เมืองของอำเภอมีขนาดเล็ก มีประชากรอาศัยอยู่ถาวรไม่ถึงพันครัวเรือน แต่นี่คือหัวเมืองใหญ่ที่ถูกเรียกว่านครประจำมณฑล จำนวนหลังคาครัวเรือนจึงมีเกินหลักหมื่น ถนนเส้นทางปูด้วยอิฐเผาสะอาดเรียบร้อย ร้านค้าและแผงลอยเป็ระเบียบ ผู้คนก็เดินไปมาบนท้องถนนจนลายตา ให้ความรู้สึกถึงความมั่งคั่งและความเจริญ
หลังจากได้เห็นหมู่บ้านและเมืองร้างนับไม่ถ้วนระหว่างการหลบหนี เฉินอวี๋ก็รู้สึกท่วมท้นไปด้วยอารมณ์ ที่ในที่สุดก็ก้าวเข้ามาในเมืองที่มีชีวิตชีวาที่แท้จริง
“ว้าาาาาวว”
“ในที่สุดเรามาก็มาถึงเหลียงตงแล้วภรรยาข้า!!”
ที่ว่าการลงทะเบียน
มีหลายครอบครัวที่กำลังแจ้งชื่อและะโด้วยความดีใจอยู่ น่าจะมาจากมณฑลชิงโจวไม่ก็มณฑลอื่น
“ดูเหมือนว่าพวกเราไม่ใช่กลุ่มเดียวที่ย้ายบ้านสินะ” เฉินอวี๋เห็นและได้ยินก็พยักหน้าอย่างลับๆ ไม่มีใครอยากเดินเตร่อยู่ข้างนอก การมีหลักมีฐานอยู่ในยุคโบราณแบบนี้จึงไม่ต่างจากการยืนยันว่าอย่างน้อยจะไม่อดตาย หากทำไร่ทำนาไม่เป็ ก็หาทำงานในร้านค้าและโรงเตี๊ยมในเมืองได้ เรียกว่าเป็ทั้งจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ที่ดีหลังเจอเื่ร้ายๆ มานาน
“แซ่เราคือคนแซ่เฉินขอรับ ข้าขอถามได้หรือไม่ว่าเราควรเรียกท่านว่าอะไรดี?” นักเจรจาเริ่มทำงานอีกครั้ง เฉินอ่าวที่เห็นว่าได้อยู่ลำพังกับชายวัยกลางคนตรงหน้าแล้ว เขาก็เริ่มบทสนทนากับอีกฝ่ายทันทีที่ผ่านซุ้มประตูเมือง
นายทะเบียนเหลือบมองเขาอีกครั้ง ราวกับกำลังพิจารณาว่าเฉินอ่าวคู่ควรที่จะพูดคุยกับเขาหรือเปล่า แต่เมื่อเห็นความจริงใจในแววตา เขาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบออกมาว่า
“ข้าแซ่หลิว”
เฉินอ่าวพยักหน้า “ที่จริงคือท่านหัวหน้าหลิวนี่เอง”
“ข้าไม่กล้ารับตำแหน่งเช่นนั้นหรอก ข้าเป็เพียงข้าราชการชั้นผู้น้อยเท่านั้น พวกเ้าเองก็เป็ตระกูลผู้ดีเก่า ลำดับชั้นแทบไม่ต่างสักเท่าไหร่” อีกฝ่ายตอบกลับอย่างห้วนๆ ด้วยการไต่สวน จึงพอรู้ว่ารอบครัวแซ่เฉินเป็ผู้ดีเก่าตกอับ ทำให้ความสงสัยที่ดูไม่เหมือนผู้ลี้ภัยอื่นๆ จึงพอเข้าใจ และเฉินอ่าวก็ไม่คิด ว่าเื่ที่เขาแต่งจะสามารถเอามาใช้ได้อีกทีที่เมืองๆ นี้
ถ้าเป็คนอื่น พวกเขาคงอายเกินกว่าจะพูดอะไรกับเ้าหน้าที่ อย่างมากพวกเขาอาจจะพูดคำชมสักเล็กน้อย แต่คงทำให้ผู้ใหญ่ไม่พอใจและได้รับความโมโหกลับมา
แต่เฉินอ่าวคือใคร?
