ติงเหว่ยหยุดพูดไปครู่หนึ่งและจัดระเบียบความคิดอีกครั้ง จากนั้นก็พูดว่า “ชาวบ้านต้องจ่ายข้าวโพดหลายจิน หรือพ่อค้าก็ต้องจ่ายเงินสิบกว่าเหวินถึงจะสามารถไม่ต้องไปใช้แรงงานได้ ไม่ว่าจะคิดอย่างไรพวกเขาก็เต็มใจ หากว่าทั้งสองเื่นี้ยังไม่สามารถรองรับเหล่าทหารที่ปลดประจำการทั้งหมดได้ งั้นก็สามารถใช้วิธีลดภาษี และสนับสนุนให้พ่อค้าหรือโรงงานจ้างเหล่าทหาราเ็เหล่านี้เพื่อทำงานใช้แรงงาน หรือไม่ก็เปิดโรงงานเพื่อสนับสนุนกองทัพไปเลย…”
ติงเหว่ยยิ่งพูดเร็วขึ้นเรื่อยๆ สิ่งเหล่านี้ชาติตะวันตกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย และมีประสิทธิภาพสูง
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือได้ยกระดับฐานะของเหล่าทหารพิการ ไม่เพียงแต่ทหารพิการ เหล่าทหารที่ปลดประจำการกลับบ้าน ผู้ตรวจการณ์ในศาลาที่ว่าการ หรือแม้กระทั่งเหล่านายอำเภอของแต่ละหมู่บ้านล้วนต้องได้รับการจ้างงานเป็อันดับแรก เข้าออกเมืองไม่ต้องจ่ายเงิน ครอบครัวของทหารที่เสียชีวิตได้ลดภาษีพืชผล สรุปก็คือประชาชนทั่วทั้งซีเฮ่าจะต้องถูกปลูกฝังให้สนับสนุนกองทัพ และต่อไปก็จะไม่ต้องกังวลกับการใช้ชีวิตของเหล่าทหารอีกต่อไป หากว่ามีาขึ้นมาอีกและถ่ายทอดคำสั่งเกณฑ์ทหารออกไป เกรงว่างคนหนุ่มๆ จะพากันสมัครเข้ามาอย่างล้นหลาม…”
ติงเหว่ยพูดอย่างตื่นเต้น โดยที่ไม่ทันได้สังเกตเลยว่าสายตาของเหล่าคนในกระโจมที่มองมาที่นางไม่ใช่แววตาชื่นชมอย่างง่ายๆ อีกต่อไป แต่สีหน้าของพวกเขากลับเต็มไปด้วยความสงสัยและตื่นตระหนก
ต่อให้ก่อนหน้านี้ผู้าุโเหว่ยจะได้ยินลูกศิษย์ของตนเองพูดถึงเื่นี้สองสามครั้ง แต่ตอนนี้ก็อดไม่ได้ที่จะใ เขาโยนถ้วยชาในมือทิ้งไปแล้วะโออกมาว่า “สาวน้อย สิ่งเหล่านี้เ้าไปฟังมาจากที่ไหนกัน? ก่อนหน้านี้ข้าเคยได้ยินข่าวลือโง่ๆ ว่าเ้าได้รับการถ่ายทอดวิชาจากท่านย่าเทวาูเาข้าเองก็ไม่เชื่อ แต่วันนี้เมื่อดูแล้วหากมีคนบอกว่าเ้าคือเหวินฉวี่ซิง [1] มาจุติบนโลกมนุษย์ข้าก็คงเชื่อไปแล้ว!”
