ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ได้รับคำตอบที่้าจากเฉิงหว่านเมี่ยว จิตใจก็เบิกบานขึ้นมาทันที ร่างกายทั้งหมดดูเหมือนจะเปล่งปลั่งและอ่อนเยาว์ลงไปหลายปี
เช้าวันรุ่งขึ้น ฮูหยินผู้เฒ่าก็รอให้ฟู่ถิงเย่มาคารวะไม่ไหว จึงนำขบวนสาวใช้และหญิงรับใช้มายังเรือนที่เขาพักอาศัยอยู่
เดิมที หลังจากที่ฟู่ถิงเย่ได้รับการ ‘รักษาพิเศษ’ จากหวาชิงเสวี่ย เขาก็ลืมความอัดอั้นและความโกรธในงานเลี้ยงไปเกือบหมดแล้ว ไม่คิดว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะไม่ยอมปล่อยเขาไป ถึงกับบุกมาแต่เช้าตรู่
ฟู่ถิงเย่คิดไปคิดมา พอจะเดาเจตนาได้บ้าง ก็รู้สึกเบื่อหน่ายยิ่งนัก จึงสั่งบ่าวรับใช้ว่า “บอกไปว่าข้าไม่อยู่”
เขาไม่อยากพบฮูหยินผู้เฒ่า
แต่ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ไม่ใช่ผู้ที่จัดการได้ง่ายๆ เมื่อฟู่ถิงเย่ไม่ยอมออกมาพบ นางก็จะบุกเข้าไปเอง
นางก็แก่ชราแล้ว องครักษ์ไม่กล้าขัดขวางอย่างจริงจัง จึงปล่อยให้นางบุกเข้ามาจนได้
“ลูกแม่เมื่อวานไปที่ใดมาหรือ?” รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ แต่ในรอยยิ้มนั้นกลับดูมีเล่ห์เหลี่ยม “หรือว่าทำเื่ที่ไม่น่าดูชมไว้ จึงไม่กล้ามาพบหน้าข้ากัน?”
ฟู่ถิงเย่ไม่อยากมีเื่โต้เถียงกับนาง จึงเลี่ยงที่จะกล่าวถึงเื่เมื่อวาน ทำสีหน้าเฉยเมยตอบว่า “ลูกมีราชการมากมาย ท่านแม่มาแต่เช้า มีเื่อันใดหรือขอรับ?”
ฮูหยินผู้เฒ่าพลันโกรธขึ้นมาจึงชี้หน้าด่าเขา “เ้าลูกทรพี! ยังมีหน้ามาถามข้าอีกหรือ?! เื่ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน เ้าคิดว่าจะปล่อยผ่านไปง่ายๆ เช่นนี้หรือ?!”
ฟู่ถิงเย่ไม่ได้โกรธเคือง และมองฮูหยินผู้เฒ่าอย่างใจเย็น “ลูกไม่รู้ว่าท่านแม่ถามถึงเื่อันใด”
ฮูหยินผู้เฒ่าโมโหหนักกว่าเดิม กล่าวทีละคำว่า “หว่านเมี่ยวเติบโตมาข้างกายข้าั้แ่เล็กแต่น้อย เมื่อวานนางถูกข่มเหง เื่นี้เป็สิ่งที่จวนโหวติดค้างนาง จวนโหวจะต้องมอบความยุติธรรมแก่นาง!”
ในดวงตาของฟู่ถิงเย่ฉายแววเย้ยหยัน “โอ้ ท่านแม่คิดว่า จวนโหวควรจะมอบความยุติธรรมแก่นางอย่างไร?”
“แน่นอนว่าต้องแต่งมาเป็ภรรยา!” ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวอย่างหนักแน่น
สีหน้าของฟู่ถิงเย่เ็าขึ้นทันที น้ำเสียงแฝงไปด้วยรังสีเย็นเยียบ “เช่นนั้นหรือ แล้วไม่ทราบว่าผู้ใดควรจะแต่งญาติผู้น้องของข้าไปเป็ภรรยา?”
