บนเส้นขอบฟ้าไกลโพ้นปรากฏควันสีม่วงโพยพุ่งเป็เกลียวขึ้นโอบล้อมท้องนภา ก่อนจะก่อตัวเป็เมฆสีม่วงผืนใหญ่ อีกทั้งด้านล่างยังปรากฏแสงสว่างเรืองรองรองรับเอาไว้ โดยรอบมีสายรุ้ง์พุ่งทะยานลอยขึ้นไป
เมื่อมองทอดสายตาออกไป ปรากฏเมืองศักดิ์สิทธิ์ขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านสะท้อนอยู่ในม่านตา ท่ามกลางมวลอากาศปรากฏแสงหลากสี ภายในลำแสงอัดแน่นไปด้วยพลังมหาศาล หมุนพันเกลียววนประดุจสัญญาณไฟ แสงแวววับละลานตา
ภายในเมืองมีถนนขนาดใหญ่กว้างราวหนึ่งพันเมตร เมืองชิงโจวนั้นเป็เมืองที่ใหญ่โตไร้ที่เปรียบ ราวกับว่ามันเป็โลกอีกใบหนึ่ง
ร้านค้านับไม่ถ้วนตั้งเรียงรายอยู่ในเมือง ทุกร้านนั้นล้วนแต่ใหญ่โต ของประดับตกแต่งร้านล้วนแต่มีกลิ่นเสน่ห์ที่เก่าแก่โอบล้อม ไม่อาจรู้ได้ว่าเมืองเก่าแก่นี้ตั้งอยู่มากี่พันกี่หมื่นล้านปี ตามคำเล่าขานดูเหมือนว่าเมืองนี้จะเคยอยู่ใน่หน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์โบราณ
แววตาของเต้าหลิงเต็มไปด้วยความตกตะลึง เบื้องหน้าเต็มไปด้วยสีสันบาดตา นี่แหละถึงจะเป็โลกของการฝึกยุทธ์ที่เจริญรุ่งเรืองที่สุด พลังที่เอ่อล้นออกมาจากฟ้าดินช่างเปี่ยมล้นยิ่งนัก
“ไม่ต้องตะลึงไป ถึงเมืองชิงโจวจะใหญ่โตก็จริง แต่หากเทียบกับดินแดนยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์แล้วยังห่างไกลกันอยู่นิดหน่อย” เย่วิ่นก้าวเท้าเข้ามา ผมดำพลิ้วไหว ร่างบางอรชรอ้อนแอ้น แก้มเนียนสวยยกขึ้นเผยรอยยิ้มหวาน
“โลกนี้ช่างกว้างใหญ่ยิ่งนัก” เต้าหลิงสูดลมหายใจลึก สำหรับเขาโลกแห่งยุทธ์ใบนี้ช่างเต็มไปด้วยสิ่งที่น่าค้นหา
เย่วิ่นพยักหน้าเห็นด้วย พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “โลกใบนี้กว้างใหญ่เกินจะจินตนาการถึง ระหว่างแคว้นมีมหาสมุทรขวางกั้น แม้แต่จอมยุทธ์ยอดฝีมือบางคนก็ยังยากที่จะข้ามผ่าน ไม่เช่นนั้นก็ต้องเดินทางตัดผ่านพื้นที่โบราณต้องห้าม หรือไม่ก็เข้าป่าเขาา ภายในป่ามีสัตว์อสูรที่มีอยู่มาั้แ่ครั้งโบราณ”
“ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพื้นที่ระหว่างดินแดนแต่ละดินแดน ระยะห่างนั้นยากที่จะจินตนาการถึง แม้แต่ดินแดนลึกลับที่ซ่อนอยู่ในดินแดนของพวกเรา ยังไม่มีใครรู้เลยว่ามีความกว้างมหาศาลเพียงใด อีกทั้งดินแดนเหล่านี้ยังเป็พื้นที่ที่รุ่งเรืองที่สุด มียอดฝีมืออัจฉริยะนับไม่ถ้วน บางคนทั้งที่อายุก็ไม่ต่างจากเ้า แต่สามารถยกูเาทั้งลูกได้อย่างสบายๆ อายุยังน้อยแท้ๆ แต่กลับฝีมือล้ำเลิศยิ่ง”
เต้าหลิงกลืนน้ำลายลงคอแล้วกล่าวด้วยสีหน้าใยิ่ง “เก่งกาจมาก พวกเขานับว่าเป็อัจฉริยะที่แท้จริงใช่หรือไม่?”
