บทที่ 22 กายาะไร้พ่าย
แสงจันทร์ทอดเงาของหลี่ชิงชิวภายในลานเรือนให้ยาวเหยียด เขาถือกระบี่มุ่งหน้าไปยังห้องโถงใหญ่นั้น บัดนี้เขาสามารถได้ยินเสียงลมหายใจของคนข้างในได้อย่างชัดเจน
ฝีเท้าของเขาแ่เบาไร้ซึ่งเสียงสะท้อนใดๆ
เขามาหยุดที่หน้าประตู ใช้ฝ่ามือแนบลงไป ประตูถูกปิดล็อกจากด้านใน หากไม่ใช้แรงคงมิอาจผลักเปิดออกได้
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก พลันสัดพลังสั่นะเืทำลายกลอนประตูจากภายนอก ก่อนจะพุ่งจู่โจมไปยังทิศทางของเสียงลมหายใจในทันที
หลวี่ไท่โต่ว ประมุขใหญ่แห่งพันธมิตรเจ็ดบรรพตกำลังหลับสนิทอยู่บนเตียง ในฐานะยอดฝีมือผู้มีชื่อเสียงระบือหล้า ประสาทััของเขาฉับไวยิ่งนัก แม้อยู่ในห้วงนิทรา ทว่าทันทีที่ประตูถูกเปิดออก เขาก็ลืมตาขึ้นฉับพลัน
เขาเหลือบเห็นประกายกระบี่สายหนึ่งพุ่งฝ่าความมืดเข้าหาตัว จึงใรีบพลิกกายหลบหลีก ทว่าก็ยังถูกคมกระบี่เฉือนเข้าที่หัวไหล่จนได้เื
หลวี่ไท่โต่วในวัยสี่สิบเศษ ผู้มีใบหน้าดุดันประดุจพยัคฆ์เบิกตากว้าง เคราและเส้นผมของเขาสั่นไหวประดุจเปลวเพลิงที่กำลังลุกโชนด้วยโทสะ
หลี่ชิงชิวแอบแปลกใจเล็กน้อย นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะหลบกระบี่สังหารของเขาพ้น
วรยุทธของคนผู้นี้ เหนือล้ำยิ่งกว่าหยางเจวี๋ยติ่งมหาศาล!
“บังอาจ!”
หลวี่ไท่โต่วคำรามก้อง ฝ่ามือขวารวบรวมลมปราณจนเกิดไอความร้อนประดุจเปลวเพลิง ฟาดเข้าใส่หลี่ชิงชิวในทันที
หลี่ชิงชิวะโถอยหลัง ยกกระบี่ขึ้นโคจรปราณิญญาต้านรับ
ตูม!
หน้าต่างถูกคลื่นพลังกระแทกจนแตกละเอียด โต๊ะและตู้ไม้รอบด้านพังพินาศ เรือนทั้งหลังถึงกับสั่นะเื
หลวี่ไท่โต่วเบิกตากว้าง ฝ่ามือที่ใส่พลังเต็มสิบส่วนของเขากลับถูกอีกฝ่ายต้านไว้ได้ เห็นเพียงรอบกายหลี่ชิงชิวปรากฏข่ายพลังปราณจางๆ คอยปกป้องเขาจากลมปราณเพลิงอันดุดัน
พื้นดินใต้เท้าหลี่ชิงชิวแตกกระจาย บ่งบอกถึงความล้ำลึกของกำลังภายในของหลวี่ไท่โต่วได้เป็อย่างดี
“เ้าเป็ใคร?”
