ฟู่ถิงเย่พยักหน้า พลางจดจำเอาไว้
เขารู้สึกว่าข้อเรียกร้องของฮูหยินผู้เฒ่าฟู่นั้นไม่ได้มากเกินไป ถือเป็ความ้าพื้นฐานของหลายๆ คน
มีงานมีการมั่นคงหมายถึงมีจิตใจมุ่งมั่นใฝ่หาความเจริญก้าวหน้าในอนาคต ไม่เที่ยวผู้หญิงเตร็ดเตร่ก็หมายถึง้าคนที่มีนิสัยดีและมีชื่อเสียงไม่ด่างพร้อย ส่วนเื่อยู่ใกล้ๆ ก็เพื่อความสะดวกในการมาดูแลกัน
ไว้วันหลังเขาจะบอกเื่นี้ให้ลูกน้องของเขาทราบ ให้พวกนั้นไปหาคนที่เหมาะสมมา ไม่จำเป็ต้องลงมือเอง
ฟู่ถิงเย่กล่าวว่า “หากได้เื่แล้ว ลูกจะมาขอคำชี้แนะจากท่านแม่เพิ่มเติมขอรับ”
“ดี” ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่หรี่ตาหัวเราะ ไม่รู้ว่าเพราะอารมณ์ดีหรือไม่ ดูเหมือนว่าสภาพจิตใจก็ดูดีขึ้นมาก
ฮูหยินผู้เฒ่ายกมือชี้ไปที่ขนมจานหนึ่งบนโต๊ะ กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “เ้ารีบร้อนกลับมา คงจะยังไม่ได้ทานข้าวใช่หรือไม่? หว่านเมี่ยวทำขนมเถาซู [1] ไว้ แม่จำได้ว่าตอนเด็กๆ เ้าชอบทานขนมนี้มาก มีครั้งหนึ่งเ้าทำผิด ถูกท่านโหวลงโทษให้คุกเข่าในศาลบรรพชน เ้าไม่ยอมทานข้าว แม่ก็แอบทำขนมเถาซูไปให้ในตอนกลางคืน เ้ากินไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว วันต่อมาเมื่อท่านโหวไปดูเ้า ก็เห็นว่ายังมีเศษขนมติดที่ปากอยู่เลย”
เมื่อกล่าวถึงเื่ในอดีต สีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ก็ยิ่งอ่อนโยนมากขึ้น บนใบหน้ามีรอยยิ้มบางๆ เหมือนเป็มารดาที่ใจดีมีเมตตา
เฉิงหว่านเมี่ยวหัวเราะตามไปด้วย “ดูไม่ออกเลยว่า ญาติผู้พี่จะมี่เวลาที่ซื่อตรงน่ารักเช่นนี้...”
“อย่ามองว่าตอนนี้เขาดูสง่างามน่าเกรงขามเชียว ตอนเด็กๆ ก็แค่ลิงซุกซนตัวหนึ่งนั่นแหละ” ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่หัวเราะ “ซนก็ซน แถมยังติดคนยิ่ง ชอบอ้อนให้ข้าทำนั่นทำนี่ให้ ไม่ยอมอยู่ห่างแม้ครู่เดียว”
สีหน้าของฟู่ถิงเย่เรียบเฉย “เมื่อตอนลูกยังเด็ก ลูกดื้อรั้น ทำให้ท่านแม่ต้องเหนื่อยใจแล้ว”
“ได้เห็นลูกของข้ามีอนาคตที่สดใสเช่นนี้ ข้าผู้เป็แม่ก็วางใจแล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่กล่าว “มาๆ ลองชิมฝีมือญาติผู้น้องของเ้าสิ ดูซิรสชาติจะเหมือนกับที่เ้าเคยกินตอนเด็กๆ หรือไม่”
เฉิงหว่านเมี่ยวรู้สึกกระดากอายเล็กน้อย “หว่านเมี่ยวโง่งม เกรงว่ารสชาติของขนมเถาซูนี้จะไม่เหมือนในความทรงจำของญาติผู้พี่ หากทำได้เหมือนที่ท่านป้าทำสักครึ่งหนึ่งก็คงจะดีนะเ้าคะ”
สีหน้าของฟู่ถิงเย่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ มีแต่แววตาที่ดูเ็าลงเล็กน้อยอย่างไม่มีเหตุผล
“ในเมื่อเป็ขนมที่ญาติผู้น้องตั้งใจทำให้ท่านแม่ จะให้ญาติผู้น้องเสียแรงเปล่าได้อย่างไร อีกทั้ง...ลูกก็ไม่ใช่เด็กน้อยจะกละเหมือนตอนนั้นแล้ว จะมาโลภขนมของท่านแม่ได้อย่างไร” ฟู่ถิงเย่กล่าวอย่างเฉยเมย สีหน้าไม่มีความรู้สึกใดๆ “ท่านแม่พักผ่อนเถอะ ลูกจะไม่รบกวนแล้ว”
เขาลุกขึ้นยืนอย่างสง่าผ่าเผย แล้วเดินออกจากห้องไป
เฉิงหว่านเมี่ยวเห็นฟู่ถิงเย่เดินจากไปด้วยท่าทางเ็า ก็ทำอะไรไม่ถูก หันไปมองฮูหยินผู้เฒ่าฟู่
“ท่านป้า...”
