ทันทีที่กงจื้อินั่งลงในอ่างอาบน้ำ ผู้าุโเหว่ยก็เข้ามาพร้อมยาสมุนไพร กงจื้อิยังคงยกมือดื่มน้ำสมุนไพรจนหมดเกลี้ยง ติงเหว่ยก็รีบเติมน้ำร้อนอย่างรวดเร็วและวางแผนที่จะเล่าเื่ราวต่อจากเมื่อวาน ฟางซิ่นดีใจจนรีบเดินเข้าไปข้างหน้าโดยไม่สนว่าเสื้อผ้าของเขาจะเปียกชื้นจากไอน้ำไปด้วย
ลุงอวิ๋นส่งอันเกอเอ๋อร์ให้อวิ๋นอิ่งดูแลต่อและเขาก็เข้ามาดู ปรากฏว่าเมื่อเห็นท่าทางของนายน้อยที่พยายามอดทนต่อความเ็ปอย่างถึงที่สุด เขาแทบจะะโเข้าไปคว้าคอเสื้อของผู้าุโเหว่ยทันทีแล้วตะคอกใส่ว่า “เ้าหมอเถื่อน จริงๆ แล้วเ้าใส่อะไรลงไปในยาสมุนไพรบ้างกันแน่?”
แม้ว่าผู้าุโเหว่ยจะเป็หมอที่มีชื่อเสียงเื่พิษ แต่อย่างไรคนที่อยู่ในยุทธภพย่อมมีวรยุทธ์ในการป้องกันตนเองไม่มากก็น้อย แค่เขาสะบัดตัวก็สามารถทำให้ลุงอวิ๋นกระเด็นออกไป จากนั้นเขาก็เม้มปากอย่างเหยียดหยามว่า “ไม่รู้เื่ก็เงียบปากของเ้าเอาไว้! เ้าเองก็ไม่ดูว่าเ้าหนุ่มกงจื้อนี่ถูกพิษมานานแค่ไหนแล้ว หากไม่ใช้ยาแรง เส้นลมปราณที่แข็งทื่อไปแล้วจะฟื้นคืนได้ยังไง เหอะ ข้าเป็หมอเถื่อนอย่างนั้นหรือ? งั้นก็ดี ข้าไม่รักษาแล้ว เ้าไปหาหมอที่เก่งกาจกว่าข้ามาก็แล้วกัน!”
“เ้า เ้านี่มัน...” ใบหน้าของลุงอวิ๋นโกรธจนเป็สีแดงก่ำ ในขณะที่เขากำลังจะโต้กลับติงเหว่ยก็กัดฟันเข้าไปห้ามไม่ให้ทะเลาะกัน “ลุงอวิ๋น อาจารย์ พวกเราต่างก็เป็ครอบครัวเดียวกัน มีอะไรก็ค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันสิ! ตอนนี้กำลังแก้พิษให้นายน้อยอยู่ ไม่ควรจะทะเลาะกันจนทำให้เขาต้องเสียสมาธิ มิเช่นนั้นพวกท่านทั้งสองพักสักครู่หนึ่ง จิบชาไปพลางๆ ฟังข้าเล่าเื่เล็กๆ น้อยๆ แก้เบื่อดีหรือไม่?”