หลวี่ไท่โต่วถามเสียงเข้ม เขาไม่กล้าถอนมือออกในตอนนี้ เพราะหากถอนพลังกะทันหันย่อมจะถูกพลังย้อนกลับทำลายอวัยวะภายในจนาเ็สาหัส
หลี่ชิงชิวเงยหน้าขึ้น มือซ้ายพลันวาดผ่านด้านหลังเอวแล้วซัดออกไปเบื้องหน้า ท่วงท่านั้นรวดเร็วนัก ยามที่หลวี่ไท่โต่วพอมองเห็น เขาก็หลบไม่พ้นเสียแล้ว
เข็มเงินสามเล่มพุ่งทะลวงฝ่าลมปราณเพลิง ตัวเข็มมีกระแสไฟฟ้าแลบแปลบปลาบ พุ่งเจาะทะลุลำคอของหลวี่ไท่โต่วด้วยอานุภาพที่มิอาจต้านทาน
รัศมีพลังของหลวี่ไท่โต่วสลายไปในพริบตา แรงปะทะมหาศาลซัดร่างเขากระเด็นไปกระแทกผนัง ก่อนจะตกเลอะลงบนเตียงจนเตียงพังครืนลงมาฝุ่นตลบอบอวล
หลี่ชิงชิวถอนมือกลับ หมุนตัวเดินออกจากห้องทันที
เขารวบตัวศิษย์พันธมิตรเจ็ดบรรพตที่สลบอยู่ในลานเรือนขึ้นมา ทะยานร่างขึ้นสู่ชายคาบ้าน วิ่งปราดไปยังหลังคาที่ห่างออกไปนับร้อยจาง จากนั้นจึงใช้เข็มิญญาผีบอกคืนชีพกระตุ้นให้ศิษย์ผู้นั้นฟื้นขึ้นมา
ศิษย์คนนั้นลืมตาขึ้นราวกับตื่นจากฝันร้าย หอบหายใจอย่างหนัก
หลี่ชิงชิวปิดปากเขาไว้แล้วกระซิบ “นำทางต่อไป ไปหาประมุขคนอื่นๆ”
ศิษย์ผู้นี้มีนามว่า เฉินเยี่ย เพิ่งเข้าสำนักได้ไม่ถึงครึ่งปี ทำงานเพียงเฝ้าประตูและรับใช้จิปาถะ ยังมิได้เรียนรู้วรยุทธชั้นสูงของสำนัก
ในใจเขา หลวี่ไท่โต่วประมุขใหญ่คือยอดฝีมืออันดับหนึ่งของโลก เขาจึงจงใจพาหลี่ชิงชิวมาที่ลานเรือนของหลวี่ไท่โต่วก่อน เพื่อหวังจะให้หลี่ชิงชิวมาหาที่ตาย
ทว่าเมื่อได้ยินคำสั่งนี้ เขาถึงกับอึ้งไป... หรือว่าประมุขใหญ่หลวี่ไท่โต่วจะสิ้นชีพด้วยน้ำมือคนผู้นี้แล้ว? จะเป็ไปได้อย่างไร!
เฉินเยี่ยเบิกตากว้าง มองหลี่ชิงชิวด้วยความเหลือเชื่อ ในระยะประชิดเช่นนี้เขาเห็นใบหน้าของหลี่ชิงชิวชัดเจน... ช่างเยาว์วัยนัก
เยาว์วัยจนเขารู้สึกว่ามันไม่ใช่เื่จริง
หลี่ชิงชิวขมวดคิ้ว ถามเสียงเข้ม “บื้อไปแล้ว หรือว่าหูหนวก?”
เฉินเยี่ยได้สติ รีบกะพริบตาถี่ๆ หลี่ชิงชิวจึงหิ้วตัวเขาขึ้นมาเพื่อให้ชี้ทางต่อ
ทว่าความวุ่นวายในลานเรือนของหลวี่ไท่โต่วทำให้เหล่าศิษย์โดยรอบเริ่มตื่นตระหนก พากันวิ่งออกจากห้องมุ่งหน้าไปยังทิศทางของเสียงทันที
หลี่ชิงชิวและเฉินเยี่ยเดินไปได้เพียงไม่ไกล ก็ได้ยินเสียงแตรสัญญาณลึกลับดังขึ้น กึกก้องกัมปนาทไปทั่วท้องนภายามราตรี
เขาเห็นผู้คนหลั่งไหลออกมาจากลานเรือนทุกทิศทาง จึงจำต้องกดตัวเฉินเยี่ยให้นอนราบลงเพื่อหลบสายตาเหล่าศิษย์เจ็ดบรรพต
“นั่นคือเสียงอะไร?” หลี่ชิงชิวถามเบาๆ
เฉินเยี่ยกลืนน้ำลาย “นั่นคือแตรสัญญาณเตือนภัยบุกรุกของพันธมิตรเจ็ดบรรพตขอรับ ทันทีที่มีความผิดปกติ เสียงแตรจะดังขึ้น ต่อให้เป็เื่เข้าใจผิดพวกท่านประมุขก็จะไม่ถือสา ทว่าหากมีศัตรูลอบเข้ามาแล้วศิษย์ผู้ถือแตรไม่ยอมเป่า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามจะต้องถูกลงโทษสถานหนัก”