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ส่ายหน้าเบาๆ “ไม่ต้องรีบร้อน ค่อยเป็ค่อยไปเถอะ...”
...
ฟู่ถิงเย่กลับมาที่พักของตนเอง ไม่นานก็มีคนรับใช้มาส่งอาหารสี่อย่างกับน้ำแกงหนึ่งถ้วย พร้อมกับขนมเถาซูจานนั้น
อีกฝ่ายบอกว่าเป็คำสั่งของฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ เพราะห่วงว่าท่านแม่ทัพจะไม่ได้ทานอาหารเย็นจนเสียสุขภาพ
ฟู่ถิงเย่ส่งคนผู้นั้นออกไป ตักเข้าปากไปไม่กี่คำ ก็รู้สึกไม่ค่อยอยากอาหารแล้ว
เป็อย่างที่ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่กล่าวจริงๆ ตอนเด็กๆ เขาติดมารดามาก ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ก็รักเขามาก
ตอนที่เขาถูกรับเข้ามาในจวนโหว มีอายุเพียงสองขวบ ไม่มีภาพความทรงจำของพ่อแม่ที่แท้จริง ดังนั้น ถึงแม้ว่าจะรู้ว่าตัวเองเป็ลูกบุญธรรมมาั้แ่เด็กๆ ก็ไม่รู้สึกแตกต่าง ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่รักเขาเหมือนแก้วตาดวงใจ ท่านโหวผู้เฒ่าก็คาดหวังในตัวเขา ให้การอบรมสั่งสอนอย่างใส่ใจราวกับเป็ลูกชายแท้ๆ
ไม่มีใครคิดว่า จู่ๆ ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่จะตั้งครรภ์
ท่านหมอบอกว่า ด้วยอายุของฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ในตอนนั้น การคลอดลูกเป็เื่ที่มีความเสี่ยงมาก แต่ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ก็ยังยืนกรานที่จะทำ
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่บอกกับเขาด้วยความเมตตาว่า ในไม่ช้าเขาก็จะมีน้องชายหรือน้องสาว ต่อไปเขาจะต้องดูแลน้องๆ และต้องทำหน้าที่ของพี่ชายให้ดี
เขาก็คิดเช่นนั้นจริงๆ จะต้องดูแลน้องชายน้องสาวให้ดี
...แต่มันเริ่มเปลี่ยนไปั้แ่เมื่อไร?
จำไม่ได้แล้ว ทุกอย่างเหมือนจะเปลี่ยนไปโดยฉับพลัน—มารดาที่เคยรักเขา กลายเป็เ็า ไม่ยอมให้เขาเข้าใกล้ ถึงกับมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้น ราวกับกำลังมองหนามตำใจ เต็มไปด้วยความรังเกียจและเหยียดหยาม
บิดากล่าวว่า ‘ถิงเย่ อย่าเกลียดชังมารดาของเ้าเลย’
ในโลกนี้ บางสิ่งบางอย่าง เมื่อได้มา ก็ถือเป็โชคดีของเ้า เมื่อไม่ได้มา ก็ไม่ควรที่จะโกรธแค้น
เขาก็เข้าใจความหมายของบิดา
เขาไม่ใช่ลูกในสายเืของมารดา ในเมื่อมารดาไม่รักเขา ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่ว่านางได้เลี้ยงดูเขามา และเขาสมควรที่จะสำนึกในบุญคุณ ไม่ใช่เกิดความโกรธแค้นเพราะสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของตน
บิดาหวังว่าเขาจะเป็ชายอกสามศอกที่ใจกว้าง จึงพาเขาออกจากเซิ่งจิงอันเจริญรุ่งเรือง มุ่งไปยังชายแดนอันยากลำบากและหนาวเหน็บ มองดูความทุกข์ของประชาชนทั่วหล้า ค่อยๆ ผ่อนความคับข้องและความทุกข์ในใจั้แ่เยาว์วัยของเขาไปจนหมดสิ้น...
