บทที่ 171 ค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติ
ขณะนี้เป็เวลาเกือบเที่ยงวัน ชายวัยกลางคนมองดูท้องฟ้าแล้วหันไปพูดกับชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาข้างกายว่า “ศิษย์พี่ ได้เวลาแล้ว จะเปิดค่ายกลเลยหรือไม่?”
บุรุษหน้าตาหล่อเหลากะพริบตาเล็กน้อยแล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้น แสงสีทองสว่างวาบผ่านดวงตาของเขาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเฉยเมย “ในเมื่อถึงเวลาแล้ว ก็เปิดเถิด บอกให้พวกเขาเปิดค่ายกลใหญ่ทั้งหมดเสีย พวกไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำจะได้ไม่หลุดเข้ามาอีก!”
ชายวัยกลางคนหัวเราะเสียงดัง พยักหน้าตอบรับคำสั่ง ก่อนจะยกสุราในมือขึ้นดื่มหนึ่งอึก จากนั้นก็ปล่อยคาถาแสงิญญาสายหนึ่งลงไปยังค่ายกลเบื้องล่าง!
เมื่อแสงิญญานั้นตกลงมา ค่ายกลที่เคยแผ่แสงิญญาเบาบาง ก็พลันะเิแสงิญญาสีขาวรุนแรงพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องนภา แสงนั้นเข้มข้นจนกลบเงาของนักพรตทั้งเก้าที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงจนหมด เหลือเพียงแสงิญญาขาวโพลนเท่านั้น
ชายวัยกลางคนบนเมฆาหรี่ตาจ้องมองไปยังแสงขาวนั้น ขณะเดียวกันพลังปราณแท้ในตัวเขาก็เริ่มสั่นะเือย่างรุนแรง แสดงให้เห็นว่าเขาเตรียมพร้อมมาอย่างดี เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดคิด
กลุ่มแสงขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นไวและจากไปอย่างรวดเร็ว เพียงสองถึงสามลมหายใจ ก็หายไปอย่างสิ้นเชิง เผยให้เห็นค่ายกลที่ถูกเปิดใช้งานแล้ว
เวลานี้สัญลักษณ์ต้องห้ามต่างๆ ที่เคยปรากฏชัดบนค่ายกลต่างอันตรธานหายไป ฐานของค่ายกลทั้งหมดกลายเป็กระจกหินที่ส่องแสงแวววาว ให้ความรู้สึกเหมือนแสงเ่าั้จะส่องทะลุผ่านความว่างเปล่า ในขณะเดียวกันบนท้องฟ้าเหนือฐานค่ายกล ปรากฏคลื่นกระเพื่อมไร้รูปร่างที่ขยายตัวจากเล็กเป็ใหญ่ จนสุดท้ายก็เกิดแรงกระเพื่อมรุนแรงตรงกลางอากาศ เงาร่างของคนจำนวนสิบกว่าคนปรากฏออกมาจากความว่างเปล่า
หลังจากผ่านไปไม่กี่ลมหายใจ เงาร่างเ่าั้ก็กลายเป็กายเนื้อที่จับต้องได้ พวกเขาคือนักพรตจำนวนสิบกว่าคนที่สวมเสื้อผ้าแตกต่างกันออกไป แต่ละคนมีพละพลังที่แข็งแกร่งยิ่งนัก บางคนมีบรรยากาศรอบตัวเป็ไอความโเี้และความดุร้าย มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าไม่ใช่นักพรตที่ฝึกฝนด้วยมรรคาสามัญ
ความจริงแล้วสถานที่แห่งนี้คือค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติที่เชื่อมต่อกับพื้นที่ภายนอกเพียงแห่งเดียวของเทียนตู เป็ค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติที่ต้องใช้พลังงานมหาศาลทุกครั้งที่เปิดใช้งาน ดังนั้นค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติแห่งนี้จะเปิดเพียงหนึ่งวันต่อปี เพื่อให้ผู้ที่้าเดินทางสัญจรเข้าออกได้ หากพลาดโอกาสนี้แล้วก็จำต้องรออีกปี