ขนาดขุนนางที่ขายเสือดาวและขุนพลทหารที่ดุดัน เขาก็ยังโกหกหน้าด้านๆ มาแล้ว
บุคคลตรงหน้าเป็เ้าหน้าที่ตัวเล็กๆ ที่เขาสามารถติดต่อได้ในตอนนี้ หากสามารถผูกมิตรหาเส้นสายจากคนภายใน มันจะดีต่อครอบครัวของพวกที่กำลังจะมาตั้งรกรากที่เหลียงตง
ทุกคนไม่รู้รายละเอียดท้องถิ่นที่แน่ชัด หากพวกเขาได้รับข้อมูลที่เป็ประโยชน์เพิ่มเติมจากบุคคลนี้ มันจะช่วยให้พวกเขามีความมั่นใจมากขึ้นในอนาคตที่ไม่แน่นอนของพวกเขา ว่าเหลียงตงคือสถานที่ที่เหมาะกับพวกเขาจริงๆ หรือเปล่า
เฉินอ่าวไม่ได้แสดงอาการเขินอายเลยแม้แต่น้อย แต่กลับเปลี่ยนคำเรียกขานกลับไปเป็ “ท่านหลิว” แทน
จากนั้นเขาก็เริ่มตั้งคำถามด้วยตัวเอง เช่น ผู้ลี้ภัยได้รับการตั้งถิ่นฐานใหม่ได้อย่างไร ต้องชำระค่าธรรมเนียมอะไรหรือไม่ หรือทางการรับสมัครคนที่มีความสามารถอะไรหรือเปล่า?
ซึ่งขณะที่ถามคำถาม เขาก็จับมือของพี่ท่านหลิวแอบยื่นถุงเงินให้อย่างแเี
คนแซ่หลิว ผู้ซึ่งปกติแล้วเป็คนเ็าและเข้าถึงยาก จู่ๆ ก็เลิกคิ้วขึ้นและเหลือบมองเฉินอ่าวด้วยสีหน้าประหลาดใจ ว่าผู้ลี้ภัยคนนี้ดูไม่เหมือนผู้ลี้ภัยเลยสักนิด
เดิมที หัวหน้านายทะเบียนเฝ้าประตูเป็หน้าที่ที่ใครก็ไม่อยากทำ
แต่เพราะเขารับราชการและไม่มีตำแหน่งว่าง หากไม่รับหน้าที่นี่ก็เป็ได้แค่เสมียนเช่นเดิม แต่เพียงวันแรกที่ทำงาน ไม่คิดว่าจะมีโบนัสพิเศษที่ไม่คาดฝัน
เ้าหน้าที่แซ่หลิวแอบชั่งน้ำหนักถุงเงินในมือ คาดว่ามีเหรียญอีแปะมากถึง 1 กวน (1,000 อีแปะมัดเชือก) ซึ่งเพียงพอสำหรับซื้อเนื้อสองจินและสุราชั้นดีหนึ่งเหยือก
สีหน้าที่เ็าปฏิเสธทุกอย่างหายไป ถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มราวกับคนละคนที่เคยเจอเมื่อก่อนหน้า
