ในค่ำคืนสุดท้ายก่อนการแข่งขันปรุงอาหาริญญา หงฮวานอนไม่หลับ พลิกตัวไปมาบนเตียงกระสับกระส่ายอย่างกังวลใจ นางจึงลุกจากเตียงมานั่งที่โต๊ะ หยิบตำราอาหารที่มารดาผู้ล่วงลับทิ้งไว้ขึ้นมากอดแนบอก
“ท่านแม่ ด้วยความช่วยเหลือของเฮยเจิ้ง ลูกจะเอาชนะให้ได้ ไม่ทำให้ท่านผิดหวังเด็ดขาด” หงฮวาสูดกลิ่นกระดาษ จิตใจค่อยๆ สงบลง ก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทราไป
อีกด้านหนึ่ง หวังเหล่ยที่หลับไปนานแล้วนอนกรนเสียงดังสนั่นราวกับหมู ส่วนหลี่หูที่นอนไม่หลับจึงไปฝึกโยนกระทะอยู่ในห้องครัว
ภายในเรือนพัก ลู่เต้านั่งสมาธิอยู่บนพรมฝึกเคล็ดวิชากรงเล็บพิษซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยความที่ยังไม่ชำนาญนัก ทุกครั้งที่ฝึก เขาจึงต้องใช้เวลาทบทวนความรู้สึกในตอนนั้นอยู่สักพัก อาจควบคุมให้ได้ดังใจไม่ได้
“ถ้ารอให้เห็นหมาป่าก่อนแล้วค่อยชักดาบออกมาก็สายไปแล้ว” ลู่เต้าส่ายหน้า “มีวิธีไหนที่จะทำให้มันเร็วขึ้นอีกหรือไม่”
“เ้าไม่มีพร์เหมือนข้า นอกจากฝึกฝนให้มากขึ้นก็ไม่มีวิธีอื่นแล้ว” ไป๋เสียกล่าวขณะนั่งอยู่บนเตียง
“รู้อยู่แล้วว่าจะพูดแค่นี้...” ลู่เต้าหลับตาลง แล้วฝึกเคล็ดวิชากรงเล็บพิษเงียบๆ ต่อไป หลังจากผ่านไปสักครู่ ปลายนิ้วทั้งสิบก็ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกสีดำ
“ฮ่าๆ!” ลู่เต้ายิ้มร่า แล้วสลายหมอกสีดำบนมือ “ดูเหมือนจะเร็วขึ้นกว่าเมื่อครู่นิดหน่อย”
“ว่าแต่” ไป๋เสียเหลือบมองลู่เต้า “่นี้พลังิญญาในร่างเ้าดูเหมือนจะสะสมได้มากกว่าตอนที่มาเมืองัทมิฬเล็กน้อยนะ”
ลู่เต้าถามอย่างตื่นเต้น “ข้าจะเลื่อนเป็สองดาราแล้วหรือ”
“ยังอีกยาวไกลนัก!” ไป๋เสียคาดเดา “ตามประสบการณ์ของข้า ดูเหมือนเ้ากำลังจะก้าวเข้าสู่ขั้นกลางของระดับหนึ่งดาราแล้ว”
“เอ๋” ลู่เต้าทำเสียงไม่พอใจ “แค่ขั้นกลางเองหรือ! ช้าเป็บ้า!”
“ข้าต่างหากที่ควรบ่น! ด้วยความเร็วในการฝึกฝนเช่นนี้ของเ้า เมื่อไรจะกลับไปเขายักษาฝ่าหมอกพิษเข้าไปในหอคัมภีร์ต้องห้ามได้เล่า” ไป๋เสียกล่าวอย่างไม่พอใจ
ลู่เต้าหยิบน้ำเต้าออกมาแล้วถามอย่างมีความหวัง “ในน้ำเต้ามีแบบที่กินแล้วเพิ่มพลังได้ในพริบตาหรือไม่”
“มี ลูกสีม่วงดำนั่นอย่างไร”
“จริงหรือ” ลู่เต้าเปิดฝาแล้วเทลูกกวาดลงบนมือ แต่เมื่อคิดดูดีๆ ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ “เดี๋ยวก่อน! นั่นไม่ใช่ลูกกวาดหุ่นเชิดหรือ!”