ติงเหว่ยพึมพำพร้อมเบิกตากว้าง นางจ้องไปที่อาจารย์ของตนเอง และมองไปทางกงจื้อิและเฟิงจิ่วนายบ่าวทั้งสอง ในใจของนางก็รู้สึกเสียดายเล็กน้อย เมื่อครู่นี้นางพูดอย่างตื่นเต้นไปหน่อยและก็เห็นใจทหารที่พิการเ่าั้จริงๆ ทำให้ในชั่วขณะหนึ่งนางพูดอย่างตื่นเต้นจนลืมที่จะไม่แสดงความคิดเห็นหรือปกปิดทักษะเอาไว้
ต่อให้ก่อนหน้านี้นางจะเปิดเผยออกมาบ้างเป็ครั้งคราว แต่อย่างไรก็สามารถแก้ตัวได้ว่านางฉลาดเฉลียวมาั้แ่เด็ก แล้วก็ชอบวิชาการรักษาด้วย แต่คำพูดในคืนนี้เกี่ยวข้องกับการจัดการเหล่าทหารที่พิการ และแม้แต่นโยบายของวังหลวงและหน้าที่ของทางการ ตัวนางที่เป็หญิงสาวชาวบ้านคนหนึ่งช่างน่าสะดุดตาเกินไปจริงๆ
“เอ่อ ข้าก็แค่ไม่มีอะไรทำก็เลยลองคิดดูสักหน่อย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวิธีการพวกนี้จะใช้ได้จริงหรือเปล่า?”
ติงเหว่ยตอบอย่างคลุมเครือ จากนั้นก็เก็บถ้วยจานตะเกียบ และพยายามจะหนีผ่านไปอย่างไม่รู้ไม่ชี้ แต่น่าเสียดายที่กงจื้อิกลับจ้องนางอย่างไม่วางตา ราวกับว่าจะจุดไฟบนศีรษะของนางอย่างไรอย่างนั้น ทำให้นางเงยหน้าขึ้นและถลึงตากลับไป
ดวงตาของกงจื้อิทอประกายขึ้นมาชั่วครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็หัวเราะออกมาเสียงดังอย่างมีความสุข ต่อให้จะรู้จักหญิงสาวคนนี้มานานแค่ไหน กอดนางไว้ในอ้อมแขนไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง นางก็ยังคงเหมือนสมบัติล้ำค่าไม่มีผิด ยิ่งค้นหายิ่งทำให้รู้สึกประหลาดใจ
คงไม่ต้องบอกว่าผู้าุโเหว่ยชนะการเดิมพันครั้งนี้แล้ว แต่เขากลับทนไม่ได้ที่จะเห็นกงจื้อิได้ดั่งใจ เขาเม้มปากและพูดเยาะเย้ยออกมาว่า “เ้าหนุ่ม เ้าช่างโชคดีจริงๆ เลย สาวน้อยที่ดีขนาดนี้กลับถูกเ้าผูกติดไว้ข้างกาย มิเช่นนั้น เหอะ! ผู้ชายดีๆ บนโลกใบนี้คงไม่มีใครคู่ควรกับนาง!”
กงจื้อิเงยหน้าขึ้นและเชิดคาง นี่เป็ครั้งแรกที่เขามองไปที่ผู้าุโอย่างจริงจังและพูดอย่างเ็าว่า “ท่านลุงเหว่ย ท่านไม่ควรมีความคิดเช่นนั้นจะเป็การดีที่สุด นางเป็ของข้าไม่ว่าเมื่อไร หากใครกล้าอยากได้ มันผู้นั้นต้องตาย!”
ผู้าุโคิดจะโต้กลับ แต่ในยามนี้ชายหนุ่มที่ถูกเขาสั่งสอนอยู่บ่อยๆ สีหน้ากลับเ็าอย่างยิ่ง กลิ่นอายของความแข็งแกร่งและการนองเืที่มาจากการรบราฆ่าฟันในาเป็พันเป็หมื่นครั้งก็แผ่ออกมาปกคลุมทันที ทำให้เขาอดที่จะตัวสั่นขึ้นมาไม่ได้
สุดท้ายเขาก็ไม่กล้าโต้อะไรออกไป ริมฝีปากของเขาสั่นเทาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็พูดออกมาประโยคหนึ่งว่า “พรุ่งนี้อย่าลืมให้ผู้าุโอวิ๋นมาหาข้าด้วย!”