“ฮ่าฮ่าฮ่า น้องเฉินเกรงใจแล้ว”
“เราหาใช่คนอื่นไกล เรียกข้าว่าพี่ชายหลิวหรือหลิวจงเถอะ”
“พวกเ้าเป็ผู้ลี้ภัย รายละเอียดต่างๆ จะขึ้นอยู่กับที่ปรึกษาจู”
“แต่ข้าเคยได้ยินผู้ใหญ่พูดว่ามีคนเสียชีวิตในหมู่บ้านรอบๆ มากเกินไปในฤดูหนาวที่ผ่านมา ทำให้มีพื้นที่เพาะปลูกเหลือเยอะมาก ข้าคิดว่าพวกเขาคงจะจัดการให้พวกเ้าไปอยู่หมู่บ้านใกล้ๆ เมืองเคียง”
ขณะที่เขาพูดพลางพิจารณาพวงเหรียญอีแปะ เขาก็กล่าวเสริมอย่างใจดีว่า “ข้าเคยดื่มเหล้ากับหัวหน้าหมู่บ้านเ่าั้มาก่อน ข้าจะไปคุยกับพวกเขาและว่าจะได้รับการดูแลเป็อย่างดี”
หลิวจงพูดด้วยสำเนียงท้องถิ่น เฉินอ่าวพยายามอย่างหนักที่จะเข้าใจ และด้วยความช่วยเหลือจากอิงเอ๋อที่อุ้มและกระซิบที่ข้างหูอยู่ ในที่สุดเขาก็พอเข้าใจความหมายโดยรวมของสิ่งที่หลิวจง้าจะสื่อ
เฉินอ่าวพยักหน้า แล้วถามอย่างลังเลว่า “พี่ชายหลิว มีข้อบังคับจำเป็ต้องไปหมู่บ้านเพียงอย่างเดียวรึ? ถ้าเราอยากอยู่ในตัวเมืองจะต้องมีขั้นตอนอย่างไร?”
ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้แล้วหากผู้ลี้ภัยได้พื้นที่เพาะปลูก แต่ว่าครอบครัวแซ่เฉินทำนาไม่เป็ พวกเขามีความสามารถเฉพาะที่ไม่เข้ากับโลก จะให้ไปปลูกผักทำนาก็หาใช่เื่
ส่วนครอบครัวแซ่หยู่ก็ไม่ต่างกันมาก พวกเขามีอาชีพปั้นหม้อและดิน ไม่เคยทำนาทำไร่มาก่อน หากได้อยู่ที่ตัวเมืองแล้วไปสมัครเป็ลูกจ้างปั้นหม้อหรือตั้งร้านเองน่าจะเหมาะมากกว่า หากให้ไปอยู่ที่ด้านนอกทำนากินเอง ร้อยทั้งร้อยก็คงปลูกอะไรไม่ขึ้น
โดยไม่คาดคิด หลิวจงหยุดชะงัก จากนั้นก็ระมัดระวังตัวขึ้นถามอย่างสงสัยว่า
“พวกเ้าอยากอยู่ในเมืองงั้นรึ? แต่ว่าเ้าไม่มีที่ดินแล้วจะประกอบอาชีพอะไร?”
