นเจินเสนอมาถือว่าไม่ได้สูงมากเกินไปนัก แต่สำหรับตระกูลซ่งแล้ว เงื่อนไขเหล่านี้เพียงพอที่จะสร้างความเ็ปให้กับตระกูลขนาดกลางเช่นตระกูลซ่งได้ไม่น้อย เพราะมีตระกูลลู่คอยหนุนหลังอยู่ จึงไม่จำเป็ต้องกังวลว่าตระกูลซ่งจะแก้แค้นเอาคืน หากตระกูลซ่งตอบตกลงดีๆ เื่นี้ก็ถือเป็ทางออกที่น่าพอใจ
