“ผู้ไถ่โทษ สายเืของผู้ไถ่โทษ?” ฉินอวี่ขมวดคิ้ว เขาอ่านตำราโบราณมาหลายหมื่นเล่ม แต่ยังไม่เคยพบเื่เกี่ยวกับผู้ไถ่โทษมาก่อนเลย แต่เมื่อดูจากปฏิกิริยาของจู๋ฮวง เื่นี้ก็น่าจะเป็เื่จริง!
“เ้าแน่ใจได้อย่างไรว่าเขาคือสายเืผู้ไถ่โทษ? เพียงแค่รอยผนึกกับพลังปีศาจหรือ?” ฉินอวี่ถามกลับไป ครั้งแรกที่ได้ยินเื่ของสายเืผู้ไถ่โทษ ฉินอวี่รู้สึกประหลาดใจอย่างมาก ในโลกใบนี้มีคนที่สามารถล่วงเกิน์ได้จริงหรือ? นี่มันเป็เื่น่าเหลือเชื่อเกินไปไหม
“เ้าจะเชื่อไม่เชื่อก็แล้วแต่!” จู๋ฮวงพูดอย่างโกรธเคือง เดิมทีเขาเป็คนเย่อหยิ่งจองหอง แต่เมื่อถูกฉินอวี่ถามและคอยตำหนิอยู่ตลอดเวลา ทำให้จู๋ฮวงก็ทนไม่ไหวเช่นกัน
เมื่อฉินอวี่เห็นว่าจู๋ฮวงโกรธขึ้นมาจริงๆ เขาจึงไม่ยั่วโมโหอีก อย่างไรก็ตาม ฉินอวี่ก็ยัง้าข้อมูลบางอย่างจากเขา ทันใดนั้น เขาก็พูดต่อไป “เช่นนั้นเ้าก็ช่วยเล่าให้ฟังหน่อย ว่าบรรพชนของเขาไปล่วงเกิน์ได้อย่างไร? ทำไมเขาจึงมีผลต่อผลกรรมให้ถูกตัดขาดด้วย?”
ดูเหมือนจู๋ฮวงจะไม่้าพูดอะไรเกี่ยวกับเื่นี้มากนัก หลังจากนิ่งไปครู่หนึ่งจึงพูดขึ้น “ทำไมจึงเรียกว่าการไถ่โทษ? ก็เป็เพราะบรรพชนของเขาแทบจะเข้าแทนที่์เบื้องบนนะสิ เ้าคิดว่า์จะยอมปล่อยคนสายเืนี้ไปง่ายๆ หรือ? หากใครมีความเกี่ยวข้องกับสายเืนี้ไม่ตายก็คงต้องถูกปราบ!”
ฉินอวี่ตกตะลึงขึ้นในใจ เกือบจะแทนที่์หรือ? เป็ไปได้อย่างไร? ไม่ต้องพูดถึงว่า์จะมีจริงหรือไม่ ถึงแม้จะมี แต่ด้วยพลังของมนุษย์จะสามารถแทนที่สรวง์ได้อย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้น... ์เบื้องบนมีอยู่จริงหรือ?
จู๋ฮวงผู้มาจากยุคหงหวงได้ทำลายความรู้ความเข้าใจทั้งหมดของฉินอวี่อย่างสิ้นเชิง หากได้ยินคำพูดนี้มาจากคนอื่น ฉินอวี่ก็คงได้แต่หัวเราะ แต่เมื่อคำพูดนี้ออกมาจากปากของจู๋ฮวง ฉินอวี่จะต้องเชื่อ อย่างไรก็ตาม จู๋ฮวงผู้นี้ ในอดีตเืเพียงหนึ่งหยดของเขายังต้องใช้เพลิงอสุนีบาตเข้าปราบปราม
ช้าก่อน
ทันใดนั้นฉินอวี่ก็นึกถึงการคาดการณ์ของจู๋ฮวง หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ฉินอวี่ก็พูดไป “เ้าอย่าบอกนะว่าเ้าถูกกักเอาไว้เพราะสาเหตุจากผู้ไถ่โทษ?”