ไม้เท้าในมือของฮูหยินผู้เฒ่ากระแทกลงบนพื้นกระเบื้องอย่างแรง พร้อมกับตวาดอย่างมีโทสะ “เ้าทำให้ชื่อเสียงของนางแปดเปื้อน คิดจะทำตัวไม่รู้ไม่ชี้ต่อไปหรืออย่างไร?!”
“ข้อกล่าวหาเช่นนี้ ลูกไม่อาจรับไว้ ท่านแม่ควรถามให้ชัดเจนเสียก่อนจะดีกว่า” ฟู่ถิงเย่กำหมัดแน่น กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียดอย่างชัดถ้อยชัดคำ “แท้จริงแล้วผู้ใดกันแน่ที่ทำให้ชื่อเสียงของญาติผู้น้องแปดเปื้อน ท่านแม่น่าจะรู้ดีอยู่แก่ใจ…”
“เ้าพูดจาเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?!” ฮูหยินผู้เฒ่าเบิกตากว้าง ดวงตาแห้งแล้งคู่นั้นแสดงความดุร้ายออกมา “เ้ากำลังตำหนิข้าหรือ? ข้าแก่ปานนี้ คอยดูแลจวนโหวมาโดยตลอด ตอนนี้ป่วยแทบจะลงโลงอยู่แล้ว ตัวเ้าทำเื่น่าอับอายแต่กลับตำหนิข้าหรือ?!”
ฟู่ถิงเย่ทำหน้าถมึงทึง พยายามข่มอารมณ์ “ลูกไม่ได้หมายความว่าเช่นนั้น”
ฮูหยินผู้เฒ่าคลายความโกรธลงเล็กน้อย พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “หว่านเมี่ยวอายุสิบหกปีแล้ว กำลังอยู่ในวัยออกเรือน นางมีรูปโฉมงดงาม นิสัยก็ดี เหมาะสมกับตำแหน่งฮูหยินน้อยแห่งจวนโหว รอจนพ้น่ไว้ทุกข์ในปีหน้า ก็จัดการเื่นี้เสียเถอะ อย่าให้คนเขาลือกันไปว่าจวนโหวของข้ารังแกเด็กหญิงกำพร้า”
“บิดามารดาของเฉิงหว่านเมี่ยวยังมีชีวิตอยู่ทั้งคู่ จะเรียกว่าเด็กกำพร้าได้อย่างไร?” ฟู่ถิงเย่พูดเย้ยหยัน
“เ้าไม่เต็มใจหรือ?” ฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินน้ำเสียงขัดขืนของฟู่ถิงเย่ สีหน้าที่เพิ่งจะดีขึ้นก็พลันเปลี่ยนเป็ดำมืด
ฟู่ถิงเย่หลุบตาลง ทำท่าทีเ็าและห่างเหิน “ข้าออกจากจวนมานานหลายปี ฮูหยินน้อยจวนโหวจะเป็ใคร ข้าไม่ประสงค์เข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่ภรรยาของข้า ไม่ใช่เฉิงหว่านเมี่ยวแน่นอน”
ฮูหยินผู้เฒ่าจ้องเขาตาไม่กะพริบ ครู่หนึ่งก็ไม่ได้กล่าวอะไร มีเพียงความมืดดำที่สะสมอยู่ในดวงตา…
ฟู่ถิงเย่กล่าวว่า “ลูกยังมีราชการต้องทำ หากท่านแม่ไม่มีเื่อันใดแล้ว ลูกขอลาก่อน”
ฮูหยินผู้เฒ่าหัวเราะออกมาเสียงเย็น รอยยิ้มเ็าแสดงออกมาบนใบหน้าขาวซีดดูน่าเวทนา “หึ โตแล้วจริงๆ สินะ…ปีกกล้าขาแข็ง ไม่เห็นคำพูดของแม่อยู่ในสายตาแล้ว…”
นางพลันขึ้นเสียงะโ “จะอย่างไรก็ไม่ใช่ลูกแท้ๆ! ในสายตาของเ้าคงไม่เห็นข้าที่เป็แม่อยู่เลยสินะ!”