เย่วิ่นพยักหน้า สายตาของนางจ้องไปที่เขาแล้วกล่าวออกมา “เ้าก็อย่าได้ดูถูกตนเองไปเสียเล่า ในโลกนี้พวกเขาเ่าั้เป็การคงอยู่ที่แข็งแกร่ง อยู่บนจุดสูงสุดของยอดพีระมิดทองคำ คนในตระกูลพวกนั้นทุกคนล้วนมีพร์ฟ้าประทาน ทั้งยังมีโอสถเหลวโอสถเม็ดล้ำค่าหลากหลายชนิดและมีพลังต้นกำเนิดที่ล้ำลึก สภาพแวดล้อมการเลี้ยงดูที่ได้รับจากการถือกำเนิดมานั้นก็แตกต่าง กล่าวได้ว่าใช้อย่างไรก็ไม่มีวันหมด เพียงแค่สิ่งของล้ำค่าขั้นต่ำสุด แม้แต่หัวหมูก็ยังสามารถทำให้อัจฉริยะถือกำเนิดใหม่ได้”
“สิ่งของเ่าั้จะต้องมีมูลค่ามหาศาลแน่” เต้าหลิงใช้มือคลำแขนเสื้อยาว ในนี้มีแร่หินล้ำค่าอยู่ เขาคิดย้อนไปถึงลำฐานเหลวระดับสี่ที่จื่ออวี้มอบให้ ในตอนนั้นเขาใมาก แต่หากเทียบกันแล้วลำฐานเหลวระดับสี่ยังเทียบกับทรัพยากรของพวกเขาเ่าั้ไม่ได้เลย
“ใช้พลังของเ้าคว้ามันมาสิ” เย่วิ่นอมยิ้มมุมปาก นางเข้าใจดีว่าของล้ำค่าเ่าั้ สำหรับคนธรรมดาแล้วล้วนแต่เป็ของที่ล้ำค่าเกินจะฝัน
เต้าหลิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง ความนึกคิดที่อยากจะเป็จอมยุทธ์เพิ่มมากขึ้นเป็ทวีคูณ จากนั้นเขาก็กล่าวออกมาว่า “แล้วท่านรู้จักหอคอยผ่านจิตหรือไม่?”
ได้ยินดังนั้นเย่วิ่นก็อึ้งไป เขารู้จักด้วยอย่างนั้นหรือ? นางรวบกระชับเส้นผมดำที่ปลิวว่อนพลางเอ่ยออกมา “รู้สิ ข้าจะพาเ้าไปดู”
“ข้าก็จะไปด้วย” เฉิงเมี้ยวฝูที่ยืนแอบฟังอยู่ข้างๆ กล่าวก่อนที่จะรีบเดินตามมา
ในขณะที่เดินอยู่บนถนน สายตาของเต้าหลิงก็สอดส่องมองกลุ่มคนโดยรอบ เขาเห็นผู้คนที่อายุอานามคิดว่าไม่ต่างจากเขาเท่าใดแต่ล้วนดูแข็งแกร่งน่ากลัว คาดว่าพวกเขาก็คงจะมาเข้าร่วมการสอบของสำนักซิงเฉินเช่นกัน
“ตึง” ปรากฏเสียงดังพร้อมพื้นดินที่สั่นไหว ผู้คนล้วนแต่ใไปตามๆ กัน สายตาของแต่คนจับจ้องไปยังเด็กหนุ่มผมสีม่วง ดูแล้วน่าเกรงขามยิ่ง ั์ตาสองข้างพันเกลียวด้วยไฟฟ้าสีม่วง ทั่วร่างปล่อยพลังดุดันไร้ที่เปรียบ
ทุกย่างก้าวของเขาราวกับูเาั์ร่วงหล่นลงพื้น แผ่นดินสั่นะเืทำให้ผู้คนแตกตื่น เดาว่าเพียงลูกเตะเดียวน่าจะทลายหินั์หลายหมื่นชั่งให้แตกเป็ผุยผงได้
เด็กหนุ่มผมสีม่วงแข็งแกร่งมาก ั์ตาทั้งสองส่องสว่างด้วยประกายไฟฟ้า อายุอานามคงไม่เกินสิบห้าสิบหกปี แววตาเยือกเย็นเหลือบมองไปที่เต้าหลิงเล็กน้อย ก่อนจะเบนสายตาไปทางอื่น เพียงชั่วพริบตาเขาก็ััได้ถึงความแข็งแกร่งของเต้าหลิง
“นะ...น่ากลัวยิ่งนัก เขาอายุแค่เท่าใดกัน? แต่ทำไมพลังถึงน่ากลัวขนาดนี้!” เฉิงเมี้ยวฝูเอ่ยออกมาเหมือนกับคนติดอ่าง ก่อนที่จะดึงชายเสื้อของเต้าหลิง “อายุน่าจะพอๆ กับเ้าเลยนะ”
เต้าหลิงเองก็ใไม่น้อย เมื่อสักครู่ที่เด็กหนุ่มผมม่วงเหลือบมองมา หัวใจของเขาก็เต้นสั่นระรัว เพราะััได้ถึงความแข็งแกร่งอันน่ากลัวจากเด็กหนุ่มคนนั้น
