ห้องที่อบิเกลทำงานอยู่ เป็ห้องที่เต็มไปด้วยชั้นหนังสือ และม้วนกระดาษวางเรียงรายอย่างเป็ระเบียบ กลิ่นหมึกและกระดาษเก่าลอยอวลในอากาศ
ชาร์ลส์เคาะประตูสามครั้ง ได้ยินเสียงตอบรับแ่เบาจากด้านใน เมื่อเปิดประตูเข้าไป เขาพบหญิงสาวผมดำเข้มรวบเป็มวย กำลังก้มหน้าก้มตาอยู่กับการแปลตัวอักษรโบราณบนแผ่นหนังที่วางอยู่บนโต๊ะ แสงจากหน้าต่างบานใหญ่ส่องลงมาบนโต๊ะทำงานของเธอพอดี
"อบิเกล" เขาเรียก "ขอรบกวนสักครู่ได้ไหม?"
อบิเกลเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีฟ้าสดใสฉายแววฉลาดมองมาที่เขา "อ้อ คุณเรเวนส์ครอฟต์" เธอวางปากกาขนนกลง "มีอะไรหรือ?"
"ผมไปเจอกระดาษที่เขียนด้วยอักษรแปลกๆ ในแดนลับแลมา" ชาร์ลส์เริ่มเล่า "เป็ภาษาแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ผมสงสัยเลยถามคนขาย เขาบอกว่ามันมีที่มาจากอาณาจักรมหาบาป ผมไม่รู้ว่าคืออาณาจักรอะไร จึงถามต่อ แต่เขากลับโกรธ..."
"คุณเคยอ่านพระคัมภีร์ของฟาตูสเร็กซ์ กาลทานัส หรือมุนด์คลาวิส มาก่อนไหม?" อบิเกลถามกลับ น้ำเสียงประหลาดใจ
ชาร์ลส์ส่ายหน้า "ไม่เคยครับ"
อบิเกลพยักหน้าเข้าใจ "มิน่า พ่อค้าถึงได้โกรธ อาณาจักรมหาบาปเป็เื่ราวพื้นฐานในพระคัมภีร์ของศาสนาเหล่านี้เลยนะ ต่อให้ไม่เคยอ่าน ก็น่าจะเคยได้ยินมาบ้าง"
"ผมไม่เคยได้ยินจริงๆ ครับ ไม่รู้ว่าหัวหน้าเอ็ดเวิร์ดเคยเล่าให้คุณฟังไหม..." เขาชี้บนขมับตนเอง "ว่าผมมีปัญหาเื่ความทรงจำ"
"อ๋อ..." อบิเกลพยักหน้า "ใช่ค่ะ หัวหน้าเคยเล่าให้ฟังบ้างแล้ว" เธอพิงโต๊ะ เริ่มเล่า "อาณาจักรมหาบาปในพระคัมภีร์ของทั้งสามศาสนามีรายละเอียดต่างกันมาก แต่มีจุดร่วมอยู่อย่างหนึ่ง... าาของอาณาจักรได้จูงใจให้ประชาชนทั้งหมดก่อฏต่อเหล่าทวยเทพ"
"สาเหตุของการฏ..." เธอชี้นิ้วขึ้นนับ "ฟาตูสเร็กซ์บอกว่าเป็เพราะความหยิ่งผยอง อยากแทนที่ทวยเทพ กาลทานัสว่าพวกเขาทะนงในภูมิปัญญา ถึงขั้นสร้างหอคอยสูงเสียดฟ้าท้าทายเทพ ส่วนมุนด์คลาวิสบอกว่าถูกปีศาจล่อลวง"
"แต่จุดจบเหมือนกันหมด... อาณาจักรถูกทำลาย ทวยเทพผิดหวังในมนุษย์จนถอนมือจากโลก กลับสู่ดินแดนนิรันดร์ ไม่เคยลงมาอีกเลย"
อบิเกลเดินไปที่ชั้นหนังสือ หยิบเล่มหนึ่งออกมา "นี่เป็ฉบับแปลของพระคัมภีร์ของฟาตูสเร็กซ์" เธอเปิดหนังสือ ชี้ให้ดู "ถ้าสนใจ ลองอ่านั้แ่หน้านี้ดูนะคะ มีเื่ราวของอาณาจักรมหาบาปละเอียดกว่าที่ฉันเล่า"
"ขอบคุณมากครับ" ชาร์ลส์กล่าวพลางรับหนังสือจากมืออบิเกล