สีหน้าของฟู่ถิงเย่เปลี่ยนไปเล็กน้อย
การคาดคั้นเช่นนี้ เป็เื่รุนแรงมาก
ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ให้ความสำคัญกับความกตัญญูอย่างมากของแคว้นต้าฉี ข้าราชการธรรมดาที่ถูกมารดาตำหนิเช่นนี้ อาจจะถูกลดตำแหน่งหรือถูกถอดออกจากตำแหน่งได้!
แม้ว่าฟู่ถิงเย่ในตอนนี้จะมีตำแหน่งสูงและมีอำนาจ ไม่กลัวคำครหาจากคนอื่น แต่ใครเล่าจะอยากให้ชื่อเสียงของตนต้องเสียหายเพราะเื่เช่นนี้?
สีหน้าของฟู่ถิงเย่เปลี่ยนไป ไม่ได้เป็เพราะกลัว แต่เป็เพราะเกิดความรู้สึกหนาวเหน็บขึ้นมาในใจ
เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่้า มารดากลับไม่ลังเลที่จะใช้คำพูดเช่นนี้มาบีบบังคับเขา!
ถึงแม้จะไม่ใช่ลูกแท้ๆ แต่นางก็เคยทุ่มเทความพยายามเลี้ยงดูเขามา! ส่วนเขาก็คอยดูแลและเคารพนางมาโดยตลอด!
ถึงแม้จะไม่ได้มีวาสนาเป็แม่ลูกกัน แต่พวกเขาก็ยังเป็ครอบครัวเดียวกันไม่ใช่หรือ?
เหตุใดต้องทะเลาะกันจนแตกหักเช่นนี้ด้วย?!
ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นฟู่ถิงเย่ยังไม่สะทกสะท้าน ใบหน้าก็ยิ่งดุร้ายขึ้น ราวกับเกือบจะควบคุมตัวเองไม่ได้ “ั้แ่โบราณมา การแต่งงานล้วนต้องทำตามคำสั่งของบิดามารดา และวาจาของแม่สื่อ! ในสายตาของเ้าไม่มีข้าที่เป็แม่ แม้แต่เื่แต่งงานก็ไม่ฟังคำของข้าแล้ว! หากรู้แต่แรกว่าจะเป็เช่นนี้ ครั้งนั้นข้าจะเอาอกเอาใจเลี้ยงดูเ้ามาทำไม! หากไม่เคยมีบุตรชายอย่างเ้ายังจะดีเสียกว่า!”
ถ้อยคำของนางยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนสีหน้าของฟู่ถิงเย่เริ่มดำคล้ำ
ในฐานะที่เป็บุตรชาย ถึงแม้ในใจจะมีความไม่พอใจมากมาย ก็ไม่อาจโต้เถียงมารดาของตนที่ลานเรือนได้ หากทำเช่นนั้นจริงก็เท่ากับยอมรับความผิดที่ว่าเป็บุตรไม่เคารพเชื่อฟัง!
องครักษ์ที่อยู่ข้างกายกระซิบเตือนเสียงเบา “ท่านแม่ทัพ ภาพรวมของฮูหยินผู้เฒ่าในตอนนี้ ยิ่งท่านพูดก็ยิ่งเหมือนกับราดน้ำมันลงบนกองไฟ”
ฮูหยินผู้เฒ่าไม่อาจบรรลุเป้าหมายของตนได้ จึงต้องกดดันเขาด้วยเื่ความกตัญญู
หากฟู่ถิงเย่ยังพูดอะไรออกมาอีก แล้วทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าโกรธจนล้มป่วย ก็จะถูกตราหน้าว่าอกตัญญูอย่างแน่นอน!