จู๋ฮวงไม่ตอบอะไร
เมื่อฉินอวี่เห็นเช่นนี้ ในใจของเขาก็ยิ่งมั่นใจ สิ่งนี้ทำให้เขาต้องไม่เพียงต้องถอนหายใจ เดิมคิดว่าตนเองอ่านตำราโบราณมาหลายหมื่นเล่ม และคิดว่าคงรู้จักโลกใบนี้มากถึงเจ็ดแปดส่วนแล้ว แต่มาถึงตอนนี้จึงได้รู้ว่า โลกใบนี้ยังมีความลับอีกมากมายที่รอให้ตนเองศึกษาค้นคว้า เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น มองไปบนอากาศ ได้แต่พูดถึงตนเอง “โลกใบนี้มี์จริงหรือ?”
“์หรือ? ข้าบอกแล้วว่าอย่าถามอะไรมาก ยิ่งรู้มากก็จะยิ่งมีปัญหา ด้วยระดับการฝึกฝนของเ้าในตอนนี้ยังนับว่าเร็วเกินไป เ้าหนุ่ม ขอแค่เ้าทำให้ข้าได้ดูดซับพลังของแผ่นผนึก เมื่อเวลาผ่านไป เ้าจะได้อาศัยผนึกร้อยแปดของฟ้าดินเพื่อยกระดับการฝึกฝนสู่ระดับสูงสุด และสามารถเรียนรู้ความลับของโลกใบนี้ได้” จู๋ฮวงยังคงไม่ยอมแพ้ และพูดอย่างเร่งเร้า
“หึ่ง!” ขณะที่ฉินอวี่กำลังจะดุจู๋ฮวง เสียงหึ่งก็ดังขึ้นอย่างกะทันหัน
ฉินอวี่ก้มหน้ามองลงไป กลับพบว่าในม่านพลังของลานประลองมีเงาร่างอันเลือนรางที่โชกเืยืนอยู่ข้างม่านพลัง ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วย พลังอสูรสีดำสนิท แต่อีกคนหนึ่งเมื่อเทียบกับโหมวชิงเฟิงที่โชกไปด้วยเืซึ่งอยู่ตรงกลางลานประลองแล้ว เขาเป็ชายหนุ่มยืนถือกระบี่แต่งกายในชุดเรียบร้อย ไม่มีเืเปื้อนอยู่บนร่าง ประคองกระบี่สีครามยาวเจ็ดฉื่อไว้เล่มหนึ่ง และขมวดคิ้วอยู่อย่างมั่นใจ
“แพ้แล้วหรือ?” ฉินอวี่สงสัย หากพูดตามเหตุผลแล้ว แม้ว่าโหมวชิงเฟิงจะพ่ายแพ้ แต่ก็ไม่น่าจะอยู่ในสภาพน่าอนาถเช่นนี้ แต่เมื่อดูจากตอนนี้แล้ว โหมวชิงเฟิงดูเหมือนจะไม่สามารถทนได้อีกแล้ว
“แพ้หรือ? ฮ่าๆ หากผู้ไถ่โทษพ่ายแพ้ เช่นนั้น์คงเสียหน้าเป็ที่สุด? หากเอาชนะผู้ไถ่โทษได้ นั่นเท่ากับว่าสามารถเทียบเคียง์ได้มิใช่หรือ? จำไว้ โลกใบนี้... นอกจาก์แล้ว ไม่มีใครสามารถเอาชนะผู้ไถ่โทษได้ แต่ในท้ายที่สุด ผู้ไถ่โทษทุกคนจะต้องตายในหัตถ์ของ์! นี่คือเหตุผลที่์ยังไม่สังหารสายเืนี้ ก็เพื่อให้พวกเขาได้ไถ่โทษจากรุ่นสู่รุ่น!” จู๋ฮวงกล่าว
ใบหน้าของฉินอวี่กระตุกขึ้นทันที ตามที่จู๋ฮวงกล่าวเอาไว้ โหมวชิงเฟิงเหมือนจะพ่ายแพ้เพียงครั้งเดียวในชีวิต? และการพ่ายแพ้นั้นจะต้องพ่ายแพ้ในหัตถ์ของ์? จึงอาจกล่าวได้ว่า หาก์ไม่สังหารโหมวชิงเฟิง โหมวชิงเฟิงก็จะไม่มีวันพ่ายแพ้? เป็ไปได้อย่างไร!