หลังจากพูดจบเขาก็เดินออกจากกระโจมไป ลมเย็นๆ ในฤดูหนาวพัดมากระทบที่ร่างของเขา ช่างหนาวเย็นไปถึงขั้วกระดูก และเขาก็ถอนหายใจยาวออกมา จากนั้นก็หันไปมองทางกระโจมและพูดออกมาด้วยความโมโหว่า “เ้าเด็กชั่ว มาขู่ให้ข้าใกลัวงั้นหรือ คอยดูเถอะวันหลังหากเ้าถูกพิษขึ้นมาอีกใครจะช่วยชีวิตเ้า! ฮึ่ม!”
ภายในกระโจมเฟิงจิ่วยกถ้วยชามออกไปอย่างเงียบๆ ปล่อยให้ติงเหว่ยจิ้มไปที่กงจื้อิ และพูดด้วยความโมโหว่า “ท่านอาจารย์ไม่ใช่ศัตรูสักหน่อย ไหนเลยจะต้องข่มขู่เขาด้วย?”
สาวงามเป็ดั่งสุสานของวีรบุรุษ [2] ต่อให้จะเป็บุรุษที่โเี้ขนาดไหนก็ไม่อาจทนเห็นน้ำตาหนึ่งหยดของสตรีที่ตนเองรักได้
กงจื้อิเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น กลิ่นอายแห่งความโกรธรอบๆ ตัวของเขาหายไปในทันที เขาเอื้อมมือออกไปดึงติงเหว่ยเข้ามาไว้ในอ้อมแขนและวางคางลงบนศีรษะของนาง เขาเงียบไปครู่ใหญ่จากนั้นก็พูดออกมาอย่างเอาแต่ใจว่า “ข้าไม่ได้พูดโกหก ไม่ว่าใครก็ห้ามอยากได้เ้า!”
“ท่านคิดว่าข้าเป็ปลาเค็มอยู่บนคานที่ล่อตาล่อใจแมวทั้งวันไปได้” ติงเหว่ยก้มหน้าลงและกัดแขนเขา “แรงๆ” หนึ่งที และนางก็ยิ้มอ่อนหวานออกมาอย่างช่วยไม่ได้
นางไม่รู้เลยว่า ในที่ที่ห่างไกลเป็พันลี้แห่งหนึ่ง จะมีแมวตัวหนึ่งที่กำลังทะเลาะเพื่อปลาเค็มอย่างนาง
……
าในเมืองจินโจวกำลังดุเดือด ส่วน่นี้ในเมืองหลวงของซีเฮ่าก็ “คึกคัก” เป็พิเศษ
ในค่ำคืนนี้ประตูจวนของอัครมหาเสนาบดีถูกปิดอย่างแ่า แต่ในเรือนหลักกลับจุดไฟอย่างสว่างไสว
บ่าวชายในชุดสีเขียวและหมวกใบน้อย กับสาวใช้ในชุดสีแดงจำนวนมากแอบรวมตัวกันอยู่ริมกำแพงนอกเรือนหลัก ใบหน้าของพวกเขามีความหวาดกลัวสามส่วนและความประหลาดใจเจ็ดส่วน พวกเขาทั้งหมดต่างก็กำลังแอบถกเถียงกันอยู่อย่างเงียบๆ
ก่อนหน้านี้ คุณชายที่หายตัวไปหลายวันไม่รู้ว่ากลับมาจากที่ไหน ถึงแม้ท่านผู้าุโจะไม่ได้พูดอะไร แต่ก็ถือได้ว่าปลอดภัยไม่มีอะไรน่าเป็ห่วง แต่มาวันนี้ไม่รู้ว่าคุณชายไปได้ยินอะไรมาจากข้างนอก เขาพุ่งกลับมาด้วยความโมโห และบันดาลโทสะออกมา ต่อให้ผู้าุโจะเชิญอาจารย์มา แต่เขาก็ไม่ลดเสียงลงเลยแม้แต่น้อย