...ลู่เต้าไม่กังวลสิ่งใด คล้ายคืนปกติทั่วไป เขาพูดคุยหยอกล้อกับไป๋เสียจนผ่านพ้นค่ำคืนนั้นไป
รุ่งเช้าวันต่อมา ผู้คนหลั่งไหลกันมาจนเบียดเสียด
ชาวเมืองัทมิฬทุกคนมารวมตัวกันอยู่กลางเมือง ล้อมรอบสนามแข่งขันกันแน่นขนัด ตรงกลางของสนามแข่งสี่เหลี่ยมจัตุรัสถูกแบ่งออกเป็สองฝั่ง คือฝั่งกรรมการและฝั่งผู้เข้าแข่งขัน
ในฝั่งกรรมการมีศาลาบังแดด บนศาลาวางโต๊ะเก้าอี้ไว้ นอกจากนี้ยังมีสาวใช้นั่งโบกพัดวีอยู่ด้านข้างอีกด้วย
ส่วนฝั่งผู้เข้าแข่งขันมีเตาหลายสิบเตาวางเรียงรายเท่ากับจำนวนผู้เข้าแข่งขัน
นายอำเภอเมืองัทมิฬเป็ชายวัยกลางคนที่มีท่าทางทะมัดทะแมง เขาเงยหน้ามองดวงอาทิตย์ ก่อนจะเดินเข้าไปด้านใน
โจวเทียนหยวนเล่นหมากรุกอยู่กับเฉายวนิ เมื่อกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ก็อดพึมพำเบาๆ ไม่ได้ “แปลก...่นี้ไม่ว่าจะเล่นอย่างไรก็แพ้”
นายอำเภอเดินมาถึงเบื้องหน้าทั้งสองคนพอดี เขาคำนับให้อย่างนอบน้อม “ผู้าุโโจว ได้เวลาแล้วขอรับ”
โจวเทียนหยวนจำต้องละจากกระดานหมากรุก แล้วเดินไปที่ขอบเวที ก่อนะโด้วยเสียงดังกังวาน “ผู้เข้าแข่งขัน...เชิญเข้าสู่สนาม!”
ทันทีที่สิ้นเสียง ผู้ชมก็หลีกทางให้ผู้เข้าแข่งขัน หรือก็คือเหล่าพ่อครัวิญญาในอนาคตย่างก้าวเข้าสู่สนามแข่งขัน
เหล่าผู้เข้าแข่งขันที่สวมชุดพ่อครัวหลากสีสันและหลากหลายแบบต่างทยอยเดินเข้ามา เสียงะโของผู้ชมดังกระหึ่มไปทั่ว
การแต่งกายของหงฮวาไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก นางยังคงสวมชุดพ่อครัวสีแดงสดเช่นเดิม เพียงแต่ตอนนี้มีกระทะเหล็กใบใหญ่สะพายอยู่บนหลัง
ลู่เต้าก็แต่งกายให้เข้ากับหงฮวา เพื่อเน้นย้ำความเป็พรรคพวกเดียวกัน เขาจึงสวมชุดฝึกตนสีแดงสด ไม่ว่าจะไปที่ใดชุดนี้ก็ดูโดดเด่นเป็พิเศษ
ทว่าเดิมทีชุดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อหงฝูผู้มีนิสัยชอบโอ้อวด แต่เพราะเปลี่ยนเป็ลู่เต้ากะทันหัน จึงต้องจ่ายเงินจำนวนมากให้ช่างตัดเสื้อแก้ไขขนาดให้พอดีกับเขา
ก่อนออกจากบ้าน ลู่เต้าแอบยกกระทะเหล็กใบนั้นมาดู เขารู้ว่ามันหนักกว่ากระทะเหล็กทั่วไปมาก ด้วยความหวังดี เขาจึงถามหงฮวาว่า “หนักหรือไม่ ให้ข้าช่วยแบกเถิด”
หงฮวายกยิ้มเผยให้เห็นฟันขาว แล้วส่ายหน้า “ไม่ได้ หนึ่งในกฎของพ่อครัวคือ ‘กระทะของใคร คนนั้นแบก’ หากอาหารไม่อร่อย ก็ต้องรับผิดชอบเอง จะโยนความผิดให้คนอื่นไม่ได้เด็ดขาด”
ในเวลานี้ ลู่เต้าจึงมองไปรอบๆ และพบว่าเป็อย่างที่หงฮวาพูดจริงๆ!