แน่นอนว่าเป็เพราะเทียนตูค่อนข้างปิดกั้นตนเองจากโลกภายนอก พวกเขาไม่้าให้มีผู้คนจากภายนอกเข้ามามีอิทธิพลกับเทียนตูมากจนเกินไป
แม้ว่าดินแดนที่เทียนตูตั้งอยู่จะเป็ทวีปขนาดใหญ่ แต่ความจริงแล้วมันตั้งอยู่ตรงจุดสิ้นสุดของความกว้างใหญ่ไพศาลนั้น โลกแห่งนี้เป็เพียงดาวเคราะห์ขนาดมหึมาก็เท่านั้น ทวีปแห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาลมากก็จริง แต่สถานที่ที่เทียนตูตั้งอยู่กลับเป็เพียงพื้นที่ส่วนเล็กๆ ของทวีปเท่านั้น แต่พื้นที่ภายนอกของเทียนตูกลับมีขนาดกว้างใหญ่กว่าหลายสิบเท่า พื้นที่เ่าั้มีทรัพยากรมากมาย แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงมากขึ้นด้วยเมื่อเทียบกับผลประโยชน์ พื้นที่นอกเทียนตูจึงนับว่ามีความอันตรายอย่างยิ่ง
พื้นที่ใกล้เทียนตูยังพอรับได้ แต่ยิ่งเข้าไปลึกในทวีปมากเท่าไร ก็ยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น แต่ถึงสัตว์ประหลาดทั้งหลายจะสร้างปัญหาความยุ่งยากให้กับนักพรตส่วนใหญ่ แต่สำหรับผู้ที่เป็ยอดฝีมือจริงๆ สิ่งเหล่านี้ถือเป็เพียงปัญหาเล็กน้อย ทว่าสิ่งที่ทำให้พวกเขาหวาดกลัวอย่างแท้จริง คือทวีปอันไร้จุดสิ้นสุดนี้ ในสมัยโบราณ มันเคยเป็สนามรบกว้างใหญ่มหาศาล มีเทพเ้าและเทพเซียนมากมายที่ต้องดับสูญลง ทวีปอันไร้จุดสิ้นสุดนี้ จึงเป็สถานที่ที่มีซากโบราณมากที่สุด และเป็สถานที่ที่อันตรายมากที่สุดในดาวเคราะห์ดวงนี้ ทั่วทั้งทวีปมีเพียงเทียนตูเท่านั้นที่อยู่อาศัยได้อย่างสงบสุข
สำหรับเทียนตู ทรัพยากรไม่ใช่ปัญหาใหญ่ คัมภีร์ก็ไม่ใช่ปัญหา หรือกล่าวได้ว่าไม่มีสิ่งใดที่เป็ปัญหา ้าอะไรก็เพียงเสี่ยงไปค้นหาในส่วนลึกของทวีปอันไร้จุดสิ้นสุด ล้วนสามารถค้นหาสิ่งที่้าได้ แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือบุคคลจากโลกภายนอก
ตำหนักมหาเทพมีฐานะเป็ผู้ปกครองสูงสุดของเทียนตู ย่อมไม่้าให้มีผู้ใดหมายปองสถานที่แห่งนี้ ขอเพียงฝึกฝนอย่างสงบสุขในตระกูลของตนเอง หรือบรรลุมรรคา ฝึกบำเพ็ญเพียรจนกลายเป็เทพเซียนได้ย่อมดีที่สุด แต่ในความเป็จริงแล้วมันเป็ไปไม่ได้ เทียนตูยัง้าการแลกเปลี่ยนกับภายนอก นักพรตที่มีถิ่นกำเนิดในเทียนตู ย่อมอยากเห็นโลกภายนอก ยอดฝีมือจากภายนอกเองก็อยากได้ผลผลิตจากเทียนตู สุดท้ายจึงจำเป็ต้องสร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายมิตินี้ และเปิดใช้งานปีละหน
หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ สถานที่แห่งนี้เทียบได้กับแคว้นที่ปิดกั้นตนเองจากโลกภายนอก ทว่ากลับสามารถพึ่งพาตนเองและยืนหยัดอยู่ได้ ไม่มีความทะเยอทะยานที่จะใต้หล้า แต่ก็ไม่้าให้ใครมารบกวนความสงบสุข นี่คือจุดยืนของตำหนักมหาเทพ ซึ่งเป็ตัวแทนความคิดและทัศนคติของคนในเทียนตูทั้งหมด