คนรับใช้ทุกคนถูกผู้ดูแลบ้านไล่ออกมาจากเรือนหลักตั้งนานแล้ว แต่ตอนนี้พวกเขาก็ยังได้ยินเสียงทะเลาะกันของสองพ่อลูกดังแว่วๆ มา
ภายในห้องโถงของเรือนหลักอัครมหาเสนาบดีฟางที่อายุมากกว่าห้าสิบปีไปแล้วกำลังหอบหายใจด้วยความโกรธและโยนหวายในมือทิ้งไป และพูดตำหนิว่า “เ้าลูกอกตัญญู เ้าทำเพื่อคนนอกและไม่เชื่อฟังบิดามารดา หากเื่นี้แพร่ออกไป ข้ายังจะมีหน้าไปยืนในท้องพระคลังอีกหรือ”
“เหอะ ท่านไปวังหลวงเพื่อไปเสนอความคิดเห็นให้คนผู้นั้นลอบสังหารสตรีและเด็ก มิสู้กลับใจแล้วอบรมสั่งสอนข้าอยู่ที่บ้านเสียยังดีกว่า!”
เสื้อคลุมด้านหลังของฟางซิ่นถูกมัดไว้ใต้เข็มขัด และปิ่นปักผมที่ทำจากไม้หวังหยางไม่รู้ว่าตกไปอยู่ที่ไหน ทรงผมของเขาเละเทะไปหมด ท่าทางดูจนตรอกไม่น้อย
อัครมหาเสนาบดีฟางนานๆ จะได้เห็นท่าทางเช่นนี้ของลูกชาย ราวกับว่าครั้งที่แล้วที่เห็นก็คืองานศพของกงจื้อิ ลูกชายกวัดแกว่งหอกไปมาและสกัดทหารไว้ทั้งหมดสิบกว่าคน เพื่อขัดขวางไม่ให้โลงศพตกลงไปในหลุมศพ ช่างเป็ความรู้สึกที่แน่วแน่จริงๆ
เมื่อคิดเช่นนี้ ผู้าุโก็มีสีหน้ามีความสุขขึ้นมา เขาเกลี้ยกล่อมกึ่งตำหนิไปด้วยว่า “ไม่ต้องก่อเื่แล้ว เ้าจะไปรู้อะไร! ที่ข้าทูลฮ่องเต้พระองค์ใหม่ให้เขาส่งนักฆ่าไปที่จินโจว ประการแรกข้า้าให้เหล่าขุนนางและทหารในราชสำนักได้เห็นอย่างชัดเจนว่าฮ่องเต้พระองค์ใหม่นี้ไม่ได้มีคุณธรรมและสูงส่งขนาดนั้น ประการที่สองข้าอยากจะลองดูว่าเ้าหนุ่มนั่นจะสามารถรอดพ้นไปได้หรือไม่ หากว่าทุกวันนี้เขายังไม่สามารถปกป้องคนรอบๆ ตัวเอาไว้ได้ ต่อให้ก่อนหน้านี้จะหนีรอดมาได้ครั้งหนึ่ง เกรงว่าต่อไปก็ยากที่จะทำเื่ใหญ่ให้สำเร็จได้ เหล่าครอบครัวชั้นสูงที่เป็จิ้งจอกเ้าเล่ห์พวกนั้นล้วนแต่หากไม่เห็นกระต่ายก็ไม่ปล่อยเหยี่ยว [3] หากข้าไม่ทดสอบเช่นนี้เ้าคิดว่าพวกเขาจะเต็มใจยอมเสี่ยงอันตรายโค่นล้มบรรพบุรุษเพื่อช่วยให้เ้าหนุ่มนั้นนั่งบัลลังก์บนนั้นอย่างนั้นหรือ?”
