เมื่อพูดถึงเื่ดวงตาของหญิงวัยกลางคน จางอิ่นเซิงก็ตกอยู่ในห้วงความคิด
เนิ่นนาน เขาถึงได้สติดึงฮั่วเสี่ยวเหวินออกจากบ้าน พ่อของจางอิ่นเซิงะโถามตามมา “อิ่นเซิง แกจะไปไหน?”
จางอิ่นเซิงตอบว่า “ไม่ได้ไปไหน แค่ออกมานอกบ้าน”
ฮั่วเสี่ยวเหวินสงสัยว่าเื่อะไรกันที่คุยในบ้านไม่ได้? ถึงกับต้องลากเธอออกมาคุยข้างนอกเท่านั้น
จางอิ่นเซิงยิ้มขมขื่น “ความจริงแล้วหากเรียนซ้ำชั้นอีกปี ฉันน่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยผ่าน”
“ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่เรียนซ้ำล่ะ?”
ฮั่วเสี่ยวเหวินรู้สึกว่าตัวเองโง่มากหลังจากถามออกไปแล้ว ทั้งที่เห็นอยู่ตำตาแต่ยังจะถามอีก ฐานะครอบครัวของเขาเป็เช่นนี้คงไม่ได้เรียนต่อเพราะไม่มีเงินแน่ๆ
จางอิ่นเซิงไม่ตอบ เขาย่อตัวนั่งลงบนบันไดหิน ก้มหน้าลงเหมือนเ็ปใจมากที่จะพูดถึง
ไม่รู้จะเรียกว่าเป็โชคร้ายได้หรือไม่ ปีนั้นจางอิ่นเซิงขาดอีกแค่ห้าคะแนนก็จะเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว
สมัยนั้นยังไม่มีการแบ่งหลักสูตรปริญญาตรีและหลักสูตรวิชาชีพ ระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพิ่งมีขึ้นไม่นาน แค่มีการสอบที่ได้มาตรฐานก็ถือว่าไม่เลวแล้ว ระบบการสอบย่อมไม่สมบูรณ์แบบ แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าระบบฝากเข้าในสมัยก่อน
ตัวของเขาจำความยากลำบากในสนามสอบไม่ได้แล้ว ทว่ากลับจำเหตุการณ์ที่กลับบ้านในเย็นวันนั้นได้ชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
วันนั้นฝนตกปรอยๆ ถนนมีแต่โคลนเลนสกปรก บนรองเท้าปลดแอก[1]มีโคลนเกาะอยู่เต็ม ทั้งยังมีน้ำฝนซึมเข้าด้านในส่งผลให้ปลายเท้าลื่นเป็พิเศษ
ความเย็นะเืแผ่จากปลายเท้าไปทั่วทั้งตัว เส้นผมเปียกโชกไปด้วยน้ำฝน สภาพดูไม่จืดเอาเสียเลย
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เื่สำคัญ เขากำลังกลัดกลุ้มว่าหลังจากนี้จะทำอย่างไรต่อไป? ตอนนั้นเขาเรียนชั้นมัธยมปลายอย่างมีความสุข ชาวบ้านคอยเอ่ยปากชมทุกครั้งที่เจอ ทว่าตอนนี้กลับล้มเหลวกลับมา เขาไม่รู้สึกอะไรหากจะต้องโดนถากถางเยอะแยะแต่พ่อแม่ของเขาเป็พวกเสียหน้าไม่ได้นี่สิ
แต่เยาะเย้ยก็ส่วนเยาะเย้ย อย่างไรหลังจากนี้เขาก็ต้องเป็ชาวนาใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่อันคับแคบแห่งนี้
เขาคุ้นเคยกับถนนที่เดินผ่านมาไม่รู้ตั้งกี่รอบนี้ที่สุดแล้ว เดินผ่านถนนเส้นเล็กอีกสองสามเส้นก็จะถึงบ้านแล้ว
แต่จางอิ่นเซิงกลับไม่อยากใช้ทางลัดนี้ ต่อให้สายฝนเย็นยะเยียบจะหยดลงบนใบหน้าและซึมไปทั่วรองเท้าก็ตาม
“ฉันควรทำอย่างไรดี?” แขนขาไร้เรี่ยวแรง เขานั่งยองร้องไห้เหมือนกับเด็ก