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฟู่ถิงเย่ปล่อยวางได้แล้ว ถึงแม้จะรู้ว่าฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ไม่ชอบเขา แต่ก็ยังรักษาความสัมพันธ์แม่ลูกเช่นนี้เอาไว้ได้โดยไม่หวั่นไหว
ก็แค่รักษาไว้ก็เท่านั้น...
ห่างเหินกันมานานหลายปี ความสัมพันธ์ของแม่ลูกที่้าจะกลับไปสนิทสนมกันเหมือนสมัยเด็กๆ นั้น เป็ไปไม่ได้
ฟู่ถิงเย่มองไปยังความมืดมิดภายนอก ในใจก็เกิดความรู้สึกอึดอัดที่ยากจะระงับ
มารดาแก่แล้ว...
เมื่อไม่มีลูกชาย ไม่มีสามี นางก็แก่ลงอย่างรวดเร็ว...
มารดาที่เคยให้ความคุ้มครองเขา แต่ก็เคยทำร้ายเขา ตอนนี้กลับต้องพึ่งพาเขาแล้ว
...
วันรุ่งขึ้น ก่อนที่ฟู่ถิงเย่จะได้มีเวลาจัดการเื่ของเฉิงหว่านเมี่ยว ในราชสำนักก็มีเื่ที่ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้น
หลี่จิ่งหนานเล่นสนุกเกินไป ถึงขั้นแอบติดตั้งกระจกบิดเบี้ยวไว้ในท้องพระโรง เมื่อเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่มาประชุมเช้าแล้วเดินผ่านกระจกบิดเบี้ยว ก็จะเห็นเงาสะท้อนท่าทางน่าขบขันและน่าเกลียด หลี่จิ่งหนานถือว่าสิ่งนี้เป็ความบันเทิง จึงสร้างความไม่พอใจให้กับเหล่าขุนนางาุโเป็อย่างมาก
หลี่จิ่งหนานก็ไม่ได้โง่ พอเห็นว่าตนทำให้ขุนนางโกรธ ก็ยกเหตุผลขึ้นมาว่า ตนได้สิ่งของหายากมาอย่างหนึ่งเรียกว่ากระจกบิดเบี้ยว จึงตั้งใจจะนำมาให้เหล่าขุนนางชม
แต่มีขุนนางาุโที่ซื่อตรงหลายท่านไม่ยอมซื้อคำอ้างนี้ กล่าวตรงๆ ว่าหลี่จิ่งหนานเห็นบ้านเมืองเป็เื่เล่น! กล้ามาเล่นตลกเช่นนี้ในท้องพระโรง จึงต้องมีราชโองการลงโทษตัวเองเพื่อรักษาพระเกียรติ
เมื่อหลี่จิ่งหนานได้ยินเช่นนั้น ก็โมโหขึ้นมาทันที!
เดิมทีเขาก็เป็ฮ่องเต้ที่น่าหดหู่มากพออยู่แล้ว กลับต้องมีราชโองการให้ลงโทษตัวเอง เขียนจดหมายขอโทษต่อหน้าผู้คนทั่วหล้าอีก พวกนั้นคิดว่าเขาโกรธไม่เป็หรืออย่างไร?
ตำแหน่งฮ่องเต้นี้ใครอยากเป็ก็มาเป็ไปเลยแล้วกัน!