ฟู่ถิงเย่ทำสีหน้าเคร่งเครียด เดินเลี่ยงหลีกตัวหลบออกไป
เขาก้าวเดินอย่างรีบร้อน สีหน้าเต็มไปด้วยความร้อนรนและความโกรธ ปล่อยให้ฮูหยินผู้เฒ่าโวยวายเสียงดังต่อหน้าบ่าวไพร่ทั้งหลาย
“เ้าลูกทรพี! เ้ามันลูกทรพี!”
เขาเดินไปเร็วมาก เสียงด่าทอด้านหลังก็ค่อยๆ ห่างออกไป ในสมองของฟู่ถิงเย่พลันปรากฏถ้อยคำหนึ่งประโยคขึ้นมา ‘ท่านแม่เปลี่ยนไปแล้ว’
ในใจของเขารู้สึกไม่ค่อยดี
จากฮูหยินแห่งจวนโหวที่สุขุมสง่างาม กลับกลายเป็หญิงร้ายที่เอาแต่ใจและไม่ฟังเหตุผลเช่นนี้ หากบิดาของเขายังมีชีวิตอยู่ ได้เห็นกิริยาท่าทางของมารดาเช่นนี้ จะมีความรู้สึกเช่นไร?
เมื่อเขาอยู่ในสนามรบนั้นไร้เทียมทาน แต่เมื่อเผชิญหน้ากับฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ กลับตีไม่ได้ ด่าไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้เลย
สิ่งเดียวที่เขาทำได้ มีเพียงการทำเป็มองไม่เห็นเพื่อให้ใจสงบ คงจะดีถ้าหากเวลาผ่านไปเร็วกว่านี้ เมื่อจัดการเื่ราวในเมืองหลวงเสร็จสิ้นแล้ว เขาก็จะกลับไปยังชิงโจวได้เสียที
...
หวาชิงเสวี่ยไม่รู้เื่ราวในใจของฟู่ถิงเย่เลยแม้แต่น้อย และฟู่ถิงเย่ก็ไม่ใช่คนประเภทที่จะพูดระบายความในใจให้ใครฟัง เขาจะรู้สึกว่ามันน่าสมเพช
ทางตะวันตกเฉียงใต้ส่งส้มสีทองสุกเปล่งปลั่งมาเป็ของบรรณาการ ทั้งใหญ่โตและกลมมน หลี่จิ่งหนานไม่คิดอะไรให้มากความ ก็ส่งมาให้หวาชิงเสวี่ยกระบุงหนึ่ง
พอดีกับที่หวาชิงเสวี่ยอยากจะคุยกับหลี่จิ่งหนานเื่สำนักศึกษาพอดี
ตอนเย็นฟู่ถิงเย่ก็มาหาหวาชิงเสวี่ยตามปกติ แล้วก็พบว่าฮ่องเต้น้อยมาที่นี่อีกแล้ว อีกทั้งยังพูดคุยกับหวาชิงเสวี่ยอย่างออกรสอยู่ในห้องตลอดทั้งวัน จนกระทั่งตะวันตกดินแล้วก็ยังไม่อยากจะไป
“ฝ่าา ประเดี๋ยวก็เย็นมากแล้ว” ฟู่ถิงเย่เดินเข้ามาในห้อง มองหลี่จิ่งหนานที่มักจะเสด็จออกมาอย่างลับๆ บ่อยครั้ง เพื่อบอกเป็นัยว่าถึงเวลาสมควรกลับวังได้แล้ว
หลี่จิ่งหนานกำลังอารมณ์ดี จึงไม่ได้รู้สึกเหมือนถูกขัดใจ เขายิ้มร่าแล้วก็พาเสี่ยวโต้วจื่อเดินออกไป
ตอนจะไปแล้ว ยังเอากระปุกเปลือกส้มเคลือบน้ำตาลที่หวาชิงเสวี่ยทำเองในวันนี้ติดมือไปด้วย
ไม่อย่างนั้นสีหน้าของฮ่องเต้น้อยจะดูมีความสุขเช่นนั้นได้อย่างไร?