ผู้าุโยิ่งพูดก็ยิ่งมีน้ำโห เขาถลึงตามองไปที่ลูกชายหนึ่งทีและพูดว่า “อีกอย่างเซียวเฉิงก็เป็คนโง่เขลาที่ชอบความทะเยอทะยาน การที่ส่งเขาไปที่นั่นก็ถือเป็ข้อบกพร่องอันใหญ่หลวง เ้าไม่ได้ยินข่าวหรือว่าเขาไปฟังใครล่อลวง พาคนไปจับแม่ครัวสาวคนหนึ่ง ผลปรากฏว่าเหล่านักฆ่าถูกสังหารตายทั้งหมด ทุกวันนี้อับอายกลายโทสะจึงได้บีบบังคับให้กองทัพเจ็ดหมื่นนายของจูโจวออกไปทำา แล้วก็ถูกเ้าหนุ่มคนนั้นตีกลับมาจนพ่ายแพ้ราบคาบ”
ผู้าุโคิดว่าเขาจะได้รับการอภัยจากลูกชายอย่างแน่นอนหากว่าเขาอธิบายเหตุผลและบอกความจริงออกไป ไหนเลยจะคิดถึงว่า “แม่ครัว” ผู้บริสุทธิ์ที่เกือบต้องถูกจับตัวจะเป็ดั่งเกล็ดใต้คอั [4] ของลูกชายเขา
ฟางซิ่นนึกถึง่เวลาเ่าั้ หญิงสาวคนนั้นตั้งใจคอยดูแลเสื้อผ้าและอาหารของเขาอย่างพิถีพิถัน เล่าเื่ราวได้อย่างสนุกสนานและมีชีวิตชีวา ใบหน้าอบอุ่นที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของนางในขณะที่อุ้มลูกอยู่ ความหดหู่ในใจของเขาก็เพิ่มขึ้นอีกสามส่วน “ปกติท่านพ่อชอบที่จะพูดถึงเหล่าประชาชนติดปากอยู่เสมอ หรือว่า “แม่ครัว” ที่ท่านพูดถึงนั้นไม่ใช่ประชาชนอย่างนั้นหรือ นางก็ควรจะเสียสละชีวิตตนเองเพื่อการทดสอบของท่านอย่างนั้นหรือ? ท่านพ่อไม่ลองถามนางดูบ้างว่านางใช้ชีวิตอย่างยากลำบากขนาดไหน หรือว่านางมีลูกที่ต้องเลี้ยงดูหรือไม่?”
อัครมหาเสนาบดีฟางเองก็โมโหขึ้นมาบ้าง เขาไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดลูกชายของเขาจะหาเื่อย่างไม่มีเหตุผลแทนแม่ครัวธรรมดาๆ คนหนึ่ง ในขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากตำหนิ ก็ได้ยินลูกชายพูดออกมาว่า “จริงสิ ข้าก็ลืมไป หากท่านใส่ใจหญิงสาวสักคนหนึ่ง ท่านแม่ของข้า…นางจะอดทนจนตายทั้งๆ ที่มองดูประตูจวนอยู่ได้เช่นไร!”