เมื่อแสงบนค่ายกลเลือนหายไปจนหมด นักพรตจำนวนสิบกว่าคนที่ปรากฏออกมาจากค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติ ก็เดินออกมาภายใต้การเฝ้าสังเกตการณ์ของนักพรตจากตำหนักมหาเทพ
แม้ว่าคนของตำหนักมหาเทพจะไม่ชอบการแลกเปลี่ยนกับโลกภายนอกสักเท่าไร แต่ก็ไม่ได้มีความคิดที่จะปิดกั้นตัวเองถึงเพียงนั้น เพียงแต่คนที่สามารถใช้งานค่ายกลแห่งนี้ได้ ต่อให้มีคุณสมบัติแย่สักเพียงใด อย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็คนที่มีฐานะสูงส่งหรือมีพลังฝึกปรือที่แข็งแกร่ง ภูมิหลังย่อมไม่ธรรมดา เพราะหากคนเ่าั้เกิดสร้างปัญหาในเทียนตูขึ้นมาจริงๆ อาจจะเกิดเื่ยุ่งยากตามมาได้
ดังนั้นทุกคนที่มาเยือนเทียนตู ตำหนักมหาเทพจึงจำต้องตรวจสอบอย่างละเอียด แม้ว่าคนเ่าั้จะมีฐานะแตกต่างกันไป พลังยุทธ์สูงส่งจนไม่สามารถตรวจค้นร่างกายได้โดยตรง แต่ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ย่อมมีวิธีการที่แตกต่างแต่ให้ผลลัพธ์เดียวกันได้อยู่
ผู้ที่มาเยือนเทียนตูในครั้งนี้มีทั้งหมดสิบเจ็ดคน ดูเหมือนจะไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขามาเทียนตูเสียด้วย เพราะเมื่อลงมาจากค่ายกล พวกเขาก็เดินตรงไปที่ทางออกของหุบเขาทันที ที่ตรงนั้นมีแท่นแห่งหนึ่งที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางกว้างหนึ่งจั้ง บนแท่นมีแสงิญญาสว่างวิบวับหลังจากการกระตุ้นค่ายกลป้องกัน เพียงคนเหล่านี้ขึ้นไปยืนบนแท่นดังกล่าว นักพรตที่เฝ้าอยู่ข้างๆ ก็สามารถตรวจวัดได้ว่าผู้มาเยือนมีพลังยุทธ์ขั้นใด อายุเท่าไร ฝึกฝนเคล็ดวิชาประเภทใด และซ่อนพลังหรือซ่อนตัวตนที่แท้จริงเอาไว้หรือไม่ เป็ต้น
แม้ว่าการตรวจสอบนี้จะใช้ไม่ได้ผลกับนักพรตผู้ที่มีกลวิธีพิเศษบางอย่าง กับจำพวกที่มีพลังยุทธ์สูงส่งอย่างยิ่ง แต่สำหรับนักพรตส่วนใหญ่ก็ไม่นับว่าเป็ปัญหาอะไร
ยามนี้นักพรตจากตำหนักมหาเทพสองคนที่นั่งอยู่บนเมฆา ต่างกวาดสายตามองสำรวจดูกลุ่มคนด้านล่าง ก่อนจะพากันถอนหายใจเบาๆ
“คนที่มาครั้งนี้มีจำนวนไม่มาก ส่วนใหญ่เป็คนคุ้นหน้าคุ้นตากันดี มีพวกหน้าตาแปลกๆ เพียงไม่กี่คน ทว่าเป็บรรดาผู้ที่มีพลังยุทธ์ขั้นต่ำ คงจะมาเจรจาค้าขายหรือทำกิจการในเทียนตูกระมัง!” ชายวัยกลางคนที่มีฐานะเป็ศิษย์น้องมองดูสถานการณ์เบื้องล่างและกล่าวออกมาอย่างไม่คิดมาก
บุรุษรูปงามอีกคนไม่ได้พูดอะไร แต่ยังคงใช้สายตาสอดส่องและลอบสังเกตอย่างละเอียด ที่นี่เป็ประตูทางเข้าหลักและแนวป้องกันเพียงหนึ่งเดียวของเทียนตู เขาเป็ผู้รับผิดชอบสูงสุดที่ตำหนักมหาเทพส่งตัวมาในครั้งนี้ จึงไม่กล้าประมาทเลินเล่อ