เฒ่าทารก เด็กทารก คนแก่ที่ยิ่งอายุมากขึ้นบางครั้งก็จะดื้อรั้นเหมือนเด็กๆ มักจะใช้หลักการที่สมเหตุสมผลไม่ได้ แต่การพูดเกลี้ยกล่อมและโน้มน้าวใจอย่างอ่อนโยนกลับเป็วิธีการที่ลงทุนลงแรงน้อยแต่ผลตอบแทนที่ได้นั้นมากเป็ทวีคูณ
เมื่อเห็นติงเหว่ยเกลี้ยกล่อมด้วยรอยยิ้ม ทั้งยังยกน้ำชา น้ำและของว่างมาให้ แม้ว่าผู้าุโทั้งสองจะยังไม่ชอบขี้หน้ากัน แต่ก็ถือว่าสงบลงมากแล้ว
เฟิงจิ่วแอบแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ จากนั้นก็หันไปยกนิ้วโป้งให้ติงเหว่ย
ติงเหว่ยเองก็รู้สึกว่ามันตลกเช่นกัน แต่เมื่อหันกลับมาเห็นเหงื่อปกคลุมอยู่บนหน้าผากของกงจื้อิ นางก็รีบเช็ดให้เขาและจากนั้นก็เริ่มเล่าต่อจากตอนเมื่อวาน
ในไม่ช้า ทุกคนในห้องทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างก็ถูกดึงดูดโดยการปรากฏตัวของวีรบุรุษท่ามกลางความโกลาหลวุ่นวาย และภายในห้องน้ำนั้นก็มีเพียงเสียงของไอน้ำที่แ่เบา
จนกระทั่งกงจื้อิอาบแช่สมุนไพรเสร็จ ติงเหว่ยก็ะโเรียกเฟิงจิ่วให้มาช่วยประคองเขาออกจากอ่าง ทุกคนถึงได้มีสติกลับมา
“เ้าตั๋งโต๊ะคนนี้ช่างเป็คนขายชาติจริงๆ ทั้งยังใจกล้าเข้ายึดครองอำนาจการปกครองอีก!” ลุงอวิ๋นจงรักภักดีต่อสกุลกงจื้อมาตลอดชีวิต เขาอำพรางตัวอยู่ในเมืองหลวงของซีเฮ่าและมีความเคารพต่อฮ่องเต้อย่างถึงที่สุด เมื่อได้ยินว่าตั๋งโต๊ะใจกล้าขนาดนี้ เขาจึงเป็คนแรกที่ส่งเสียงออกมา
ฟางซิ่นก็พยักหน้า เขาทั้งโมโหและเสียดาย จากนั้นก็ถอนหายใจออกมาและพูดว่า “แล้วยังมีเ้าหนุ่มลิโป้อีก ยอดขุนศึกที่มีวรยุทธ์เก่งกาจ น่าเสียดายที่เขาไม่ยึดมั่นในคำมั่นสัญญาและละทิ้งคุณธรรม เกรงว่าจะไม่ตายดีเป็แน่”
ในทางกลับกันผู้าุโเหว่ยกลับมองไปที่ลูกศิษย์ของเขาด้วยสีหน้าที่ไม่สามารถหลอมเหล็กให้กลายเป็เหล็กกล้าได้
“เ้าเด็กโง่ เ้าทำให้ข้าโกรธมากในฐานะอาจารย์ เ้าไปฟังเื่เล่านี้มาจากที่ไหน ทำไมไม่เก็บเอาไว้เล่าให้อันเกอเอ๋อร์ฟัง! กลับยอมให้คนนอกพวกนี้เอารัดเอาเปรียบ! ถึงแม้เ้าจะอดไม่ได้และอยากเล่าจริงๆ ยังไงก็ต้องเล่าให้อาจารย์ฟังก่อนสิ…”
ลุงอวิ๋นรีบโต้กลับทันที “เ้าแก่ไม่เอาไหน เ้าจะไปรู้อะไร? หากจะให้พูดออกมาจริงๆ เ้านั่นแหละคนนอก พวกเรา…”
ในขณะที่เขากำลังพูดกลับถูกกงจื้อิซึ่งนอนอยู่บนม้านั่งที่ทำจากไม้เอ่ยตัดบทขึ้นมา “ลุงอวิ๋น!”
ลุงอวิ๋นรีบปิดปากในทันที และใเมื่อรู้ว่าเขาเกือบจะพูดอะไรออกไป ดังนั้นเขาจึงกระแอมออกมาสองทีอย่างประหม่า แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เอ่อ เื่เมื่อวานที่นายน้อยสั่งให้ข้าจัดการ ข้าลืมไปเดี๋ยวจะไปดูตอนนี้เลย!”