เขาเดินออกจากห้อง ใบเบิกอุปกรณ์ในมือข้างหนึ่ง และพระคัมภีร์ฟาตูสเร็กซ์ในมืออีกข้าง ขณะที่เดินไปตามระเบียงทางเดิน เขาก้มมองปกหนังสือเก่าในมือ อาณาจักรที่ก่อฏต่อทวยเทพ นี่คงเป็ที่มาของชื่อว่ามหาบาป เื่ราวที่น่าสนใจและอาจเกี่ยวข้องกับตัวตนที่แท้จริงของเขา
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาเจาะลึกเื่พวกนี้ เขาประวิงเวลามามากพอแล้ว ชาร์ลส์สอดหนังสือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ มุ่งหน้าไปยังหน่วยวิทยาการ หวังว่าอุปกรณ์ที่จะได้รับจะช่วยให้เขาเข้าถึงความลับที่ซ่อนอยู่ในชั้นใต้ดินของสถานพยาบาลได้
หน่วยวิทยาการยังคงเต็มไปด้วยอุปกรณ์แปลกตามากมาย บางชิ้นคุ้นตา บางชิ้นดูเหมือนเพิ่งนำเข้ามาใหม่ ชาร์ลส์เดินตรงไปที่โต๊ะรับอุปกรณ์ ถือใบเบิกในมือ ครั้งนี้เขาจะไม่พลาดเหมือนครั้งก่อนที่มาขอเบิกอุปกรณ์โดยไม่มีเอกสาร
ชายาุโผมขาวคนเดิมยังคงนั่งประจำอยู่ที่โต๊ะ แว่นครึ่งวงกลมเกาะอยู่บนมุมจมูกเหมือนเคย เพียงแต่วันนี้เปลี่ยนจากชุดสีน้ำเงินเข้มมาเป็ชุดสีน้ำตาล เมื่อเห็นชาร์ลส์ เขาเงยหน้าขึ้นมอง จำได้ทันที ไม่ยากที่จะจดจำเ้าหน้าที่ที่เคยมาขอเบิกอุปกรณ์โดยไม่มีเอกสาร
"มีอะไรให้ช่วยไหม?" ชายชราถาม น้ำเสียงราบเรียบ
"ผม้าอุปกรณ์สำหรับเปิดทางที่ถูกปิดตาย" ชาร์ลส์วางใบเบิกลงบนโต๊ะ "มีอุปกรณ์อะไรที่เหมาะกับงานนี้บ้างไหม?"
ชายชราผู้นั้นขยับกรอบแว่นมองเอกสารที่อยู่บนโต๊ะ "คราวนี้นำใบเบิกมาด้วยสินะ ถือว่ามีการพัฒนา"
เขาพลิกอ่านเอกสาร "เอาล่ะ ช่วยอธิบายลักษณะของทางที่ถูกปิดให้ฟังหน่อย"
"มันเป็ประตูเหล็กที่ถูกปิดทับด้วยเศษหินและดินที่ถล่มลงมาจากเพดาน" ชาร์ลส์อธิบาย "แทรกตัวเข้าไปไม่ได้ และถ้าพยายามขุดหรือเคลื่อนย้ายผิดวิธี อาจทำให้โครงสร้างอาคารเก่าถล่มซ้ำ"
ชายชราครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกไปที่ชั้นวางของ เมื่อหาไม่พบสิ่งที่้า เขาจึงเดินหายเข้าไปด้านหลังห้อง กลับออกมาพร้อมอุปกรณ์สี่อย่าง
หมุดแหลมขนาดกะทัดรัด สิบกว่าอัน แต่ละอันขนาดพอวางรวมกันบนมือเดียวได้สามอัน เชือกสีเขียวตะไคร่หนึ่งม้วน
ขวดแก้วขนาดเท่าขวดเหล้า และพลั่วขุดดินหนึ่งอัน
เขาวางอุปกรณ์ทั้งหมดบนโต๊ะ เตรียมจะอธิบายวิธีใช้
ชายชราหยิบอุปกรณ์แต่ละชิ้นขึ้นมาอธิบาย "หมุดกับเชือกนี้ต้องใช้คู่กัน" เขาชูหมุดเล็กๆ ขึ้นมา "หมุดพิเศษพวกนี้ เมื่อตอกลงบนวัสดุใดก็ตาม มันจะจมลงได้ง่ายดายราวกับปักลงในโคลนเปียก"
เขาวาดมือเป็วงกลมในอากาศ "ให้ปักหมุดเป็วงกลมล้อมรอบบริเวณที่้าขุด จากนั้นใช้เชือกร้อยไปตามหมุดแต่ละอัน เชือกจะทำหน้าที่ยึดโครงสร้างภายนอกวงไว้ ป้องกันไม่ให้พังถล่มลงมา"