เนื่องจากอุปกรณ์ทำครัวเป็ของที่ผู้เข้าแข่งขันเตรียมมาเอง ผู้เข้าแข่งขันเกือบทุกคนจึงสะพายกระทะใบใหญ่ไว้ด้านหลังราวกับเป็กฎที่เขียนไว้ ส่วนผู้ช่วยที่เป็ผู้ฝึกมักจะช่วยถืออุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้ในการแข่งขันแทน
เด็กสาวผู้หนึ่งที่แต่งกายเรียบง่ายปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเหล่าผู้เข้าแข่งขันเพื่อนำทาง ในที่สุดผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนก็ประจำอยู่ที่โต๊ะทำอาหารของตนเอง
โจวเทียนหยวนที่อยู่บนเวทีเห็นว่าผู้เข้าแข่งขันทุกคนประจำที่แล้ว ก็พลิกตัวะโลงมาจากศาลา
หากเป็คนธรรมดา คงกลิ้งตกลงมาจากแล้ว แต่โจวเทียนหยวนกลับลอยคว้างอยู่กลางอากาศราวกับเหยียบพื้นราบ เขาค่อยๆ ลอยไปที่กลางสนาม แล้วอธิบายให้ผู้เข้าแข่งขันฟังด้วยเสียงก้องกังวาน “การแข่งขันครั้งนี้ ข้าโจวเทียนหยวนและศิษย์น้องเฉายวนิจะเป็ผู้ตัดสิน กฎการแข่งขันมีดังนี้…”
การแข่งขันใช้เวลาหนึ่งวันหนึ่งคืน แบ่งออกเป็สามส่วน
ส่วนที่หนึ่ง รวบรวมวัตถุดิบ จะล่าสัตว์หรือตกปลาก็ได้ แต่ต้องใช้วัตถุดิบที่หาได้จากบริเวณโดยรอบเมืองัทมิฬเท่านั้น
ส่วนที่สอง ปรุงอาหาร นำวัตถุดิบที่รวบรวมได้มาปรุงเป็อาหารจานเด็ด
ส่วนที่สาม ชิมอาหาร กรรมการจะชิมอาหารของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคน หากทำให้กรรมการคนใดคนหนึ่งพึงพอใจก็ถือว่าผ่านการทดสอบ และกลายเป็พ่อครัวิญญาระดับสามัญชนอย่างเป็ทางการ
การแข่งขันครั้งนี้ให้ความสำคัญกับรสชาติอาหารเป็หลัก ใช้อาหารรสเลิศตัดสินแพ้ชนะ ผู้เข้าแข่งขันห้ามใช้วิชาหรือศัสตราวุธิญญาในการแก้ไขข้อพิพาทโดยเด็ดขาด
เมื่อลู่เต้าฟังจบก็ครุ่นคิด “ขอแค่ทำให้กรรมการคนใดคนหนึ่งพึงพอใจก็พอ ดูเหมือนจะไม่ยากเกินไปนัก”
“รสนิยมของคนทั้งสองนั้นพิถีพิถันยิ่งนัก!” ไป๋เสียพูดแทรกขึ้นมา “ข้าคิดว่าทางการแข่งขันคงกังวลว่าอัตราการสอบผ่านจะต่ำเกินไป จึงผ่อนปรนเงื่อนไข”
“จริงสิ! แต่ก่อนพวกท่านไม่ใช่ศิษย์พี่ศิษย์น้องกันหรือ ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเป็ประจำก็น่าจะรู้นี่ว่าอีกฝ่ายชอบทานอะไร” ลู่เต้าตบหน้าผากตัวเองเหมือนฉุกคิดได้
“พอคิดจะหาทางลัด เ้าก็ฉลาดเป็กรดเชียวนะ”
ไป๋เสียเปิดเผยว่าเฉายวนิเป็คนพิถีพิถันเหมือนกับเขา ชอบอาหารที่ปรุงอย่างประณีต ส่วนโจวเทียนหยวนชอบทานอาหารสดใหม่ ชอบอาหารที่ปรุงแต่งน้อย และเน้นรสชาติแบบดั้งเดิม
“รสนิยมของคนทั้งสองต่างกันราวฟ้ากับเหว…” ลู่เต้าครุ่นคิด “หาก้าทำอาหารจานเดียวที่ถูกใจทั้งสองคงเป็ไปไม่ได้ เห็นทีต้องให้กรรมการคนใดคนหนึ่งพึงพอใจเท่านั้น”
หลังจากโจวเทียนหยวนอ่านกฎเสร็จ เขาก็ถามผู้เข้าแข่งขันด้านล่างเสียงดัง “พวกเ้ามีคำถามเกี่ยวกับกฎการแข่งขันหรือไม่ หากไม่มีแล้ว การแข่งขัน…”
ผู้เข้าแข่งขันคนหนึ่งยกมือขึ้นอย่างช้าๆ ด้วยความหวาดหวั่น เขาร้องเสียงดัง “ข้า…ข้าขอถอนตัว!”
“ข้าด้วย!”
“ถอนตัว! ถอนตัว! ข้าไม่เข้าร่วมแล้ว!”
ผู้เข้าแข่งขันหลายคนยกมือขึ้นถอนตัวด้วยความตื่นตระหนก โจวเทียนหยวนจึงต้องถามย้ำกับพวกเขาอีกครั้ง “หากพลาดโอกาสนี้แล้ว ต้องรออีกสามปีเลยนะ!”
“ไม่! ข้ายอมรออีกสามปี!” ผู้เข้าแข่งขันมุ่งมั่นถอนตัวแน่วแน่
พวกเขาหันหลังกลับแล้วออกจากสนามไปอย่างรวดเร็ว หวังเหล่ยและหลี่หูที่ยังอยู่ในสนามเห็นเช่นนั้นก็งุนงง
หลี่หูมองดูผู้เข้าแข่งขันที่วิ่งหนีอย่างอลหม่าน แล้วฉงนสงสัย “แปลก การแข่งขันยังไม่เริ่ม พวกเขารีบยอมแพ้กันทำไมเล่า”
“คงเกรงกลัวบารมีของข้ากระมัง” หวังเหล่ยยกมือไพล่หลังด้วยสีหน้าโอหัง “ยิ่งมีคู่แข่งน้อย ยิ่งเป็ผลดีกับพวกเรา ฮ่าๆๆ!”