หลังจากนั้น เขาก็เดินอ้อมฉากกั้นและหลบออกไปข้างนอก ปล่อยให้ผู้าุโเหว่ยมีสีหน้าสับสน จากนั้นกงจื้อิก็พูดว่า “ท่านผู้าุโเหว่ยโปรดวางใจ ตราบใดที่หนังสือสามก๊กเล่มนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ลูกหลานสกุลกงจื้อต่างก็ต้องเคารพแม่นางติงเป็อาจารย์ด้วยครึ่งหนึ่ง”
หลังจากได้ยินเช่นนี้ในที่สุดผู้าุโเหว่ยก็คลายคิ้วที่ขมวดอยู่ออก “เช่นนี้ก็ยังพอถูไถหน่อย พวกเ้าสกุลกงจื้อเอาเปรียบมากเกินไปแล้ว”
แม้ว่าติงเหว่ยคิดจะขายหนังสือที่นางเคยท่องจำได้ บางทีนางอาจจะพอทำเงินได้บ้าง แต่นางก็ไม่ขี้เหนียวถึงขั้นที่ว่าจะเก็บเงินค่าแรงจากกงจื้อิ เมื่อได้ยินอาจารย์พูดเช่นนั้นนางก็รีบบ่ายเบี่ยงรวดเร็วอย่างทำตัวไม่ถูก “ท่านอาจารย์ มันก็แค่เื่เล่าเท่านั้น ข้าเองก็พูดไปไม่กี่ประโยคเท่านั้น ท่านรีบมาฝังเข็มให้นายน้อยก่อนเถอะ หากช้ากว่านี้อีกสักหน่อยสมุนไพรที่แช่ไปก็คงจะไร้ผลเสียแล้ว”
“เ้า เ้า ช่างเป็เด็กที่โง่เขลาเสียจริง!” ผู้าุโเหว่ยไม่รู้จะทำอย่างไรกับลูกศิษย์ที่แสนโง่เขลาคนนี้ดี เขาทำได้เพียงกลอกตา มือก็หยิบเข็มออกมาจากกล่อง เพียงครู่เดียวเข็มสีทองหลายเล่มก็ปักอยู่บนร่างกายของกงจื้อิจนเขากลายเป็เม่นอีกครั้ง
ฟางซิ่นที่ฟังแล้วก็ยังรู้สึกอารมณ์ค้างอยู่ เขาเอาแต่ถามติงเหว่ยที่กำลังยุ่งอยู่ว่า “แม่นางติง แล้วเล่าปี่สุดท้ายเป็ยังไง? เขาได้แผ่นดินไปสามส่วนจริงๆ หรือ?”
ติงเหว่ยที่เพิ่งจะท่องทังโถวเกอเสร็จ ตอนนี้นางก็ถือโอกาสจากการดูวิธีการฝังเข็มของอาจารย์ได้พอดี นางเทียบเส้นลมปราณและเซวี่ยเต้ากับรูปพร้อมท่องจำไปด้วย แล้วก็ตั้งใจศึกษาวิธีไปด้วย ไหนเลยจะมีเวลามาสนใจเ้าหนูจำไมตัวใหญ่อย่างเขา ดังนั้นนางจึงฟังหูซ้ายทะลุออกหูขวา บางครั้งก็ยังพึมพำออกมาเป็ครั้งคราวแต่กลับไม่ยอมเสียสมาธิเลยแม้แต่น้อย
ฟางซิ่นกังวลมากจนรู้สึกเหมือนกำลังอุ้มกระต่ายสิบตัวไว้ในอ้อมแขน เขาอยากรู้มากที่สุดจนถึงขั้นที่วิ่งไปหากงจื้อิที่ด้านหน้าม้านั่งที่ทำจากไม้และเอ่ยขอร้องว่า “เทียนเป่า เ้าช่วยพูดอะไรหน่อยได้ไหม หรือว่าเ้าไม่อยากรู้อย่างนั้นหรือ?”