ในตอนนั้น เสียงแตรสัญญาณจากทิศอื่นก็เริ่มดังขึ้นตามมา ที่แท้จุดเป่าแตรมิได้มีเพียงที่เดียว
หลี่ชิงชิวจำต้องยอมรับว่าเขาประเมินความระแวดระวังของพันธมิตรเจ็ดบรรพตต่ำไป มิน่าเล่าตอนกลางคืนถึงไม่มีศิษย์เดินลาดตระเวน ที่แท้ซ่อนแนวป้องกันไว้เช่นนี้เอง
“เมื่อแตรสัญญาณดังขึ้นแล้ว ท่านคิดจะเข้าหาท่านประมุขคนอื่นๆ อย่างไร้ร่องรอย... แทบจะเป็ไปไม่ได้แล้วขอรับ”
เฉินเยี่ยกระซิบเขากล่าว หากหลวี่ไท่โต่วตายไปแล้วจริงๆ เขาก็กลัวว่าหลี่ชิงชิวจะลากเขาไปตายหน้าประมุขคนอื่นอีก
หลี่ชิงชิวได้ยินดังนั้น ก็จัดการฟาดเข้าที่ท้ายทอยเฉินเยี่ยอีกคราจนสลบเหมือดไป
จากนั้น หลี่ชิงชิวก็เริ่มถอดชุดของเฉินเยี่ยมาสวมทับตนเองอย่างรวดเร็ว พร้อมกับชิงกระบี่ประจำกายของอีกฝ่ายมาด้วย แล้วจึงะโลงจากหลังคา
เขาเดินมุ่งหน้าไปตามทิศทางที่เฉินเยี่ยชี้ไว้ก่อนหน้านี้
ศิษย์พันธมิตรเจ็ดบรรพตออกมาจากห้องมากขึ้นเรื่อยๆ หลี่ชิงชิวเดินสวนกับผู้คนมากมาย สิ่งนี้ทำให้เขาััได้ถึงรากฐานอันมั่นคงของสำนักใหญ่
จำนวนสามพันคนหากฟังเพียงตัวเลขอาจดูไม่มาก ทว่าเมื่อมาเผชิญหน้าจริงๆ ถึงได้รู้ว่ามันน่าสะพรึงกลัวเพียงใด
อีกทั้งศิษย์เหล่านี้ล้วนเป็ผู้ฝึกยุทธที่มีวรยุทธติดตัวกันทุกคน
ระหว่างที่เดินไป หลี่ชิงชิวหวนนึกถึงพลังลมปราณของหลวี่ไท่โต่ว
วิถียุทธบู๊... มิใช่เื่ธรรมดาเลยจริงๆ
หลี่ชิงชิวลอบคิด หากเขาไม่ทะลวงระดับเข้าสู่ขั้นบำรุงปราณระดับที่ 3 การจะสังหารหลวี่ไท่โต่วคงเป็เื่ยากลำบากยิ่งนัก และการจะสังหารอีกฝ่ายย่อมต้องสิ้นเปลืองปราณิญญาจนหมดสิ้น หากเป็เช่นนั้นการจะหนีออกจากพันธมิตรเจ็ดบรรพตคงมิใช่เื่ง่าย
หลวี่ไท่โต่วเป็เพียงยอดฝีมือในแคว้นกูโจวเท่านั้น ในราชวงศ์ต้าหลียังมีแคว้นอื่นๆ อีก ทั่วหล้าต้องมียอดคนที่เก่งกาจกว่านี้แน่นอน
วันหน้าจะดูแคลนคนทั้งโลกมิได้เด็ดขาด!
แม้หลี่ชิงชิวจะสังหารประมุขใหญ่สำเร็จ ทว่าเขากลับกลายเป็คนที่รอบคอบยิ่งกว่าเดิม
แน่นอนว่าหากเลือกได้อีกครั้ง เขาก็ยังจะทำเช่นนี้อยู่ดี เพียงแต่อาจจะหาจังหวะที่ดียิ่งกว่านี้
การมีอยู่ของยอดฝีมืออย่างหลวี่ไท่โต่วนั้น พันธมิตรเจ็ดบรรพตหาใช่สิ่งที่สำนักชิงเซียวในตอนนี้จะไปตอแยได้เลย เขาไม่อาจกักขังศิษย์ในสำนักไว้ตลอดเวลาเพื่อรอการบุกโจมตีครั้งใหญ่จากพวกมันได้
เมื่อสวมชุดศิษย์พันธมิตรเจ็ดบรรพต หลี่ชิงชิวก็มิได้เป็ที่สงสัย เขาเดินอย่างผ่าเผยมิได้หลบเลี่ยงสายตาใคร เพราะการทำตัวลับๆ ล่อๆ จะยิ่งดูมีพิรุธ เขาเดินสวนกับศิษย์คนแล้วคนเล่าอย่างใจเย็น