ดูเหมือนว่าจะรู้สึกได้ถึงความคิดของฉินอวี่ จู๋ฮวงจึงอธิบายต่อ “แน่นอน มันก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ไถ่โทษจะพ่ายแพ้ไม่ได้ แต่ผู้ที่เอาชนะผู้ไถ่โทษได้ก็มักมีจุดจบไม่ต่างกันมากนัก ดังนั้น หากเป็อีกระดับหนึ่ง เขาจะไม่มีวันพ่ายแพ้! ดังนั้น ตลอดชีวิตของผู้ไถ่โทษไม่มีทั้งมิตรและศัตรู พวกเขาถูกกำหนดไว้ให้อยู่อย่างเดียวดายเพียงเท่านั้น”
“เช่นนั้นข้าได้ััเขาแล้ว ก็แสดงว่าข้าได้สร้างผลกรรมแล้ว เป็ไปได้ไหมว่า ข้าจะต้องตาย?” ฉินอวี่กล่าว
“เ้ารู้จักเขามานานเท่าไร? แล้วรู้จักกันได้อย่างไร? เล่ามาให้ข้าฟังให้หมด” จู๋ฮวงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และรีบถามไปทันที
ฉินอวี่ก็ไม่ปิดบัง และเล่าเื่ทั้งหมดให้จู๋ฮวงฟัง
สิบห้านาทีต่อมา
“จริงหรือ? นี่เ้าเคยช่วยเหลือผู้ไถ่โทษหรือ? ์ เ้าล้อข้าเล่นใช่หรือไม่? มันไม่ง่ายเลยที่จะได้รับพลังจากแผ่นผนึกเพื่อฟื้นกลับขึ้นมา มันไม่ง่ายเลย…” จู๋ฮวงหยุดลงกะทันหัน ทันใดนั้นเขาก็พูดอย่างเยาะเย้ย “เ้าหนุ่ม เ้าจบเห่แล้วแน่นอน และด้วยระดับฝึกฝนของเ้า จะตายอย่างไรก็ไม่อาจรู้ได้เลย ในตอนนั้นข้าก็เคยช่วยผู้ไถ่โทษเอาไว้ ก็เลยต้องมาถูกกักขังนี่อย่างไรล่ะ นึกไม่ถึงว่าเ้าก็ช่วยเขาไว้เช่นกัน ข้าบอกให้นะ เ้าต้องตายแน่นอน และน่าจะภายในปีนี้ด้วย!”
“หุบปากของเ้าเถอะ!” ฉินอวี่พูดอย่างเยือกเย็น หัวใจที่แน่วแน่ของเขาเริ่มสั่นคลอน เป็ไปได้หรือไม่…
“แค่คนใกล้ตายกล้ามาตะคอกใส่ข้าหรือ? เ้าหนุ่ม หากไม่ใช่ว่าร่างกายของข้ากำลังอ่อนแอเกินไป ข้าฆ่าเ้าก็ง่ายเหมือนฆ่ามด!” ก่อนหน้านี้เขาไม่้ายั่วยุฉินอวี่ เพื่อให้ฉินอวี่ช่วยพาตนเองไปดูดซับพลังจากแผ่นผนึก จู๋ฮวงจึงได้แต่อดทนครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ตอนนี้ เมื่อรู้ว่าฉินอวี่ต้องตาย จู๋ฮวงจะทนต่อไปได้อย่างไร?