กงจื้อิตัดสินใจแสร้งทำเป็ไม่ได้ยิน อย่างไรร่างกายของเขาก็เต็มไปด้วยเข็มทองทั้งตัว เืภายในร่างกายกำลังไหลเวียนอย่างพุ่งพล่าน เขารู้สึกสบายมากจนอยากจะนอนหลับสักงีบ
ฟางซิ่นโกรธมากจนะโขึ้นมาและยังอยากจะพูดอะไรออกมา แต่ผู้าุโเหว่ยก็ไม่อดทนอีกต่อไป เขาสะบัดแขนเสื้อและหมอกจางๆ สีขาวก็ลอยออกมา ทำให้ฟางซิ่นไปพร่ำบ่นกับโจวกงแทน
เฟิงจิ่วสายตาว่องไวรีบเข้าไปยกนายน้อยฟางและพาเขาไปห้องข้างๆ ทันที ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าในที่สุดก็สงบลงสักที
ติงเหว่ยและกงจื้อิมองหน้าและสบตากัน ทั้งคู่ต่างก็รู้สึกว่ามันตลกดี...
……
่เวลาที่วุ่นวายและคึกคักมักผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ ราวกับว่าเพียงพริบตาเดียวต้นไม้ใหญ่ในลานก็แผ่กิ่งก้านสาขาออกมาอย่างรวดเร็ว อันเกอเอ๋อร์และเอ้อร์หวาก็ใส่รองเท้าผ้านุ่มคู่เล็กเริ่มสะดุดและวิ่งไปรอบๆ
แม่นางหลี่ว์คิดถึงลูกสาวกับหลานชายจึงมารับถึงหน้าประตูด้วยตนเอง เมื่อเห็นว่าลูกสาวของนางงานยุ่งก็เลยไม่มีทางเลือกนอกจากอุ้มอันเกอเอ๋อร์กลับไปเล่นที่บ้านหนึ่งวัน แต่ยังไม่ทันที่ฟ้าจะมืดก็ถูกลุงอวิ๋นกับเฉิงเหนียงจื่อมารับกลับไปเสียแล้ว
ติงเหว่ยเองก็อยากกลับบ้านไปดูเหมือนกัน แต่นางยุ่งเกินไปจริงๆ และอดไม่ได้ที่อยากจะมีสักแปดมือ
ในตอนกลางวันนางทำงานร่วมกับอาจารย์ ดูแลอาหารของทุกคนทั้งสามมื้อ และเจียดเวลาว่างออกมาท่องตำรับยา ตอนกลางคืนก็ฝึกฝังเข็มเงินด้วยตนเองหน้าตะเกียงน้ำมัน เพื่อฝึกทักษะในการจำตำแหน่งจุดฝังเข็ม แต่น่าเสียดายที่ความแม่นยำนั้นต่ำเกินไปมาก แขนของนางเืไหลเต็มไปหมด
อวิ๋นอิ่งเห็นแล้วก็สงสาร นางขอให้ติงเหว่ยฝึกบนตัวนางตั้งหลายต่อหลายครั้ง แต่ติงเหว่ยจะเห็นด้วยได้อย่างไรกัน? ติงเหว่ยเจ็บจนเป่าลมออกมาจากปากไปด้วยและปลอบใจนางไปด้วย “เ้าอย่ากังวลไปเลย ข้าทำผิดหนึ่งครั้งก็เจ็บหนึ่งครั้ง ครั้งต่อไปจะได้จำได้ ทีนี้ก็จะระบุจุดฝังเข็มได้แม่นยำยิ่งขึ้นไปด้วย”
อันเกอเอ๋อร์ยังเด็กอยู่จึงชอบขยับตัวไปมา เขาโยนตุ๊กตาเสือที่ทำจากผ้าในมือทิ้งไปและก็วิ่งมาร่วมสนุกด้วย ปรากฏว่าอาจจะเป็เพราะแม่ลูกใจสื่อถึงกัน เมื่อเห็นแขนของมารดาเืออก เขาก็เ็ปจนร้องไห้งอแงเสียงดังออกมา
เสียงร้องไห้นั้นแหลมคมและดังมาก ในคืนที่เงียบสงบทุกคนในจวนสกุลอวิ๋นจึงสามารถได้ยินอย่างชัดเจน
ติงเหว่ยรีบวางเข็มเงินทิ้งไปและเข้าไปปลอบลูกชายของนาง แต่เด็กชายก็ใอย่างหนัก เขากอดแขนมารดาเอาไว้สุดชีวิตและไม่ยอมปล่อย ดวงตาของเขาก็เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา
เฉิงเหนียงจื่อทิ้งลูกชายทั้งสองคนไว้และเป็คนแรกที่วิ่งเข้ามา ตามมาด้วยลุงอวิ๋นที่รีบวิ่งมาจนแทบจะหายใจไม่ทัน
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมอันเกอเอ๋อร์ถึงร้องไห้หนักขนาดนี้”
ผู้าุโเหว่ยเองก็รีบก้าวพรวดเข้ามาและะโว่า “หลานชายที่รักของข้า ใครบังอาจมาทำเ้า? รีบบอกปู่มาเร็ว ปู่จะจัดการให้เ้าเอง!”