ยามนี้เขากำลังจับตามองไปยังสามนักพรตซึ่งสวมอาภรณ์ดำ พวกเขาเดินรั้งท้ายกลุ่มนักพรตจากทั้งหมดสิบเจ็ดคน นักพรตทั้งสามคนนี้ดูเหมือนจะมีพลังยุทธ์ขั้นตงซวน แต่บรรยากาศรอบตัวกลับดูลึกลับและมีไอมารปะปนอยู่เบาบาง แสดงให้เห็นว่าพวกเขาทั้งสามเป็นักพรตที่ฝึกฝนในทางสายมาร
แต่ถึงจะเป็นักพรตสายมาร ก็ไม่ใช่เหตุผลหลักที่ทำให้ยอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าของตำหนักมหาเทพ ที่ถูกส่งตัวมาในครั้งนี้ให้ความสนใจเป็พิเศษ ในเทียนตูก็มีนักพรตสายมารปะปนอยู่บ้าง แม้กระทั่งในสี่สำนักใหญ่ของเทียนตูก็ยังมีนักพรตสายมาร แต่สำนักเหล่านี้ค่อนข้างเก็บตัวเงียบและปกปิดร่องรอยของตนเอง อีกทั้งยังไม่ได้ก่อเื่ใหญ่อะไรในเทียนตู ตำหนักมหาเทพจึงทำเป็ไม่รู้ไม่เห็น
ทว่านักพรตสายมารทั้งสามคนนี้กลับทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ แม้จะเป็ความรู้สึกที่ไม่มีมูลเหตุ แต่เขาก็ยังเตือนใจตัวเองให้ระแวดระวัง
“ถ่ายทอดคำสั่งลงไป ตรวจสอบนักพรตสายมารสามคนนี้อย่างละเอียด แล้วส่งคนไปจับตาดูพวกเขา!”
ชายวัยกลางคนที่ได้ยินคำสั่งนั้นรีบตอบรับทันที เขาหันมองไปทางนักพรตสายมารทั้งสามคนนั้น แต่ไม่ว่าเขาจะมองอย่างไร ก็ไม่เห็นอะไรที่ผิดแปลกสักนิด แต่ศิษย์พี่ของเขาเคยออกจากเทียนตูและเดินทางฝึกฝนเป็เวลานานหลายร้อยปี ไม่ว่าจะเป็ด้านประสบการณ์หรือความรู้ ก็ไม่สามารถนำตนเองไปเทียบกับอีกฝ่ายได้ ในเื่นี้เขายอมรับโดยไม่มีข้อโต้แย้ง ดังนั้นถึงแม้จะไม่เห็นถึงความผิดปกติใด เขาก็ยังปฏิบัติตามคำสั่งของศิษย์พี่โดยไม่ลังเล
ครึ่งวันต่อมา เงาดำสามสายก็บินผ่านฟากฟ้า มุ่งหน้าไปยังเมืองเทียนตูเซียน
ผู้นำของกลุ่มคนทั้งสามคือชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าขาวกระจ่างไร้ริ้วรอย รูปลักษณ์ภายนอกแลดูธรรมดาสามัญ เว้นเพียงแต่ดวงตาที่ลึกล้ำและยากจะคาดเดา ชัดเจนว่าเป็ผู้ที่มีความคิดลึกซึ้ง อีกสองคนที่บินตามมาด้านหลัง ด้านซ้ายเป็ชายร่างใหญ่กำยำทว่ามีใบหน้าขาวซีด ให้ความรู้สึกดุดัน น่ากลัว และแปลกพิกลในคราวเดียวกัน ส่วนคนทางด้านขวาเป็ชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าใจดีเป็มิตร แม้จะกำลังเหาะเหินอยู่บนท้องนภา ใบหน้าก็ยังมีรอยยิ้มประดับอยู่เล็กน้อย
“ท่านราชัน พวกเราจะมุ่งหน้าไปที่เมืองเทียนตูเซียนโดยตรงหรือ?” ชายร่างใหญ่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
“เหตุใดต้องถามให้มากความ? เมื่อครู่ตอนที่อยู่ในค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติ ข้ารู้สึกว่ามีคนจับตามองพวกเราอยู่ เกรงว่าจะถูกสงสัยเข้าให้แล้ว หากไม่ไปที่เทียนตูก่อน คงถูกตำหนักมหาเทพจับตามองเอาได้ ภารกิจที่ท่านจอมมารมอบหมายมา หากเกิดความล่าช้าสักเล็กน้อย จุดจบเป็อย่างไรพวกเ้าย่อมรู้ดี ระวังตัวให้มาก ยอมเสียเวลาเพียงนิด การทำภารกิจย่อมสำเร็จอย่างราบรื่น เื่นี้ถือเป็สิ่งสำคัญที่สุด!”