ชายชราหยิบขวดแก้วที่บรรจุของเหลวสีโคลนขึ้นมา "น้ำยานี้มีคุณสมบัติพิเศษ เมื่อราดลงบนดินหรือหินที่้าขุด มันจะทำให้วัสดุนั้นอ่อนตัวลงชั่วคราว ทำให้ขุดได้ง่ายขึ้น" เขาชูนิ้วเตือน "แต่ต้องระวังอย่างยิ่ง อย่าให้น้ำยาถูกิัเป็อันขาด"
"ส่วนพลั่วอันนี้..." เขาชูพลั่วขึ้น "เป็แค่พลั่วธรรมดา ใช้สำหรับขุดเท่านั้น"
ชาร์ลส์รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เขาคาดหวังว่าพลั่วจะมีความพิเศษเหมือนอุปกรณ์อื่นๆ แต่กลับเป็เพียงเครื่องมือธรรมดา
"มีอะไรที่ผมควรรู้อีกไหมครับ?" ชาร์ลส์ถาม ตั้งใจฟังทุกรายละเอียดด้วยความระมัดระวัง เพราะเขารู้ดีว่าความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจนำมาซึ่งอันตรายถึงชีวิต
"มี" ชายชราพยักหน้า "เชือกเส้นนี้มีข้อจำกัดด้านเวลา ใช้งานได้แค่หนึ่งชั่วโมง หากยังขุดไม่เสร็จแล้วฝืนทำต่อ โครงสร้างอาจถล่มได้" เขาชี้ที่เชือก "แต่ถ้าขุดเสร็จแล้ว ต่อให้เชือกหมดเวลา โครงสร้างก็จะยังคงอยู่อย่างนั้น ไม่พังทลาย"
"และอีกอย่าง" เขาเสริม "เมื่อครบกำหนดเวลา เชือกจะเผาไหม้ตัวเองจนหายไป ไม่ต้องกังวลเื่การเก็บคืน"
ชายชรารวบรวมอุปกรณ์ทั้งหมดใส่ถุง ส่งให้ชาร์ลส์ "
"ลงชื่อในใบเบิกให้ด้วย" ชายชรายื่นปากกาขนนกให้
เมื่อลงชื่อเสร็จ ชาร์ลส์หยิบถุงอุปกรณ์ขึ้นมาด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะขวดบรรจุน้ำยาที่อาจเป็อันตราย เขารีบเดินออกจากหน่วยวิทยาการ มุ่งหน้าไปยังคอกม้าที่อยู่ด้านหลังอาคาร คราวนี้เขาตัดสินใจเดินทางด้วยม้าตัวเดียว ไม่จำเป็ต้องใช้รถม้าและคนขับเหมือนครั้งก่อน การเดินทางคนเดี๋ยวจะคล่องตัวและรวดเร็วกว่า
ชาร์ลส์จัดแจงอุปกรณ์ใส่กระเป๋าหนังที่ติดอยู่บนอานม้าอย่างพิถีพิถัน ขวดน้ำยาสีโคลนถูกห่อด้วยผ้าหนานุ่มและแยกเก็บต่างหากเพื่อป้องกันการกระแทกแตก เขาตรวจสอบสายรัดอานอีกครั้งให้แน่ใจว่าทุกอย่างพร้อม ก่อนจะขึ้นขี่ม้าออกเดินทาง
เมื่อมาถึงสถานพยาบาลเซนต์มาร์กาเร็ต ภาพของอาคารร้างที่ทรุดโทรมปรากฏเบื้องหน้า ครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อน ไม่มีโจเซฟคู่หูคอยช่วยเหลือ เขาต้องทำภารกิจนี้เพียงลำพัง เหมือน่เวลาก่อนที่จะเข้าร่วมหน่วยพิเศษ
ชาร์ลส์มองหาที่ผูกม้าที่เหมาะสม ต้องเป็จุดที่ลับตาคนเพื่อป้องกันการขโมย แต่ก็ต้องแข็งแรงพอที่จะยึดม้าไว้ได้อย่างมั่นคง เมื่อพบที่เหมาะสม เขาก็ผูกม้าไว้อย่างแ่า หยิบอุปกรณ์ที่เบิกมาและตะเกียงน้ำมันไว้ติดตัว จากนั้นจึงมุ่งหน้าเข้าสู่ซากปรักหักพังที่ครั้งหนึ่งเคยเป็ที่พึ่งพาของผู้เจ็บป่วย