เสียงดังสนั่นพร้อมกับพายุหมุนขนาดใหญ่ที่ห่อหุ้มด้วยแสงเพลิงโลกันตร์ แสงเพลิงโลกันตร์แต่ละเส้นทำให้เืลมของคนแห้งเหือด ผู้คนล้วนตื่นตระหนก พวกเขารีบเร่งฝีเท้าถอยออกด้านข้างเพื่อเปิดทางให้มันผ่านไป
มันคืออสูรดุร้ายร่างแดงฉานผู้ครองแดนนภา ปีกทั้งสองข้างสั่นกระพือ เปลวเพลิงไหลย้อยดั่งน้ำตา มวลอากาศถูกบีบให้แตกออก เปลวไฟร้อนระอุปะทุทั่วร่าง เปลวเพลิงแต่ละเส้นประดุจกระบี่ล้ำค่าสีแดงสด
“นั่นคือวิหคเพลิงแดง สัตว์อสูรที่น่าหวาดผวา ในร่างของมันมีสายเืของหงส์แดงไหลเวียนอยู่”
“ตระกูลของมันเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอานุภาพมหาอำนาจ ยามที่ต่อสู้กับศัตรูก็จะปล่อยเปลวเพลิงออกมาทั่วฟ้า หากโดนเข้าความเ็ปนี้มากจนไม่อาจจะจินตนาการได้”
รอบด้านมีกลุ่มผู้าุโจับกลุ่มพูดคุยกัน มันคือตระกูลวิหคเพลิงที่แข็งแกร่งมาก คาดว่าน่าจะบินทะยานไปยังสำนักซิงเฉิน ในร้อยอันดับแรกจะต้องมีมันปรากฏอยู่ในรายชื่อด้วยแน่
เต้าหลิงนิ่งอึ้งไป เขาไม่คิดเลยว่าอสูรโบราณที่แข็งแกร่งก็สนใจอยากจะเข้าสำนักซิงเฉินด้วย ทั้งยังมีชายหนุ่มผมม่วงเมื่อครู่นี้อีก เขาก็เป็หนึ่งในหมื่นตระกูลที่แข็งแกร่งใช่หรือไม่?
นั่นแค่ตระกูลหนึ่งในหมื่นตระกูลของโลกใบนี้!
“จำเอาไว้ให้ดี อย่าได้ไปวุ่นวายกับพวกนั้นเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นชีวิตของพวกเ้าได้หายไปในการสอบครั้งนี้แน่” เย่วิ่นที่อยู่ข้างๆ กล่าวเตือนพวกเขา สี่วันหลังจากนี้ก็จะถึงวันเข้าสอบ ถ้าหากเอาชีวิตไปทิ้งละก็คงจะเป็เื่ที่น่าเสียดายเปล่า
ในระหว่างทางที่เดินไป เต้าหลิงได้เปิดโลกทัศน์ เขาได้เห็นความน่ากลัวของหลายต่อหลายสิ่ง
ซึ่งนั่นทำให้เขาใจนหัวใจบีบรัด ตอนที่อยู่ในสำนักชิงซาน เขารู้สึกว่าตนเองนั้นแข็งแกร่งมากพอแล้ว จนเกือบเผลอทะนงตัว ทว่ามาตอนนี้ความคิดของเขาได้เปลี่ยนไปจนหมด บนโลกใบนี้ล้วนเต็มไปด้วยยอดฝีมือผู้เป็อัจฉริยะมากมาย และอัจฉริยะเ่าั้ก็มักจะตายกันกลางทาง
ในตอนนั้นเอง เต้าหลิงััได้ถึงปราณฟ้าดินบริสุทธิ์ที่อัดแน่นไปด้วยพลัง ทั้งยังเอ่อล้นไปด้วยกระแสคลื่นพลังชีวิต เขาสูดลมหายใจเข้าออกสองสามครั้ง ทั่วร่างก็พลันสดชื่นขึ้นมา นั่นทำให้เขารู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย สายตาจ้องไปข้างหน้า
บนผืนดินขนาดใหญ่ มีหอคอยสูงเทียมเมฆตั้งตระหง่านอยู่ รอบๆ ตัวหอคอยมีแสงสว่างสดใสเปล่งประกายออกมา ผนังหินทุกก้อนล้วนแต่ทอแสงโดดเด่นเป็สง่า
หอคอยนี้ดูน่ากลัวอยู่บ้าง ตัวหอคอยเองประดุจของล้ำค่าชิ้นหนึ่งที่เปล่งแสงสีเขียวมรกต ทุกเส้นแสงเหมือนดั่งน้ำตกั์ที่ตกกระทบส่งเสียงดังสนั่น อีกทั้งยังมีอักขระสีทองที่โอบล้อมไปด้วยพลังชีวิตที่แข็งแกร่ง!