ติงเหว่ยยิ้มอย่างขมขื่น มือก็ตบก้นลูกชายไปด้วย ในใจของนางดีใจที่มีคนรักและเอ็นดูลูกชายนางขนาดนี้ แต่นางก็กังวลว่าพอลูกชายนางโตขึ้นจะกลายเป็คุณชายจอมเอาแต่ใจ
“ไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก ข้าก็แค่ฝึกจำจุดฝังเข็ม และเด็กคนนี้อาจจะใกลัวเข็มเงินก็เท่านั้น”
ทุกคนที่ได้ยินต่างก็โล่งใจอย่างเห็นได้ชัด ยังไม่ทันที่ใครจะได้พูดอะไร เฟิงจิ่วก็โผล่หน้าเข้ามาจากประตูแล้วถามด้วยรอยยิ้มว่า “แม่นางติง ทำไมพี่อันถึงร้องไห้หรือ? นายน้อยของพวกเรากับคุณชายฟางต่างก็ถามถึงกันอยู่!”
ติงเหว่ยไม่รู้จะทำอย่างไร นางถอนหายใจออกมาและพูดอธิบายอีกครั้ง จากนั้นเฟิงจิ่วก็หันหลังกลับไปรายงาน
ลุงอวิ๋นปลดกระเป๋าสตางค์ออกจากเอวส่งให้อันเกอเอ๋อร์เล่น เขาปลอบใจเ้าเด็กอ้วนจนหยุดร้องไห้ได้ในที่สุด จากนั้นก็พูดว่า “แม่นางติง ทักษะทางการแพทย์ไม่สามารถเรียนรู้ได้ในวันเดียว เ้าเองก็อย่าฝืนร่างกายตนเองจนเกินไป หากว่าใครโหดร้ายกับเ้า เ้าก็มาบอกกับข้าได้เลย อย่าทำร้ายตนเองเป็อันขาด ไม่เช่นนั้นวันหน้าอันเกอเอ๋อร์จะอยู่กับใคร”
ในขณะที่เขาพูด เขาก็เหลือบมองไปทางผู้าุโเหว่ยที่อยู่ด้านข้าง ความหมายของเขานั้นชัดเจนเป็อย่างมาก
ผู้าุโเหว่ยเองก็ใช่ว่าจะอดทนต่อความโมโหได้ เขาะโขึ้นมาและเตรียมจะตอบโต้ โชคดีที่ติงเหว่ยตอบสนองเร็ว นางรีบหยิบรูปเส้นลมปราณขึ้นมายัดใส่มือผู้าุโ จากนั้นก็พูดด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านอาจารย์ เมื่อครู่ข้ากำลังครุ่นคิดเื่เส้นลมปราณ แต่ยังมีบางจุดที่ไม่เข้าใจ ท่านอธิบายรายละเอียดให้ข้าฟังเพิ่มเติมสักหน่อย”
“ฮึ่ม!” ผู้าุโเหว่ยเองก็สงสารลูกศิษย์ เขาเองก็ไม่อยากให้นางต้องเป็คนกลาง ดังนั้นจึงถลึงตาใส่ลุงอวิ๋นไปหนึ่งที และก็บังคับตนเองว่าตนเป็ผู้ใหญ่มีน้ำใจ อดทน และไม่คิดเล็กคิดน้อยกับผู้อื่น
ลุงอวิ๋นเมื่อเห็นเขาดีก็ยอมรามือ เขากอดอันเกอเอ๋อร์และปลอบเด็กน้อยอย่างสุดกำลัง
อย่างไรก็ตามอันเกอเอ๋อร์ก็ยังเป็เด็กอยู่ อารมณ์ของเขาเกิดขึ้นและหายไปอย่างรวดเร็ว หลังจากเล่นไปได้สักพักเขาก็หาวอย่างง่วงนอนออกมา