เขาไม่รู้ว่าตัวเองกลับถึงบ้านได้อย่างไร เขายืนมองบ้านหลังเก่าโทรมด้วยความลังเลอยู่นานกว่าจะเดินเข้าไป
กระดาษห่อไฟไม่ได้ฉันใดก็ปกปิดความจริงไม่ได้ฉันนั้น เื่ราวเป็อันถูกเปิดเผยหลังจากการซักไซ้จากจางอิ่นปิน เขาพูดหน้าเศร้าว่า “ฉันสอบไม่ผ่าน”
จางอิ่นปินหัวเราะ จางอิ่นเซิงไม่เข้าใจว่าเขาหัวเราะออกได้อย่างไร ตัวเขาล้มเหลว แต่อีกฝ่ายกลับดีใจเสียนี่
จางอิ่นเซิงไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านี้ เสียงร้องไห้ของแม่ดึงดูดให้เขามองไป เขาน้ำตาไหลไปด้วยเช่นกัน
เขาเป็ผู้ชายย่อมไม่ได้มีน้ำตาเยอะขนาดนั้น แต่แม่ของเขาร้องไห้เป็ประจำ บางครั้งก็ร้องเพราะถูกคนในหมู่บ้านถากถาง บางครั้งก็ร้องเพราะสองพี่น้องจางอิ่นเซิงและจางอิ่นปินทะเลาะกัน
นานวันเข้าจึงเกิดเป็โรคที่คล้ายกับโรคตาแดง ที่บ้านไม่มีเงินเหลือจึงพาไปรักษาที่โรงพยาบาลไม่ได้
เล่าถึงตรงนี้เสียงของจางอิ่นเซิงมีความสะอื้น “พี่ชายคอยนำเื่นี้มาว่าฉันเสมอ บอกว่าแม่เป็แบบนี้ก็เพราะฉัน”
ฮั่วเสี่ยวเหวินทำได้เพียงปลอบใจ มิน่าเล่าเขาถึงได้หน้านิ่วคิ้วขมวดหลายครั้ง ที่แท้…ก็มีภูมิหลังเช่นนี้
“ดวงตาของแม่คุณหากซื้อยาที่ดีหน่อยน่าจะรักษาได้ ฉันรู้สึกว่าอาการเหมือนโรคตาแดง”
จางอิ่นเซิงลุกขึ้นด้วยความตื่นเต้น “จริงหรือ? ยาอะไร?”
ฮั่วเสี่ยวเหวินครุ่นคิด “ยาหยอดตายี่ห้อเจินซื่อิ” เธอไม่ค่อยมั่นใจ แต่อย่างน้อยก็ไม่มีเลย
จางอิ่นเซิงจำชื่อยาไว้ บอกว่าพรุ่งนี้จะไปซื้อ แต่แล้วฮั่วเสี่ยวเหวินพลันนึกขึ้นมาได้ว่า “เหมือนว่าของสิ่งนี้จะยังไม่มีในยุคนี้”
“จริงสิ พวกเราผลิตเองได้นะ” ฮั่วเสี่ยวเหวินนึกถึงช่องทางหาเงินขึ้นมาอีกช่องทาง
ภายใต้สายตาเปล่งประกายของจางอิ่นเซิง เธอเล่าความคิดเื่ที่จะขายเต้าหู้หาเงินมาผลิต ‘สินค้าไฮเทค’ ให้เขาฟัง
จางอิ่นเซิงพยักหน้าระรัว เธอมาจากอนาคต จางอิ่นเซิงไม่สงสัยเลยว่าทำไมเธอถึงสามารถทำได้ทุกอย่าง
เมื่อพูดแล้วก็ทำเลย จางอิ่นเซิงพูดอย่างตื่นเต้นว่า “ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ฉันจะไปซื้อถั่วเหลือง”
ฮั่วเสี่ยวเหวินกลอกตามองบน “พรุ่งนี้ก็วันตรุษจีนแล้ว ต่อให้ไปซื้อมะรืนนี้ แล้วคุณจะกล้าเอาออกไปขายใน่ปีใหม่หรือ?” เธอเริ่มสงสัยในตัวหุ้นส่วนในอนาคตของตัวเองแล้ว ด้วยสติปัญญาระดับนี้จะหาเงินร่วมกันกับเขาได้จริงหรือ?
จางอิ่นเซิงหัวเราะอย่างอายๆ เป็จังหวะเดียวกับที่จางอิ่นปินเดินออกมาพอดี เขายังคงมีสีหน้ากวนบาทาเช่นเดิม “ฉันก็บอกอยู่ว่าแค่คู่รักแอบพบกัน แถมยังหลบๆ ซ่อนๆ เสียด้วย”
จางอิ่นเซิงมีสีหน้าโมโห เอาอีกแล้ว ไม่รู้จริงๆ ว่านอกจากเื่นี้แล้วในสมองของเขายังมีอย่างอื่นอีกหรือไม่?