นี่เป็่เวลาที่วุ่นวาย มณฑลเหลียงตงกำลังเฝ้าระวังกองทัพต้านโหลวที่แตกก๊กออกจากราชสำนัก ขณะเดียวกันก็ต่อสู้กับกองทัพผู้ลี้ภัยและกลุ่มฏผ้าธงแดงที่ออกอาละวาดไปทั่วทุกที่
จึงมีคำสั่งลับเตือนเสมอ ว่าอาจมีสายลับแทรกซึมเข้ามาในหมู่ผู้ลี้ภัย และพวกเขาต้องระมัดระวังเป็อย่างยิ่ง
เมื่อมองดูครอบครัวแซ่เฉินอีกครั้งตอนนี้ เขาก็รู้สึกขึ้นมาทันทีว่าครอบครัวนี้ดูน่าสงสัยสุดๆ
เฉินอ่าวและคนอื่นๆ รู้สึกได้ถึงสายตาที่ไม่เป็มิตรของหลิวจงพร้อมกัน หัวใจของทุกคนเต้นแรง พวกเขาไม่คาดคิดเลยว่าการถามคำถามเพียงข้อเดียว จะทำให้พวกเขาดูเหมือนเป็สายลับ
เฉินอ่าวรีบอธิบาย ว่าเขากลัวกองทัพฏก่อนหน้านี้และรู้สึกว่าการอยู่ในเมืองน่าจะปลอดภัยมากกว่า เขาจึงถามไปอย่างไม่ตั้งใจ ซึ่งทำให้ความสงสัยของหลิวจงจางหาย ลืมไปเสียสนิทว่าตอนที่ลูกน้องไต่สวนครอบครัวนี้ที่หน้าประตู พวกเขาบอกเื่ราวและเหตุการณ์ต่างๆ ออกมาแทบจะไม่มีช่องโหว่เลย
แม้ฟังดูจะโชคดีเกินไปสักหน่อยก็เถอะ
เตรียมตัวหนีออกจากบ้านเกิดก่อนหนึ่งคืนที่พวกฏผ้าธงแดงกำลังบุก ทำให้พวกเขารอดมาได้ไม่ถูกจับหรือกวาดล้างเหมือนคนอื่นๆ
หลงทางขึ้นูเา ก็บังเอิญเจอบ่อน้ำธรรมชาติกลางภัยแล้ง
พอถึงเมืองเสี่ยวฉางเซี่ยที่ปิดเมืองไม่ให้คนเข้า พวกเขาที่เลือกเดินทางไปเมืองใหม่ เลยรอดพ้นพวกฏที่ยึดเมืองนั้นจากภายในมาฉิวเฉียด
มาพักที่เมืองเล็กๆ สองสามวัน เห็นว่าพวกเขาก็ยังรอดจากเหตุการณ์ฝนตกหนักติดต่อกัน ไม่ได้ถูกน้ำหลากพัดหมู่บ้านที่อยู่ในอำเภอนั้นอีกคราหนึ่ง
ไม่พอ การที่คนธรรมดาหลงไปอยู่ในเขตาสนามรบที่เต็มไปด้วยทหารจำนวนหลายหมื่นที่ไล่ฆ่ากันนับพันๆ ลี้ ไม่เพียงแต่พวกเขาจะถูกลูกหลงจนตาย แม่งยังโชคดีเจอกองพันทหารม้าของขุนพลผ้าคาดลายดอกเหมย
เฉินอ่าวบอกว่าไม่รู้จัก แต่เ้าหน้าที่ทุกคนได้ยินครั้งแรกก็รู้ว่านี่คือกองทัพดอกเหมยของขุนพลเหลียงผู้ยิ่งใหญ่ เขาเป็พี่ชายของผู้ว่าการมณฑล กุมอำนาจและกองกำลังทหารส่วนใหญ่ของมณฑลนี้ไว้
เขาเป็ขุนพลที่เ็าและน่ากลัวมาก ใครๆ ก็เข้าถึงอีกฝ่ายยาก นอกจากผู้ว่าก็ไม่เคยมีใครกล้าพูดกับขุนพลเหลียงตรงๆมาก่อน การที่ได้ยินว่าขุนพลเหลียงยอมแบ่งทหารส่วนหนึ่งและม้าให้ เพื่อนำกลุ่มของเฉินอ่าวมาส่งที่ถนนชายแดนนครเหลียงตง มันจึงไม่แปลกใจเลย ที่พวกทหารและเ้าหน้าที่จะพากันมาสอบถามด้วยความสนใจ
ว่าภายใต้ความไม่แน่นอนและเต็มไปด้วยสายลับจากทุกก๊กทุกเหล่า แคว้นทั้งแคว้นก็กระสับกระส่าย อะไรที่ทำให้ขุนพลเหลียงผู้นั้นยอมปล่อย แถมยังสนับสนุนการเดินทางของครอบครัวเล็กๆ ที่ไร้ซึ่งที่มา