ต้นไม้และวัชพืชได้แผ่กิ่งก้านปกคลุมทางเดิน เขาก้าวผ่านพวกมันไปอย่างระมัดระวัง มุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของหัวหน้าสถานพยาบาล ที่ซึ่งซ่อนบันไดลงสู่ห้องใต้ดิน
เมื่อเข้ามาในห้อง สายตาของเขาจับจ้องไปที่ผนังซึ่งเป็ทางเข้าสู่ห้องลับ ประตูเหล็กที่พวกเขาเคยเปิดไว้ในการสำรวจครั้งก่อนยังคงอยู่ที่เดิม รอยไหม้จากเพลิงอัคคีเมื่อเจ็ดปีก่อนยังคงประทับอยู่บนผนัง เป็เครื่องเตือนใจถึงโศกนาฏกรรมที่เคยเกิดขึ้น
ไม่รอช้าเขาหยิบตะเกียงน้ำมันออกมา กระซิบคาถา "นูร์ คัลลา" ด้วยน้ำเสียงประหลาดที่ผสมผสานระหว่างเสียงชายและหญิง ทันใดนั้น เปลวไฟสีส้มก็ปรากฏขึ้นที่ปลายนิ้วของเขา เขาค่อยๆ นำเปลวไฟนั้นไปจุดไส้ตะเกียง แสงสว่างนวลตาค่อยๆ แผ่กระจายไปทั่วบริเวณ
ชายหนุ่มเริ่มก้าวลงบันไดหินแคบที่ทอดยาวลงสู่ความมืด เสียงรองเท้าหนังกระทบกับขั้นบันไดที่ชื้นแฉะดังก้องไปตามทางเดิน กลิ่นอับชื้นผสมกับฝุ่นเก่าแก่ลอยมาเตะจมูก วันนี้โชคดีที่ฝนไม่ตก จึงไม่มีน้ำรั่วซึมลงมาจากเพดานเหมือนครั้งก่อน
เขาเดินมาถึงพื้นที่ราบเล็กๆ ที่เชื่อมต่อกับทางเดินแคบ ก่อนจะเดินต่อไปจนถึงปลายทาง แสงจากตะเกียงทำให้เห็นบานประตูไม้ที่เปิดแง้มอยู่เบื้องหน้า ชาร์ลส์รู้ว่าเขามาถึงจุดหมายแล้ว
ภายในห้อง แสงตะเกียงเผยให้เห็นโต๊ะทดลองยาวเรียงราย ทุกอย่างเต็มไปด้วยฝุ่นหนา และมีร่องรอยการรื้อค้นที่เขาและโจเซฟทิ้งไว้จากการสำรวจครั้งก่อน สายตาของเขาจับจ้องไปที่รอยแตกขนาดใหญ่บนผนัง ทอดยาวไปจนถึงทางเดินที่ถูกปิดตาย จุดที่พวกเขาไม่สามารถผ่านเข้าไปได้ในครั้งก่อน
ชาร์ลส์วางตะเกียงลงบนโต๊ะที่ใกล้ที่สุด แสงสว่างสาดส่องไปยังทางที่ถูกปิดตาย เขาหยิบอุปกรณ์ที่เพิ่งเบิกมาออกจากถุง พร้อมที่จะเริ่มภารกิจเปิดทางลับที่ซ่อนความจริงบางอย่างไว้เื้ั
ชาร์ลส์หยิบหมุดพิเศษออกมาจากถุง พิจารณาพื้นที่ตรงหน้าอย่างละเอียด เขาต้องวางหมุดให้ครอบคลุมบริเวณที่จะขุด แต่ก็ต้องไม่กว้างเกินไปจนเสียเวลา หรือแคบเกินไปจนทำงานลำบาก
เขาเริ่มปักหมุดลงผนัง วาดเป็วงกลมรอบบริเวณที่ถูกปิดตาย แต่ละหมุดจมลงในหินได้อย่างง่ายดายราวกับปักลงบนดินเหลว เมื่อปักหมุดครบ เขาหยิบเชือกสีเขียวตะไคร่ออกมา ร้อยผ่านหมุดแต่ละอันจนครบวง
"หนึ่งชั่วโมง" เขาพึมพำกับตัวเอง นึกถึงคำเตือนของชายชราเื่เวลาจำกัดของเชือก