“บังอาจ!” อัครมหาเสนาบดีฟางจู่ๆ ก็ถูกดึงเกล็ดใต้คอัออก เขาโมโหจนด่าออกมาเสียงดัง เขายกมือขึ้นตบลงไปหนึ่งฉาด
ฟางซิ่นถูกตีจนตัวงอ จากนั้นเขาก็เช็ดคราบเืตรงมุมปาก และพูดด้วยเสียงเ็าว่า “ที่แท้ท่านก็ยังจำท่านแม่ของข้าได้ บางครั้งข้าก็อดสงสัยไม่ได้จริงๆ ว่าข้าเกิดมาจากก้อนหินหรือว่าเกิดมาจากท่านเป่าลมในอากาศกันแน่”
“เ้า…” อัครมหาเสนาบดีฟางโกรธจัด เขาเข่าอ่อนและนั่งลงที่เก้าอี้ด้านหลัง หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งเขาก็มองไปที่ลูกชายที่ยังชูคอขึ้นอย่างท้าทาย และเขาก็นึกถึงหญิงสาวคนนั้นที่เขาติดค้างอะไรมากมาย สีหน้าโกรธของเขาก็ค่อยๆ คลายลง
“เป็ข้าที่ทำผิดต่อแม่ของเ้า เ้า…”
เขากำลังพูดได้ครึ่งหนึ่ง ด้านนอกประตูจู่ๆ กลับมีคนรายงานด้วยเสียงแ่เบาว่า “ท่านผู้าุโ ทางใต้มีข่าวส่งมาถึงแล้ว”
ดวงตาของอัครมหาเสนาบดีฟางทอประกายขึ้นมาชั่วครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็หันไปตอบว่า “เอาเข้ามาได้”
เสียงบานประตูเลื่อนดังขึ้น ชายวัยกลางคนที่มีหน้าตาธรรมดาทั่วไปโค้งคำนับและเดินเข้ามา เขาใช้มือทั้งสองข้างส่งจดหมายฉบับหนึ่งออกมา จากนั้นก็ถอยไปยืนเงียบๆ อยู่ข้างประตูเพื่อรอฟังคำสั่งจากนายท่าน
อัครมหาเสนาบดีฟางตรวจสอบตราประทับบนจดหมาย จากนั้นก็เปิดออกดู ผลปรากฏว่ายิ่งอ่านสีหน้าของเขาก็ยิ่งแปลกและสับสนมากขึ้นเท่านั้น
ความบาดหมางของพ่อลูกไม่มีข้ามคืน ฟางซิ่นก็เป็ห่วงสถานการณ์าที่จินโจว ตอนนี้เขาเองก็ทนไม่ไหวจึงเอ่ยปากถามว่า “ท่านพ่อ ตกลงแล้วเป็ยังไงกันแน่?”
อัครมหาเสนาบดีฟางกลับเอากระดาษใส่กลับไปในซองจดหมาย เขาเงยหน้ามองลูกชายด้วยสีหน้าจริงจัง “แม่ครัวคนนั้นที่เ้าพูดถึงก่อนหน้านี้ เล่าเื่ของนางให้ข้าฟังทั้งหมดโดยละเอียดอีกที”
เมื่อฟางซิ่นได้ยินดังนั้นเขาก็นั่งตัวตรงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เขาครุ่นคิดในใจอยู่ครู่ใหญ่จากนั้นก็พูดออกมาว่า “ท่านพ่อ ทำไมถึงถามเื่นี้ขึ้นมา? แม่นางติงเป็หญิงสาวชาวบ้านที่อยู่อย่างสันโดษ ทำอาหารเก่ง และเข้าใจการแพทย์นิดหน่อย ในตอนที่เทียนเป่าไม่สบายนางถูกลุงอวิ๋นเชิญเข้ามาในจวนสกุลอวิ๋นเพื่อคอยดูแลอาหารการกินของเทียนเป่า”
“หญิงสาวชาวบ้าน?” อัครมหาเสนาบดีฟางไม่อยากจะเชื่อเลยแม้แต่น้อย “เ้าคิดว่าหญิงสาวชาวบ้านจะสามารถวิพากษ์วิจารณ์เื่กองทัพได้อย่างนั้นหรือ? จัดตั้งหมอทหาร เปิดเส้นทางไปรษณีย์หลังจบา บำรุงรักษาถนนสายหลัก ทำความสะอาดถนนในเมือง จัดการเหล่าทหารที่าเ็หรือพิการ ปรับลดภาษีร้านค้า สนับสนุนให้ร้านค้าและโรงงานจ้างงานทหารที่พิการ นโยบายดีๆ เช่นนี้ ไม่ต้องพูดถึงพวกไม่ทำงานทำการในวังหลวง แม้แต่ข้าก็ยังคิดไม่ออก หากว่านางเป็หญิงสาวชาวบ้านจริงๆ เกรงว่าขุนนางและทหารในวังหลวงคงต้องไปเป็ขอทานอยู่ข้างถนนเสียแล้วกระมัง!”
