กลิ่นจันทร์เริ่มคุ้นชินกับการเป็บ่าวในคราบนางรำมากขึ้น เธอเรียนรู้ั้แ่พื้นฐานจนสามารถเริ่มรำกับเพื่อนๆ ในวงได้ หากแต่ยังไม่ชำนาญ ยังคงต้องฝึกฝนอีกนานกว่าจะพอเป็หน้าเป็ตาให้แก่วงละครรำของหลวงไชยพิชิตได้
“พี่นวลประเดี๋ยวข้ามานะ ข้าปวดท้อง” กลิ่นจันทร์เหลือบไปเห็นพระพายเดินอ้อมไปทางป่าหลังเรือนใหญ่ไวๆ จึงหาทางหลบเลี่ยงการซ้อมละครรำ โอกาสที่จะได้เจอพระพายลำพังนั้นน้อยนิด เพราะส่วนใหญ่จะมีบ่าวคอยติดตามอยู่ด้วยตามคำสั่งของคุณเอื้องฟ้า
“ประเดี๋ยวกลิ่นจันทร์” เสียงเรียกของอีนวลไม่เข้าหูหล่อน สองเท้าวิ่งฉับๆ ออกจากกลุ่มนางรำแล้ววิ่งแยกออกไปอีกด้านเพื่อไม่ให้ใครสงสัย
“พอคุณเอื้องฟ้าไม่คุมซ้อมเอง นังพวกนี้ก็เป็อย่างนี้ตลอด” หัวหน้าคนฝึกรำส่ายศีรษะไปมา ด้วยความหน่าย ก่อนจะหันไปซ้อมให้กับพวกที่เหลืออยู่ อย่างไม่สนใจกลิ่นจันทร์ ท่ารำบวกกับการขับร้องพร้อมเสียงดนตรีประโคมขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลิ่นจันทร์วิ่งไปด้วยความระแวง ก่อนจะหันซ้ายแลขวาแล้วมุ่งตรงไปยังป่าเขตนั้นทันที
“โอ๊ย! ช่วยข้าด้วย งู งูจักกัดข้า ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย” หญิงสาวแกล้งส่งเสียงดังสนั่นลั่นป่า ก่อนที่ร่างของพระพายจะวิ่งมาถึงแล้วมองหาตัวงูอย่างรวดเร็ว เขามองไล่ตามพื้นไปทั่วบริเวณครู่หนึ่ง ในมือถือดาบเตรียมพร้อมที่จะเข้าสังหารงูร้าย
“ช่วยข้าด้วยงูจักกัดข้า” กลิ่นจันทร์แกล้งเอามือปิดตา แล้วหันหน้าซบอกหนาของชายหนุ่มพลางแหกปากลั่น
“หาได้มีงูไม่ ข้าหาจนทั่ว” เมื่อชายหนุ่มมองหาแล้วไม่พบงูตัวดังกล่าว พระพายดึงตัวหญิงสาวออกช้าๆ พูดให้สติหล่อน หญิงสาวพินิจมองหน้าชายหนุ่มรูปงามทำให้หัวใจหวั่นไหว อยากได้เขามา หากทำสำเร็จเธอจะเป็ผู้หญิงที่โชคดีที่สุด
“แต่ข้าเห็นจริงๆ งูตัวใหญ่เท่าขาของข้า มันมีลำตัวสีเหลืองสลับดำ ชูคอแผ่เบี้ยจักกัดข้า”
“งูที่เ้าว่า เห็นทีจะชูคอกัดเ้ามิได้ มันเป็งูเหลือมจักแผ่เบี้ยชูคอได้อย่างไร” หญิงสาวหน้าซีดเมื่อถูกเขาจับโกหกได้ พลางหันไปคิดหาทางแก้ตัว
“เอ่อ..ข้าอาจตาฝาดก็เป็ได้” พระพายพยักหน้าก่อนจะหันหน้าเดินเข้าป่า
“ท่านเข้าป่าไปทำไมรึเ้าคะ” หญิงสาวพยายามรั้งเขาไว้ด้วยการชวนคุย
“เข้ามาหาหนอนไปเลี้ยงไอ้เอี้ยง แต่นี่คงไม่ใช่ธุระของเ้าที่จะสอดรู้เื่ของนาย” พระพายหันหลังเดินกลับเข้าป่าไป แสดงออกอย่างชัดเจน ว่าไม่สนใจในตัวหล่อนแม้หล่อนจะมาทอดสะพานให้ถึงที่ หญิงสาวออกจะสีหน้าหงุดหงิดหากแต่เธอไม่ยอมปล่อยโอกาสทองหลุดมือไปง่ายๆ
“อ้าวไอ้หาญ มาเยี่ยมกลิ่นทิพย์รึ” นายเกลี้ยงเตรียมตัวไปหาอาหารป่า เดินออกมาพบกับชายคนรักของกลิ่นทิพย์เข้าพอดี
“ใช่จ้ะลุงเกลี้ยง กลิ่นทิพย์อาการเป็อย่างไรบ้าง” นายหาญพูดพลางมองเข้าไปในตัวเรือนอย่างกังวลใจ
“ดีขึ้นมากโข หลังจากกินยาฝาหรั่งเข้าไปก็หายเป็ปกติ เอ็งเข้าไปสิ มันทำกับข้าวอยู่พอดี” ชายชราอนุญาตอย่างเต็มใจก่อนจะเดินมุ่งหน้าเข้าป่าไป
“อ้าวหาญ มาหากลิ่นทิพย์รึ ข้าฝากมันเดี๋ยวนะ จะไปเก็บผักปลายนาเสียหน่อย” หาญพยักหน้ารับคำนางกล่ำ ก่อนจะเดินเข้าไปหาหญิงสาวผิวบางที่นั่งก่อไฟหุงข้าวอยู่ ชายหนุ่มเข้ามานั่งใกล้ๆ ก่อนจะส่งยิ้มอ่อนๆ ให้ เขายกมือลูบผมเธออย่างเบามือด้วยความรัก ซึ่งแสดงออกจากแววตาระริกนั้น
“เ้าหายดีเร็วถึงเพียงนี้ คงเพราะบารมีของหลวงพ่อวัดใหญ่ที่ข้าไปขอพรไว้ เ้ารู้ฤาไม่ ตอนเ้าป่วยข้าหัวใจแทบขาด” หญิงสาวหันหน้ามาจ้องมองชายคนรักของเธอ พลางยกมือจับที่ใบหน้าของเขาก่อนจะส่งยิ้มให้
“ตอนนี้น้องหายดีแล้ว หัวใจของพี่จักไม่ขาดอย่างแน่นอน” หาญก้มหน้ายิ้มพลางจับมือของกลิ่นทิพย์มาหอม เขาดีใจเป็อย่างมากที่หญิงคนรักหายจากการเจ็บป่วย เธอและเขาเฝ้าปลูกต้นรักให้กันมาแต่เยาว์วัย หาญเป็บุตรชายของพลานป่าในหมู่บ้าน รูปร่างดีผิวเข้ม หน้าตาคมคายหล่อเหลา ความรักของเขาและเธอดำเนินอย่างราบเรียบผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ขัดขวาง หากแต่กลิ่นจันทร์พี่สาววของกลิ่นทิพย์ พยายามเข้าแทรกแซงความรักระหว่างทั้งสองคนมาตลอด แต่หาญมั่นคงแน่วแน่กับกลิ่นทิพย์จนกลิ่นจันทร์ไม่สามารถเข้าทำลายได้