ทันใดนั้น
เขาหยุดฝีเท้าลงที่หน้าประตูลานเรือนแห่งหนึ่ง เขาหันไปมองพลางขมวดคิ้ว
เขาได้ยินเสียงร้องไห้แ่เบา คล้ายมีใครบางคนกำลังสะอึกสะอื้นอยู่ และดูเหมือนจะไม่ได้มีเพียงคนเดียว อีกคนหนึ่งแม้จะมิได้ร้องไห้ทว่าลมหายใจกลับแ่เบายิ่งนัก
เดิมทีเขาไม่อยากยุ่งเื่ชาวบ้าน ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด เขาพลันนึกถึงเหล่าศิษย์น้องของตนเองขึ้นมา
ยามที่จางยวี่ชุน, เจียงจ้าวเซี่ย หรือหลีตงเยว่มาที่สำนักชิงเซียวใหม่ๆ พวกเขาก็หวาดกลัวและแอบไปนั่งร้องไห้คนเดียวเช่นกัน อู๋หมานเอ๋อร์นั้นมิได้อ่อนไหวมากนักขอแค่มีข้าวให้กินก็พอ ส่วนหลี่ซื่อเฟิงและหลี่สื่อจิ่นมีกันและกันคอยเป็เพื่อนจึงไม่ค่อยเหงาหรือกลัวเท่าไหร่นัก
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปในลานเรือน ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยกองฟืนและของจิปาถะ ไร้ซึ่งคนเฝ้ายาม
เขาผลักประตูห้องหนึ่งออกเบาๆ เพ่งมองเข้าไปเห็นเพียงกองฟืนแห้ง มีเด็กน้อยคนหนึ่งนั่งพิงกองฟืนอยู่ แสงจันทร์สาดส่องผ่านรอยแตกของหลังคาลงมากระทบตัวเด็กพอดี
เด็กคนนี้ดูแล้วอายุเพียงเจ็ดแปดขวบ ที่สำคัญคือในอ้อมแขนเขายังอุ้มเด็กที่เล็กกว่าไว้อีกคนหนึ่ง เสียงสะอื้นที่เขาได้ยินมาจากเด็กน้อยในอ้อมแขนนั่นเอง
หลี่ชิงชิวเดินเข้าห้องไป ทำให้เด็กน้อยคนนั้นหันมามองด้วยความใ
“เ้าอยากไปจากที่นี่ไหม?”
หลี่ชิงชิวถามเขาตรงๆ
เด็กน้อยสวมเสื้อผ้าเก่าขาดมอมแมม สภาพไม่ต่างจากสวี่หนิงในวันแรกที่เจอ
เมื่อถูกถาม เด็กน้อยก็ถามกลับอย่างบื้อใบ้ “ข้า... ไปได้รึ?”
“ขอเพียงเ้าเต็มใจ ข้าจะพาเ้าทั้งสองคนไปจากที่นี่เอง” หลี่ชิงชิวตอบ
เด็กน้อยได้ยินดังนั้นก็รีบลุกขึ้นยืน สองมือกอดเด็กในอ้อมแขนไว้แน่น เด็กคนนั้นดูแล้วอายุเพียงขวบสองขวบเท่านั้น กลิ่นเหม็นสาบโชยออกมาจากตัวของทั้งคู่
“ท่านเป็ใคร?”
หยวนฉี่ น้อยถามอย่างระมัดระวัง เขาไม่เคยเห็นหน้าหลี่ชิงชิว ทว่าเมื่อคิดว่าจะได้ไปจากพันธมิตรเจ็ดบรรพต หัวใจของเขาก็เต้นรัวด้วยความตื่นเต้น
หลี่ชิงชิวตอบว่า “ข้ามิใช่คนของเจ็ดบรรพต ข้าเพิ่งฆ่าประมุขของพวกมันไป และกำลังจะจากไปแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หยวนฉี่กลับมิได้หวาดกลัว เขาเบิกตากว้าง น้ำตาไหลพรากออกมา... ทว่าเขากลับกำลังยิ้ม
“ข้าจะไปกับท่าน! แต่ท่านต้องพาน้องชายข้าไปด้วยนะ!” หยวนฉี่เช็ดน้ำตาพลางจ้องหลี่ชิงชิวด้วยแววตามุ่งมั่น
หลี่ชิงชิวพยักหน้า “นับจากนี้ไป เ้าและน้องชายจะเข้าสู่สำนักของข้า ตกลงไหม?”
“ตกลง! พวกเราจะเข้าสำนักของท่าน วันหน้าจะขอทดแทนบุญคุณท่านอย่างแน่นอน!”