อาจเป็เพราะเื่ของฮูหยินผู้เฒ่า ฟู่ถิงเย่จึงอารมณ์ไม่ดีนัก ตอนนี้ยังมาเห็นหวาชิงเสวี่ยกับหลี่จิ่งหนานอยู่ด้วยอย่างสนิทสนมอีก จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขัดใจนิดหน่อย
“เ้าไม่เคยให้ของอะไรข้าเลย” เขายืนอยู่ด้านหลังหวาชิงเสวี่ย น้ำเสียงแฝงไปด้วยความน้อยใจ
หวาชิงเสวี่ยหลุดหัวเราะออกมา “ท่านแม่ทัพ ของพวกนั้นของข้ามันก็แค่ของเล่นเล็กๆ น้อยๆ เองนะเ้าคะ”
ถึงแม้ว่าฟู่ถิงเย่จะไม่ได้แสดงอาการโกรธออกมา แต่สีหน้าก็ดูว่างเปล่าเหมือนสูญเสียบางอย่างไป เมื่อเทียบกับบุคลิกที่สุขุมและมั่นคงในยามปกติของเขา มันดูไม่เข้ากันเอาเสียเลย
“ทุกครั้งที่เ้าทำของเล่นใหม่ๆ เ้าก็จะคิดถึงฮ่องเต้น้อยก่อนเสมอเลย” เขากล่าว
สบู่ทำมือ กระจกแก้ว กล้องสลับลาย…และของเล่นเล็กๆ น้อยๆ มากมาย วันนี้พอหวาชิงเสวี่ยเพิ่งจะได้รับส้มสดใหม่ ก็ทำเปลือกส้มเคลือบน้ำตาลให้หลี่จิ่งหนานทันที
หวาชิงเสวี่ยเห็นว่าฟู่ถิงเย่จริงจังกับเื่นี้ ก็ทั้งขำทั้งจนใจ “เขายังเป็แค่เด็กอยู่เลย ของเล่นเล็กๆ พวกนี้มอบให้เขา เขาก็ชอบมาก แต่ถ้ามอบให้ท่านแม่ทัพ…จะต้องรู้สึกว่ามันไร้สาระมากแน่ๆ เลยใช่หรือไม่เ้าคะ?”
ลองนึกภาพฟู่ถิงเย่เล่นกล้องสลับลาย หรือกินเปลือกส้มเคลือบน้ำตาลดูสิ เอ่อ…
เขาจะต้องรู้สึกว่ามัน น่า เบื่อ มาก แน่ๆ!
แต่ว่า...
หวาชิงเสวี่ยมองฟู่ถิงเย่ที่เงียบไป ก็รู้สึกว่า่นี้เขาแปลกไป หรือว่าจะเป็เพราะนางละเลยเขาจริง ๆ กันนะ?