ฟางซิ่นได้ฟังก็ใจร้อน เขาไม่สนใจเื่มารยาทอีกต่อไปและคว้าจดหมายจากในมือพ่อของเขามา หลังจากที่อ่านอย่างรวดเร็วเขาก็อดไม่ได้ที่จะตบโต๊ะพร้อมยิ้มออกมา “เยี่ยมจริงๆ ช่างเป็วิธีการที่ดีจริงๆ! ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนางถึงสามารถเล่าเื่ที่ดีอย่างสามก๊กออกมาได้ ช่างเป็กลยุทธ์ที่ไร้เทียมทานจริงๆ!”
“สามก๊กคืออะไร? ลองพูดให้ข้าฟังสักหน่อย” อัครมหาเสนาบดีฟางรีบถามต่อ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะฟางซิ่นไม่ยอมพูดออกมา “เทียนเป่าจดบันทึกเื่นี้เอาไว้แล้ว เพื่อเตรียมจะเก็บไว้เป็สมบัติล้ำค่าประจำตระกูลเอาไว้ให้ลูกหลานได้ศึกษา ข้าฟังไปด้วยมากกว่าครึ่งก็ถือว่าเสียมารยาทแล้ว ท่านพ่ออย่าถามซักไซ้อีกเลย”
-----------------------------------------
[1] เหวินฉวี่ซิง 文曲星 หมายถึง ตามความเชื่อของชาวจีนคือดวงดาวแห่งการศึกษา ศาสตร์ต่างๆ สติปัญญา เทพผู้อุปถัมภ์ด้านการศึกษา มักใช้อุปมาคนที่มีสติปัญญาสูงและรอบรู้
[2] สาวงามเป็ดั่งสุสานของวีรบุรุษ 美人乡是英雄的坟墓 หมายถึง ความงามอาจนำไปสู่ความสูญเสียของวีรบุรุษ สำนวนนี้มีที่มาจากความสัมพันธ์ของสาวงามกับวีรบุรุษในประวัติศาสตร์หรือวรรณคดีจีนโบราณ ซึ่งมักใช้เพื่ออธิบายเสน่ห์แห่งความงามที่มากพอจะทำให้วีรบุรุษลุ่มหลงอยู่ในนั้นจนนำไปสู่ความโชคร้ายหรือความล้มเหลวในที่สุด
[3] ไม่เห็นกระต่ายก็ไม่ปล่อยเหยี่ยว 不见兔子不撒鹰 หมายถึง ลงมือเมื่อเห็นเป้าหมายชัดเจนเท่านั้น
[4] เกล็ดใต้คอั 逆鳞 หมายถึง ใต้คางัจะมีเกล็ดทรงจันทร์เสี้ยวสีขาวขนาดราวฝ่ามืออยู่ ซึ่งเกล็ดนี้จะหันไปในทางตรงข้ามกับเกล็ดบริเวณอื่น ถือเป็จุดที่บอบบางและหวงแหนของั เชื่อกันว่าหากมีใครโจมตีไปที่บริเวณนั้นัจะโกรธจัดและฆ่าคนผู้นั้น มักนำมาใช้อุปมาถึงของรักของหวงที่ไม่อยากให้ใครแตะต้อง เื่ที่ไม่อนุญาตให้คนอื่นกล่าวถึง หรือขอบเขตที่ไม่้าให้ใครรุกล้ำเข้ามา