จากนั้นเขาหยิบขวดแก้วที่บรรจุของเหลวสีโคลนออกมาอย่างระมัดระวัง ถอดจุกออกช้าๆ กลิ่นเหม็นประหลาดเหมือนกับกองเศษเปลือกไม้เปียกน้ำหลังฝนตกลอยออกมา
ชาร์ลส์เทของเหลวลงบนเศษหินและดินที่ปิดกั้นทางเดิน ของเหลวไหลซึมลงไปในเนื้อวัสดุอย่างรวดเร็ว เขาสังเกตเห็นว่าบริเวณที่ถูกราดด้วยน้ำยาเริ่มมีไอระเหยบางๆ ลอยขึ้นมา พร้อมกับเสียงแตกหักเบาๆ เหมือนน้ำแข็งละลาย
"สิบห้านาที" เขาบอกตัวเอง จับเวลาในใจ รู้ดีว่าต้องทำงานให้เสร็จก่อนน้ำยาหมดฤทธิ์
เขาหยิบพลั่วขึ้นมา เริ่มขุดในจุดที่น้ำยาทำให้วัสดุอ่อนตัว พลั่วจมลงไปในเศษหินที่กลายเป็เนื้ออ่อนนุ่มได้อย่างง่ายดาย เขาขุดอย่างรวดเร็วแต่ระมัดระวัง
เหงื่อเริ่มผุดซึมบนหน้าผากขณะที่เขาขุดลึกลงไปเรื่อยๆ เวลาผ่านไปราวสิบนาที ช่องทางเริ่มปรากฏชัดขึ้น แต่ยังไม่กว้างพอที่จะลอดผ่านได้ เขาต้องเร่งมือขึ้น ก่อนที่ทั้งน้ำยาและเชือกจะหมดเวลา
ขณะที่กำลังขุด เขาได้ยินเสียงแปลกๆ ดังมาจากด้านหลังกองเศษหิน เสียงคล้ายลมหายใจ หรือเสียงกระซิบ... หรืออาจเป็แค่ลมที่พัดผ่านช่องแคบ? ชาร์ลส์หยุดมือชั่วครู่ เงี่ยหูฟัง แต่เสียงนั้นก็เงียบหายไป
เขาสั่นศีรษะไล่ความคิด ก่อนจะกลับมาขุดต่อ ไม่มีเวลามาวิตกกับเสียงประหลาด เขาต้องเร่งมือให้เสร็จก่อนที่น้ำยาจะหมดฤทธิ์ ไม่อย่างนั้นวัสดุที่อ่อนตัวอยู่จะกลับมาแข็งตัว
ในที่สุด ช่องทางก็กว้างพอที่จะลอดผ่านได้ ชาร์ลส์เช็ดเหงื่อที่ไหลอาบใบหน้า สังเกตเห็นว่าเชือกสีเขียวตะไคร่เริ่มส่งประกายวาบๆ บ่งบอกว่าเวลาใกล้หมดลง เขารีบขุดเพิ่มอีกเล็กน้อยหวังว่าจะให้ตนเองรอดผ่านไปได้อย่างสะดวกมากขึ้น
จนในที่สุดเขาได้ยินเสียงเชือกเริ่มลุกไหม้ตัวเองไฟสีส้มวาบผ่านปรากฏเป็ต้นแสงจุดที่สองนอกจากตะเกียงที่วางอยู่บนโต๊ะสว่างขึ้นทั่วห้อง ก่อนที่จะกลายเป็เท่าธุลีหายไป
ชายหนุ่มหยุดมือ วางพลั่วแทนไม้เท้าประคองตนเองพักหายใจให้หายเหนื่อย
ชาร์ลส์พยุงตัวลุกขึ้นยืน ดวงตาจับจ้องไปยังช่องทางมืดมิดเบื้องหน้า เขาเดินไปหยิบตะเกียงบนโต๊ะ แสงสว่างสาดส่องเข้าไปในช่องทางที่เพิ่งขุดเสร็จ เผยให้เห็นทางเดินที่ทอดยาวลึกเข้าไปในความมืด
กลิ่นอับชื้นและบางอย่างที่คล้ายกลิ่นยาเก่าโชยออกมาจากช่องทาง เสียงกระซิบประหลาดที่เขาได้ยินก่อนหน้านี้ดัง ที่แท้เป็เสียงลมที่ลอดผ่านช่องที่เขาขุดไว้ มันราวกับมีใครกำลังพูดคุยกันอยู่ในความมืด
ชาร์ลส์สูดหายใจลึก กระชับตะเกียงในมือ และก้มตัวลอดผ่านช่องทางที่เพิ่งขุดเสร็จ ผ่านประตูเหล็กเข้าสู่ความลับที่ซ่อนอยู่เื้ั