ชายอีกคนเดินเข้ามาทางประตู ฮั่วเสี่ยวเหวินร้องใ “พี่เจียิ”
จางเจียิเดินหน้าบึ้งตึงมาหาฮั่วเสี่ยวเหวิน จางอิ่นปินพูดเสียงดังขนาดนั้น เขาต้องได้ยินอยู่แล้ว
ขณะที่ฮั่วเสี่ยวเหวินกำลังสงสัย จางเจียิก็คว้ามือเธอลากออกมาแบบไม่ฟังคำอธิบาย
ฮั่วเสี่ยวเหวินพยายามดิ้น “พี่จะทำอะไรน่ะ ฉันเจ็บนะ”
จางเจียิราวกับไม่ได้ยินที่เธอพูดอย่างไรอย่างนั้น เขาเอาแต่ลากเธอออกมาอย่างเดียว แรงที่เขาใช้เยอะจนน่าใ
จางอิ่นเซิงจำจางเจียิได้ ในเมื่อเป็การทะเลาะระหว่างคู่รักเขาจึงพูดอะไรไม่ได้
แต่จางอิ่นปินกลับคอยพูดเหน็บแนมอยู่ด้านข้าง “อิ่นเซิง แกนี่ไม่ได้เื่เลยนะ จะปล่อยให้คนรักถูกแย่งไปทั้งอย่างนี้หรือ”
ในที่สุดจางเจียิก็หยุดเดิน ฮั่วเสี่ยวเหวินยังไม่หายโมโห “ทำอะไรของพี่เนี่ย?”
“พี่ทำอะไร? พี่ควรเป็ฝ่ายถามเธอมากกว่าหรือเปล่า?” วินาทีที่หันมา ใบหน้าของจางเจียิเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา เขาพูดทีละคำว่า “ตอนนั้นใครบอกว่าจะแต่งงานกับพี่? นี่เพิ่งผ่านมานานไม่เท่าไหรเธอก็จะแต่งงานกับคนอื่นเสียแล้ว”
ฮั่วเสี่ยวเหวินไปต่อไม่ถูก ใช่แล้ว วันนั้นเธอพูดเองกับปากว่า ‘ฉันจะอยู่กับพี่ตลอดไป’
ภาพในอดีตปรากฏขึ้นในหัวเหมือนกับภาพยนตร์ ฮั่วเสี่ยวเหวินเริ่มรู้สึกใจอ่อน จู่ๆ เธอก็รู้สึกว่าตัวเองเห็นแก่ตัวมาก เธอมีส่วนผิดกับเื่ของหยางซวี่เช่นกัน แต่เธอกลับเอาแต่หนี
ฮั่วเสี่ยวเหวินเอื้อมมือไปช่วยเช็ดน้ำตาให้เขา “พี่เจียิ พี่ฟังฉันอธิบายก่อน ฉันกับจางอิ่นเซิงไม่ได้มีอะไร”
น้ำตาของจางเจียิไหลหนักขึ้นเรื่อยๆ เขากุมมือเธอด้วยมือทั้งสองข้าง “เสี่ยวเหวิน พี่ไม่มีเธอไม่ได้”
ประโยคนี้มีค่าดั่งทองพันชั่ง ฮั่วเสี่ยวเหวินเริ่มคล้อยตาม ใบหน้าของเขายังคงเข้มแข็งไม่เปลี่ยน เธอรู้สึกหน่วงที่จมูก ในที่สุดก็เข้าไปกอดเขา
จางเจียิยื่นแขนมากอดเธอเช่นกัน เขากอดแน่นมาก ฮั่วเสี่ยวเหวินจนปัญญา “ฉันจะไม่ไปจากพี่ แต่พี่กอดแน่นขนาดนี้ฉันเจ็บนะ”
จางเจียิเปลี่ยนจากร้องไห้เป็หัวเราะ เขาปล่อยตัวเธอ “จริงนะ?”
ฮั่วเสี่ยวเหวินกลอกตาใส่ “ตามฉันไปบ้านคุณป้าอู๋”
จางเจียิตั้งตัวไม่ทันเล็กน้อย ปากพึมพำว่า “จริงนะ? เธอจะไม่แยกจากพี่ตลอดไปจริงนะ?”
ฮั่วเสี่ยวเหวินเดินนำไปแล้ว เธอหันกลับมาพูดว่า “ถ้าไม่ตามมาก็อย่าเสียใจทีหลังล่ะ”
เชิงอรรถ
[1] รองเท้าปลดแอก(解放鞋) รองเท้าผ้าใบพื้นยางสีเขียว เปิดตัวพร้อมกับเครื่องแบบทหารใน่ปี 1950