ชายรูปร่างอวบเล็กน้อยส่งเสียงหัวเราะเบาๆ มองชายร่างใหญ่แวบหนึ่งแล้วพูดว่า “ท่านราชันมีความคิดรอบคอบยิ่งนัก งานนี้เกี่ยวเนื่องกับแผนการใหญ่ของดินแดนมารซึ่งเตรียมการมานานหลายร้อยปี ระวังให้มากก็ไม่เสียหาย อวี่ตู การใช้กำลังเพียงอย่างเดียวไม่อาจแก้ปัญหาได้!”
ชายร่างใหญ่จ้องไปที่ชายร่างอวบด้วยสายตาเ็า ส่งเสียงฮึเบาๆ ในลำคอแล้วกล่าวว่า “ไป๋มู่เจวี๋ย เ้าคิดว่าเ้าคนเดียวจะทำงานใหญ่ของดินแดนมารสำเร็จหรือ? หากเป็เช่นนั้น เหตุใดจะต้องให้ท่านราชันมาด้วยเล่า?”
บุรุษอวบอ้วนนามไป๋มู่เจวี๋ยใบหน้าซีดเผือด ไม่คิดว่าผู้ที่มีท่าทางหยาบคายนี้ จะสามารถตอบสนองได้อย่างว่องไว สวนกลับจนเขาต้องอับอาย
“เ้า...”
“หุบปากเสียเถิด ที่นี่ไม่ใช่ดินแดนมาร หากยังพูดมาก ระวังจะไม่ได้พูดอีกตลอดกาล!” เสียงเ็าของท่านราชันดังมาจากเบื้องหน้า
อวี่ตูและไป๋มู่เจวี๋ยได้ยินแล้วก็ตัวสั่นสะท้าน รับรู้ได้ว่าท่านราชันกำลังไม่พอใจพวกเขาสองคนมาก จึงไม่กล้าเถียงกันอีก ต่างฝ่ายต่างเงียบและเร่งเดินทางต่อ
ที่ตั้งของค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติแห่งเทียนตูอยู่ห่างจากเมืองเทียนตูเซียนประมาณหนึ่งร้อยลี้ แม้จะไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยทางการค้าขายมากนัก เมื่อครั้งที่ก่อสร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติขึ้นมา ทว่าทั่วทั้งเทียนตู สถานที่ที่มีเงื่อนไขและสอดคล้องกับผลประโยชน์ของตำหนักมหาเทพ ก็มีเพียงที่นี่ที่เดียว ที่แห่งนี้สะดวกต่อการติดต่อค้าขายกับคนจากโลกภายนอกและง่ายต่อการควบคุมดูแลของตำหนักมหาเทพ
บุรุษชุดดำทั้งสามไม่ได้เดินทางมาที่เมืองเทียนตูเซียนเป็ครั้งแรก เหตุใดจะไม่ทราบเื่ราวเ่าั้ ดังนั้นก่อนจะเหาะเหินเข้ามาในเมืองเทียนตูเซียน กลุ่มคนที่แต่เดิมมีท่านราชันเป็ผู้นำ ก็สับเปลี่ยนตำแหน่งให้ไป๋มู่เจวี๋ยทำหน้าที่เป็ผู้นำกลุ่มแทน ขณะที่ท่านราชันและอวี่ตูกลายเป็ผู้ติดตามอยู่ด้านหลัง เห็นได้ชัดว่าพวกเขา้าปกปิดสถานะและตัวตน