หยวนฉี่ตอบรับโดยไม่ลังเล หลี่ชิงชิวเดินเข้าไปรับตัวน้องชายของเขามา ใช้ผ้าสกปรกบนพื้นพันเด็กที่อายุไม่ถึงสองขวบคนนี้ไว้กับอกของตน จากนั้นจึงใช้มือเดียวอุ้มหยวนฉี่ขึ้นมา แล้วมุ่งหน้าออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อพ้นประตูห้อง หยวนฉี่อาศัยแสงจันทร์จนมองเห็นใบหน้าของหลี่ชิงชิวได้ชัดเจน รูม่านตาของเขาขยายออก แววตาเป็ประกายประหลาด ภาพนี้จะสลักอยู่ในความทรงจำของเขาไปตลอดกาล
เมื่อพ้นเรือน หลี่ชิงชิวทะยานขึ้นสู่หลังคา เคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็วและแ่เบา
เขาเรียกแผงหน้าจอมรดกเต๋าออกมาตรวจสอบจำนวนศิษย์ ปรากฏว่าพี่น้องตระกูลหยวนถูกนับรวมเข้าไปแล้วจริงๆ เขาคลิกไปที่รูปของหยวนฉี่เพื่อดูความภักดี
90 / 80!
นับว่าไม่เลว เด็กคนนี้มีใจกตัญญูยิ่งนัก
หลี่ชิงชิวมิได้พิจารณาลิขิตชะตาของเขาละเอียดนัก ข้ามไปตรวจสอบรูปของน้องชายหยวนฉี่ตามสัญชาตญาณ
ครั้นเมื่อคลิกเปิดดู ในใจเขากลับนึกเสียใจ... เด็กนี่ตัวแค่นี้ แถมยังสลบไสลอยู่ จะไปมีความภักดีได้อย่างไรกัน?
เป็ไปตามคาด น้องชายของหยวนฉี่มีนามว่า หยวนหลี่ ค่าความภักดีเป็ 0 ทั้งหมด
ทว่าในวินาทีถัดมา หลี่ชิงชิวถึงกับเบิกตากว้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ จนถึงขั้นต้องหยุดฝีเท้าลงกะทันหัน
[ชื่อ: หยวนหลี่] [เพศ: ชาย / อายุ: 1 ปี] [ความจงรักภักดี (ต่อเ้าสำนัก / ต่อสำนัก): 0 / 0 (คะแนนเต็ม 100)] [พร์การฝึกตน: ต่ำมาก] [ความเข้าใจ: เหนือโลกหล้า] [ลิขิตชะตา: กายาะไร้พ่าย, จิติญญาศาสตราจารย์, ความทรหด]
[กายาะไร้พ่าย: กายาาที่หาได้ยากยิ่งในโลกหล้า เป็พรประทานอันยิ่งใหญ่จากฟ้าดิน ทว่าเนื่องจากเ้าของร่างเกิดในแดนปุถุชน จำต้องอาศัยวิถีพิเศษเพื่อปลุกพลังให้ตื่นขึ้น] [จิติญญาศาสตราจารย์: มีความเข้าใจและจินตนาการในวิถีแห่งการต่อสู้ถึงขีดสุด เชี่ยวชาญการสร้างสรรค์วิชาและยินดีที่จะแบ่งปัน] [ความทรหด: ไม่ว่าจะเผชิญกับการเคี่ยวกรำเพียงใด จิตใจจะไม่มีวันสั่นคลอน]
เจอสมบัติล้ำค่าเข้าให้แล้ว!
ลิขิตชะตาสามอย่าง... กายาะไร้พ่ายและจิติญญาศาสตราจารย์ดูท่าจะแข็งแกร่งมหาศาล โดยเฉพาะกายาะนั่น มันดูลี้ลับเกินคำบรรยายจริงๆ!
หลี่ชิงชิวก้มมองเด็กน้อยหยวนหลี่ในอ้อมอก รู้สึกราวกับเขากำลังเปล่งแสงสีทองออกมา
หยวนฉี่ที่ถูกอุ้มอยู่เห็นเขาหยุดนิ่ง จึงก้มลงมองน้องชายแล้วถามด้วยความกังวล “น้องชายข้าเป็อะไรไปรึเปล่าขอรับ?”
หลี่ชิงชิวเงยหน้ามองไปเบื้องหน้า เริ่มออกตัวเดินทางต่อพลางตอบส่งๆ ว่า “สงสัยเขาจะฉี่ใส่น่ะ”
หยวนฉี่ได้ยินดังนั้นก็เขินอายจนหน้าแดง ก้มหน้าลงกระซิบเสียงแ่ว่า “ขอโทษขอรับ...”