หลี่จิ่งหนานสะบัดแขนเสื้อเดินออกไปทันที ท้องพระโรงก็วุ่นวายราวกับโจ๊กที่ถูกกวนจนข้น ต่างก็วิจารณ์พฤติกรรมไม่รับผิดชอบของฮ่องเต้น้อยหนักขึ้นไปอีก
แต่หลี่จิ่งหนานไม่ได้ยิน และก็ไม่สนใจที่จะฟัง เมื่อว่าราชการเสร็จ เขาก็ออกจากวัง ตรงไปยังจวนของหวาชิงเสวี่ยทันที
หวาชิงเสวี่ยว่างอยู่ทุกวัน นางมีเวลาเยอะแยะ ่นี้เพิ่งจะเริ่มปลูกพริก จึงเกิดความสนใจในเื่ศิลปะการจัดสวนอย่างมาก
นางกำลังถอนหญ้าอยู่ในสวนกับฮวนเอ๋อร์และสี่เอ๋อร์ เตรียมจัดพื้นที่อีกส่วนหนึ่งเพื่อปลูกสิ่งอื่น
จู่ๆ หลี่จิ่งหนานก็วิ่งมาอย่างเดือดดาล หวาชิงเสวี่ยก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร เพราะว่าเขามาบ่อยๆ อยู่แล้ว
หวาชิงเสวี่ยก็ทำเหมือนเดิมคือให้ฮวนเอ๋อร์กับสี่เอ๋อร์ออกไป แล้วส่งถุงมือที่ทั้งสองทิ้งเอาไว้ให้หลี่จิ่งหนานและขันทีรับใช้ เสี่ยวโต้วจื่อ
“มาช่วยข้าเก็บวัชพืชหน่อยสิ” นางกล่าว
ใต้หล้านี้คงจะมีแค่หวาชิงเสวี่ยเท่านั้น ที่สามารถสั่งให้ฮ่องเต้ทำงานได้โดยไม่สะทกสะท้าน
ในใจของเสี่ยวโต้วจื่อกำลังต่อว่าอยู่ พอเห็นหลี่จิ่งหนานสวมถุงมือโดยไม่พูดอะไร ก็ก้มหน้าก้มตาถอนหญ้าเงียบๆ
เขาถอนหญ้าอย่างรวดเร็วและรุนแรง ราวกับมีเื่บาดหมางกับหญ้าบนดิน ดูแล้วก็รู้ว่าในใจกำลังมีโทสะอยู่
หวาชิงเสวี่ยเห็นเช่นนั้นก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร ถามเสี่ยวโต้วจื่อเสียงเบาว่า “เป็อะไรไป วันนี้ในท้องพระโรง เขาถูกตำหนิอีกแล้วหรือ?”
เสี่ยวโต้วจื่อคิดไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง กล่าวว่า “วันนี้ดูจะหนักกว่าเดิมขอรับ”
หวาชิงเสวี่ยพยักหน้าอย่างเข้าใจ
นางคิดว่าหลี่จิ่งหนานคงจะมีความกดดันมากเกินไป อารมณ์จึงหลุดการควบคุมอยู่บ่อยครั้ง
คิดดูแล้วก็น่าสงสาร เด็กอายุไม่ถึงสิบขวบ แต่กลับต้องแบกรับภาระหน้าที่ในการฟื้นฟูแว่นแคว้น และยังมีความคาดหวังมากมายจากเขา นี่เป็เื่ที่โหดร้ายมาก
หลี่จิ่งหนานมาที่นี่เพื่อที่จะระบายความอัดอั้น เมื่อเป็เช่นนั้นนางก็จะพยายามให้เขาได้ระบายออกมา
หวาชิงเสวี่ยไม่พูดถึงเื่ในท้องพระโรง แต่ตั้งใจคุยเื่อื่นกับหลี่จิ่งหนาน
“จำหมอหลวงหลูที่เคยมาตรวจอาการให้ข้าได้หรือไม่?” หวาชิงเสวี่ยถามเขา
หลี่จิ่งหนานที่กำลังขยี้หญ้าแห้งอยู่ในมือ เมื่อได้ยินก็ชะงัก “หลูเจิ้งชิง? เขาทำไมหรือ?”
“เขาเก่งมากเลย” หวาชิงเสวี่ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม “หมอหลวงหลูได้เมล็ดพริกมาจากดินแดนตะวันตก ปลูกออกมาได้พริกเยอะแยะ แต่ว่าคนธรรมดาไม่ค่อยกินกัน ที่ตลาดจึงมีไม่มาก ข้าไปขอพริกจากเขามา อีกเดี๋ยวจะเอาไปทำอาหารให้เ้าลองชิมดูนะ?”
“เอาสิ ถือว่าได้ลองอะไรใหม่ๆ บ้าง” หลี่จิ่งหนานพยักหน้า แล้วก็มองนางด้วยความลังเลเล็กน้อย “แต่ว่า...ฝีมือทำอาหารของเ้า กินได้จริงหรือ?”
หวาชิงเสวี่ย: “...”
เป็ที่น่ากระอักกระอ่วนยิ่งนัก
ฝีมือทำอาหารของนางนับว่าไม่เท่าไรจริงๆ ...ถึงแม้จะมีสูตรเืต้มเผ็ด เนื้อหมูน้ำมันพริก หรือปลาต้มน้ำมันพริกก็ตาม แต่ถ้านางทำออกมาจริงๆ ก็คงจะผิดเพี้ยนไปมาก
อย่าท้าทายเลยดีกว่า...