ในใจของนางพลันคิดแผนการขึ้นมาได้ จึงยิ้มและกล่าวว่า “ท่านแม่ทัพ ท่านหลับตาลงสิเ้าคะ ข้าจะมอบของขวัญให้ท่านชิ้นหนึ่ง”
ฟู่ถิงเย่ยิ้มแล้วลูบหัวของนางเบาๆ “ข้าไม่ได้โกรธที่เ้าให้ของขวัญฮ่องเต้ เพียงแค่พูดไปตามความรู้สึกก็เท่านั้น เปลือกส้มเคลือบน้ำตาลที่เหลือ เ้าเก็บไว้กินเองเถอะ”
“ไม่ใช่เปลือกส้มเคลือบน้ำตาลนะเ้าคะ” หวาชิงเสวี่ยเม้มปากยิ้ม “เป็ของขวัญที่เตรียมไว้สำหรับท่านโดยเฉพาะจริงๆ ท่านรีบหลับตาเร็วเข้า”
ฟู่ถิงเย่ยอมทำตาม เขาหลับตาลง
ข้างหูได้ยินเสียงกุกกัก เหมือนกับว่าหวาชิงเสวี่ยกำลังพลิกกระดาษอยู่ สักพักเสียงนั้นก็หายไป
ฟู่ถิงเย่กำลังรู้สึกสงสัยก็ได้ยินหวาชิงเสวี่ยกำชับว่า “ยังไม่เสร็จ ห้ามลืมตาเด็ดขาดนะ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ถิงเย่ก็อดที่จะยกยิ้มมุมปากขึ้นมาไม่ได้ และหลับตารอต่อไป
เมื่อผ่านไปครู่หนึ่ง หวาชิงเสวี่ยก็กล่าวว่า “เรียบร้อยแล้ว ลืมตาได้แล้วเ้าค่ะ!” ในน้ำเสียงแฝงไปด้วยความยินดี
ฟู่ถิงเย่ลืมตาขึ้นมา เห็นรอยยิ้มของหวาชิงเสวี่ยอยู่ในสายตา หัวใจของเขาก็เต้นระรัว กำลังจะดึงนางเข้ามากอด จู่ๆ หวาชิงเสวี่ยก็ชูกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมา จากนั้นก็ยิ้มพลางกล่าวว่า “แต่น แตน แต๊น! ของขวัญนั่นเอง!”
มีของขวัญจริงๆ ด้วยอย่างนั้นหรือ?
ในมือของหวาชิงเสวี่ยถือกระดาษสีเหลืองอ่อนแผ่นหนึ่งอยู่ บนกระดาษว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย
“นี่คืออะไร?” ฟู่ถิงเย่รับมาไว้ในมือ แล้วมองดู
เป็แค่กระดาษธรรมดาๆ แผ่นหนึ่ง บนนั้นมีรอยเปียกชื้นที่ยังไม่แห้งสนิทอยู่บ้าง ดูแล้วก็แยกไม่ออกว่ามันแตกต่างจากกระดาษแผ่นอื่นอย่างไร
“นี่ ลองดูนี่สิเ้าคะ” หวาชิงเสวี่ยยกเชิงเทียนที่จุดแล้วมาให้ ดวงตาเป็ประกาย “เอาไปอังไฟดูสิ เบามือหน่อยนะ แล้วก็ถือห่างๆ หน่อย อย่าให้ไหม้เชียว”
ฟู่ถิงเย่ทำตามที่นางบอก บนกระดาษค่อยๆ มีบางสิ่งที่แตกต่างไปปรากฏขึ้น
แม้จะเลือนราง…แต่ก็มีรอยที่เข้มขึ้นค่อยๆ ปรากฏออกมาให้เห็น
บนใบหน้าของฟู่ถิงเย่แสดงความประหลาดใจออกมา มือก็ยังเลื่อนกระดาษไปมา ตามการเคลื่อนไหวของเขา บนกระดาษก็ค่อยๆ ปรากฏใบหน้าที่เต็มไปด้วยหนวดเครา ถึงจะเป็ตัวการ์ตูน แต่ก็ดูออกว่าใบหน้านี้ดุดันน่ากลัวมาก
ฟู่ถิงเย่ “...”
หวาชิงเสวี่ยเอามือป้องปากหัวเราะคิกคัก “เหมือนหรือไม่เ้าคะ? ตอนที่ข้าเจอท่านครั้งแรก ท่านก็เป็แบบนี้เลยนะ”
ฟู่ถิงเย่ตะลึงไปสักพักก็ถามขึ้นมาว่า “เ้าทำให้เป็แบบนี้ได้อย่างไร?”
หวาชิงเสวี่ยยัดเนื้อส้มที่ปอกแล้วเข้าไปในปากของเขา ไม่ได้ตอบ แต่กลับเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “หวานหรือไม่เ้าคะ?”