เมื่อเห็นเช่นนั้นทุกคนต่างก็แยกย้ายกันกลับไปนอน
เฉิงเหนียงจื่อเองก็ถูกไล่ให้กลับไปดูแลลูกทั้งสองของนาง ปล่อยให้อวิ๋นอิ่งกอดอันเกอเอ๋อร์หลับไปบนเตียงเตาหลังใหญ่ ส่วนติงเหว่ยก็ได้รับความเงียบสงบกลับมา นางกัดฟันทนต่อความเ็ปและฝึกซ้อมหน้าตะเกียงต่อไปตามเดิม
นางตั้งใจฝึกซ้อมอย่างจริงจังโดยไม่รู้ตัวเลยว่าในลานกว้างนอกหน้าต่างกงจื้อิใช้ไม้ค้ำยันยืนพิงเสาและกำลังเหม่อลอย
รูปร่างที่อ่อนช้อยและงดงามของหญิงสาวนางนั้นสะท้อนอยู่บนหน้าต่าง ผมเกล้าสูง คอยาวระหง นางก้มหน้าลงเป่าแขนด้วยความเจ็บเป็ระยะๆ ท่าทางขี้เล่นของนางทำให้เขาอดที่จะเ็ปและสงสารนางไม่ได้
“เฟิงจิ่ว ไปบอกหลินลิ่วให้เขาเอาหุ่นไม้จำลองจุดฝังเข็มมาส่งพรุ่งนี้เช้า นอกจากนี้ไปบอกลุงอวิ๋นให้ย้ายสาวใช้ที่ชื่อเสี่ยวชิงเข้ามาในครัวในไว้คอยรับใช้แม่นางติงเหว่ย”
“เอ๋?” เฟิงจิ่วที่อยู่ใต้เงาชายคาทางเดินได้ฟังก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง แต่แล้วเขาก็หัวเราะออกมาอย่างมีความสุขและตอบด้วยเสียงเบาๆ ว่า “ขอรับนายน้อย ข้าจะไปจัดการเดี๋ยวนี้”
เมื่อพูดจบเขาก็พลิกตัวะโข้ามกำแพงบ้านแล้วหายตัวไปอย่างรวดเร็วโดยไม่เห็นแม้แต่เงา…
เช้าวันรุ่งขึ้น ในขณะที่ท้องฟ้าเริ่มทอแสงเล็กน้อยติงเหว่ยก็ลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตา นางหอมแก้มลูกชายที่กำลังนอนหลับสนิท และก็บอกให้อวิ๋นอิ่งนอนต่ออีกสักหน่อย จากนั้นนางก็ไปห้องครัว
ปรากฏว่าทันทีที่นางเข้าไปในห้องครัวก็ได้กลิ่นควันไฟ นางใเป็อย่างมากเนื่องจากเกรงว่าตนเองลืมดับเตาไฟเมื่อคืน
เสี่ยวชิงกลับหัวเราะคิกคักและวิ่งมาที่หน้าประตู นางะโออกมาด้วยความดีใจว่า “พี่ติง ข้าถูกลุงอวิ๋นย้ายให้มาช่วยทำงานที่นี่แล้ว ต่อไปข้าก็จะได้อยู่กับพี่แล้วก็กินอาหารอร่อยๆ เอ่อ ไม่ใช่สิ ได้ช่วยทำอาหารแล้ว”
ติงเหว่ยเองก็รู้สึกโล่งใจ นางช่วยเช็ดขี้เถ้าบนใบหน้าของเสี่ยวชิงด้วยท่าทางขบขัน และตอบว่า “ที่เรือนแห่งนี้มีคนมากมาย แล้วยังมีแขกด้วย เ้าจะต้องปรับนิสัยมุทะลุบุ่มบ่ามของเ้าด้วยล่ะ”