หอคอยผ่านจิตมีทั้งหมดสิบชั้น ยิ่งมองขึ้นสูงเท่าไรก็ยิ่งบาดตามากเท่านั้น โดยเฉพาะชั้นบนสุดที่ไม่อาจมองตรงๆ ขึ้นไปได้ ราวกับว่ามันเป็ดวงอาทิตย์มรกตที่กำลังลุกไหม้แผดเผาก็ไม่ปาน
หัวใจของเต้าหลิงสั่นไหว นี่คือหอคอยผ่านจิตที่พ่อขาเป๋ของเขากล่าวถึง!
“ข้าจะสามารถขึ้นไปถึงชั้นเก้าได้หรือไม่นะ?”
เขากล่าวออกมาอย่างไม่รู้ตัว เสียงนี้ราวกับมนต์สะกด ผู้คนโดยรอบพลันเงียบลงราวกับหมอกควันที่ปลิวหายไป ผู้คนต่างก็ตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ยิน
สายตาที่แข็งทื่อของพวกเขามองไปที่เต้าหลิง ราวกับว่าเห็นผีก็มิปาน แก้มเนียนของเย่วิ่นเปลี่ยนเป็สีแดงระเรื่อ ฝีเท้าก้าวถอยหลังไปในทันที ความหมายที่นางทำเช่นนั้นก็คือจะบ่งบอกว่า นางไม่รู้จักเขา!
เพียงแวบแรกที่เต้าหลิงได้เห็นหอคอยผ่านจิต เขาก็รู้ได้ทันทีว่าการที่จะขึ้นไปที่ชั้นเก้านั้นไม่ง่ายเลย ดังนั้นเขาก็เลยเปล่งเสียงออกมาโดยไม่รู้ตัว ทั้งเขายังคิดไม่ถึงว่าจะทำให้ผู้คนใกันมากขนาดนี้
“ฮ่าๆ ไอ้บ้านนอกนี่มาจากที่ใดกัน เขาพูดว่าอะไรนะ? จะขึ้นไปถึงชั้นเก้า ข้าล่ะอยากหัวเราะให้ตายเสียจริง!”
“ข้าว่ามันน่าจะเป็ชาวป่าชาวเขาที่ไม่ได้ร่ำเรียนหนังสือเป็แน่ แค่ขึ้นไปถึงชั้นห้าก็นับว่าเป็เกียรติต่อตระกูลมากโขแล้ว ยังคิดจะไปให้ถึงชั้นเก้าอีก?”
“ั้แ่มีหอคอยผ่านจิตมา คนที่ไปถึงชั้นเก้าได้ทั้งหมดล้วนแต่เป็คนที่มีชื่อเสียงเหนือใต้หล้า อีกทั้งใน่ไม่กี่ปีมานี้คนที่ขึ้นไปถึงชั้นเก้าได้ก็น้อยลงทุกที พวกเขาต่างก็เป็ยอดอัจฉริยะของตระกูลในดินแดนลึกลับ”
“ใช่แล้ว ชั้นเก้าไม่เพียงมีแต่ความน่ากลัวเท่านั้น แต่ยังมีสมบัติล้ำค่าอยู่ด้วย คนที่เข้าถึงชั้นนั้นได้ล้วนแต่เป็ผู้มีความแข็งแกร่งระดับาา ข้าว่าไอ้เด็กนี่แค่เข้าไปก็ต้องถูกบดกลายเป็หมอกเืแน่”
ผู้คนโดยรอบต่างกล่าวเย้ยหยันหยอกล้อกันสนุกสนาน ทำให้ใบหน้าของเต้าหลิงบิดเบี้ยวอย่างห้ามไม่ได้ พ่อขาเป๋จะให้ข้าขึ้นไปที่ชั้นเก้า เขาคงไม่ได้หลอกข้าหรอกนะ?