“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวข้าทำเป็น้ำพริกให้ก็แล้วกัน...” หวาชิงเสวี่ยหัวเราะแห้งๆ “ทำเป็น้ำพริกก็ดีนะ กินกับข้าว กินกับบะหมี่ กินกับขนม ก็อร่อยดี”
ที่สำคัญคือการทำน้ำพริกนั้นง่ายกว่ามาก...
หลี่จิ่งหนานพยักหน้าเห็นด้วย จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตาถอนหญ้าต่อไป
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกว่าหลี่จิ่งหนานแปลกไป หากเป็ปกติแล้วเขาต้องล้อนางสักสองสามคำแน่ๆ เช่นว่า “โง่งมขนาดนี้ รอดมาจนถึงวันนี้ได้ก็เป็เื่มหัศจรรย์แล้ว” หรือไม่ก็เป็ “วันๆ เอาแต่คิดเื่กิน เป็พวกตะกละจริงๆ”
วันนี้กลับไม่พูดอะไรสักคำ
หวาชิงเสวี่ยแอบมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เดินไปกระซิบถามเสี่ยวโต้วจื่อที่กำลังถอนหญ้าอยู่เหมือนกันว่า “วันนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่? อารมณ์เขาถึงได้แย่ขนาดนี้...”
เสี่ยวโต้วจื่อเหลือบมองไปยังฮ่องเต้น้อยที่เดินไปไกลพอสมควร แล้วก็ลดเสียงลงเล่าเื่ที่เกิดขึ้นในท้องพระโรงเมื่อเช้านี้ให้หวาชิงเสวี่ยฟัง
หวาชิงเสวี่ยสูดลมหายใจเข้าไปอย่างใ!
เสี่ยวโต้วจื่อเห็นนางมีท่าทางเช่นนี้ ก็รู้สึกจนปัญญา คิดในใจว่า ท่านเองก็คงรู้สึกว่าฮ่องเต้ทำเกินไปใช่หรือไม่?
สถานที่ปรึกษาหารือเื่บ้านเมือง กลับนำกระจกบิดเบี้ยวมาวางไว้มากมาย แล้วยังจงใจดูขุนนางเสียหน้า นี่มันไม่เหมาะสมจริงๆ ...
ใครจะรู้ว่าหวาชิงเสวี่ยกลับขมวดคิ้ว กล่าวอย่างโกรธเคืองว่า “พวกเขาก็เกินไป นี่ไม่ใช่การรังแกกันหรอกหรือ!”
เสี่ยวโต้วจื่อ: “???”
ซือปิงฟูเหริน ท่านแน่ใจหรือว่าที่กำลังพูดถึงอยู่ไม่ใช่ฮ่องเต้ของพวกเรา?
“ฮ่องเต้ก็หาทางลงให้แล้ว ทำไมพวกนั้นถึงยังไม่ยอมเลิกรา? ยังจะทำให้เื่มันใหญ่โตไปทำไม? มีเจตนาอะไรกันแน่?! แล้วไม่มีใครห้ามพวกนั้นหรืออย่างไร?! ขุนนางคนอื่นๆ เล่า?” หวาชิงเสวี่ยโกรธมาก
ในความคิดของนาง นี่คือกลุ่มผู้ใหญ่กำลังรังแกเด็กน้อย เป็เื่ที่เลวร้ายมาก!
เสี่ยวโต้วจื่อ: “...”
หลี่จิ่งหนานที่อยู่ไม่ไกลเดินเข้ามา ทั้งสองจึงเงียบเสียงลงทันที
ฮ่องเต้น้อยถามว่า “ยังมีตรงไหนที่ต้องเก็บอีกหรือไม่?”
หญ้าในแปลงดอกไม้ได้ถอนไปจนหมดแล้ว
หวาชิงเสวี่ยคิดดู แล้วก็หาจอบสองสามอันจากมุมกำแพงสวน “ถ้าอย่างนั้น เ้าช่วยพรวนดินให้ข้าหน่อยได้หรือไม่?”
——————————————————————
[1]ขนมเถาซู(桃酥饼)ขนมคุกกี้จีน ใช้แป้งคลุกลงไปกับไขมัน เติมไข่ แล้วนำไปอบ เป็ขนมที่อร่อย เก็บไว้ได้นาน สะดวกพกพา และชูรสชาติให้กับการกินแกล้มน้ำชา