ทว่านั่นก็แค่เหตุการณ์วุ่นวายเล็กน้อย แค่ชั่วครู่ทุกอย่างก็กลับมาสงบอีกครั้ง เต้าหลิงสังเกตเห็นเย่วิ่นที่รักษาระยะห่างออกจากเขา ในตอนนั้นเขาก็เดินเข้าไปหานางด้วยสีหน้าดำมืด “นี่มันหมายความว่าอย่างไร?”
“เ้าทำตัวเองนะ” เย่วิ่นกลอกตาพลางกล่าวอธิบายออกมา “หอคอยผ่านจิต ยิ่งขึ้นไปสูงก็ยิ่งยาก มันเป็ไปไม่ได้ที่เ้าจะขึ้นไปจนถึงชั้นเก้า”
“ยากขนาดนั้นเลยหรือ?” เต้าหลิงกำปั้น เขาอยากจะลองดูสักตั้ง!
“หอคอยนี่ จะต้องใช้ความแข็งแกร่งทางกาย ยิ่งร่างกายแข็งแกร่งมากเท่าใดก็จะยิ่งขึ้นไปได้สูงเท่านั้น!”
เย่วิ่นหัวเราะขบขันใบหน้าของอีกฝ่ายที่ยามนี้กำลังหน้าดำคร่ำเครียด ทว่าใครจะรู้เล่าว่าอีกฝ่ายหาได้สนใจไม่ เต้าหลิงย่นจมูกพลางกล่าวออกมา “แล้วชั้นที่สิบเล่า?”
ใบหน้าของเย่วิ่นพลันแข็งทื่อ บนหน้าผากขาวเนียนปรากฏเส้นเืสีดำจางๆ นางขบริมฝีปากแดงพลางกล่าวออกมาว่า “หยุดเพ้อฝันเสียเถอะ นั่นมันเป็ไปไม่ได้ ถึงแม้จะเป็คนที่แข็งแกร่งเหนือใต้หล้าก็ยังไม่อาจจะย่างเท้าเข้าไปยังชั้นสิบได้!”
ผู้คนมากมายล้วนสงสัย พวกเขาต่างก็คิดว่าคนรุ่นก่อนจะต้องหลอกคนรุ่นหลังเป็แน่ ปกติแล้วสมบัติล้ำค่านั้นอยู่ที่ชั้นเก้า ผู้คนก็ต่างคล้อยตาม ทว่าหอคอยผ่านจิตกลับมีสิบชั้น ผู้คนจึงเริ่มคิดว่าชั้นที่สิบไม่มีอยู่จริง เหมือนเื่ที่เอาไว้ใช้หลอกคนรุ่นหลังมากกว่า
“ฟิ้วว!”
ปรากฏเสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับร่างของหงส์สีเขียวที่บินฝ่าอากาศลงมา ทั่วร่างห้อมล้อมด้วยพลังิญญาหนาแน่น มันสยายปีกพลางปล่อยพลังที่น่ากลัวออกมา ผู้คนตัวสั่นเทาด้วยความตกตะลึง เพราะหงส์ตัวนั้นกำลังลากรถอยู่
ผู้คนล้วนแต่ตะลึงงัน พลังของหงส์ตัวนี้กล้าแกร่งมาก อีกทั้งยังแปลกประหลาด มันลากรถคันหนึ่งมา คนที่นั่งอยู่ข้างในนั้นจะต้องเป็คนที่ไม่ธรรมดา
รถลากที่มาจากแดนไกลโพ้น ประกายแสงห้าสีราวกับขบวนรถเปลวเพลิงห้าสี มันได้มาจอดเทียบข้างหอคอยผ่านจิต ผู้คนโดยรอบส่งเสียงร้องออกมาอย่างตกตะลึง รถหงส์คันนี้เดาว่าจะต้องเป็ของล้ำค่าเป็แน่
ผ้าม่านได้ถูกเปิดออก มีเด็กสาวแรกแย้มเดินออกมา นางสวมอาภรณ์สีฟ้าคราม ผมเส้นเล็กสีดำขลับ ใบหน้างดงามราวกับหยก ขาสองข้างเรียวยาวเหยียดตรง ิัเปล่งประกายขาวใสสว่างไสว ร่างบางสมบูรณ์แบบ งดงามราวกับดอกบัวที่กำลังผลิบาน