“อย่างนั้นหรือ? แม้ข้าจะตาย เ้าก็ต้องถูกฝังไปกับข้า” ฉินอวี่เยาะเย้ย จากนั้นเพลิงมรณะและอสุนี์ประจำตัวก็ปรากฏขึ้นในมือขวาของเขาทันที
“ช้าก่อน!” จู๋ฮวงรีบะโออกไป หากฉินอวี่จะตาย เขาก็ไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้ แต่หากฉินอวี่ไม่ตาย ก็ทำให้จู๋ฮวงยังมีทางรอดชีวิต ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่ได้ฟื้นขึ้นมาง่ายๆ แล้วจะยินดีตายแบบนี้หรือ?
หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน จู๋ฮวงก็รีบพูดขึ้นทันที “ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีทางรอดชีวิต เ้าหนุ่ม หากเ้าไม่อยากอยู่รอความตาย ก็รีบช่วยพาข้าไปดูดซับพลังของแผ่นผนึก มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะทำให้ข้าได้กลืนส่วนที่เหลือของเศษจิติญญา แบบนั้นข้าจึงจะมีความทรงจำที่มากขึ้น บางที ก็อาจได้พบหนทางชีวิตรอดเพิ่มขึ้น!”
จะมีทางรอดหรือไม่ จู๋ฮวงรู้ดีอยู่ในใจ เป้าหมายของเขาคือการออกจากร่างกายของฉินอวี่ให้ได้ก่อนที่ฉินอวี่จะตาย และถ่ายโอนิญญา ดังนั้นตอนนี้เขาจึง้าให้ฉินอวี่มีเสถียรภาพ ไม่ว่าจะต้องทำเช่นไรก็ต้องทำให้ฉินอวี่เกิดความเสถียรให้ได้!
ฉินอวี่มีสีหน้าเคร่งขรึม และพูดขึ้นมา “คิดจะให้ข้าดูดซับพลัง เพื่อให้เ้ามีพลังมากขึ้นในการออกไปจากร่างของข้าสินะ? ข้าจะบอกให้นะ หากข้าตาย เ้าก็ต้องตาย ข้าไม่เชื่อว่าเ้าจะต่อต้านหัวใจเพลิงธรณีของข้าได้!”
จู๋ฮวงก็รู้สึกเสียดายเช่นกัน หากรู้ก่อนว่าจะเป็เช่นนี้ คงจะไม่บอกอะไรฉินอวี่มากเช่นนี้ แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็เพียงจู๋ฮวงในวัยเด็ก หัวใจยังเยาว์วัย มีความรอบรู้ที่จำกัด แต่เื่ก็เป็เช่นนี้แล้ว เสียใจไปก็ไม่มีประโยชน์ ทันใดนั้นเขาก็ความคิดโลดแล่นอย่างรวดเร็ว และพูดขึ้น “หัวใจเพลิงธรณีของเ้าเป็เพียงต้นแบบเท่านั้น ข้ารู้วิธีการพัฒนามัน และหัวใจเพลิงธรณีพัฒนาไปได้ถึงระดับหนึ่งจะช่วยเผาผลาญผลกรรมได้ ขอเพียงเผาผลาญผลกรรมของเ้าและผู้ไถ่โทษ...”
“เฮ้อ... แต่น่าเสียดายว่าไม่ทันเสียแล้ว ช่างเถอะ ข้าสอนวิชาซ่อนปราณให้เ้าดีกว่า วิชาซ่อนปราณนี้เป็สิ่งที่ข้าได้มายากนัก... หากฝึกจนถึงขั้นสูงสุดสามารถซ่อนได้แม้แต่์...” จู๋ฮวงพูดกับตนเอง แต่ในใจก็กังวลมากเช่นกัน
เมื่อรู้สึกได้ถึงความกังวลของจู๋ฮวง ฉินอวี่ก็กังวลมากขึ้นเรื่อยๆ หรือว่าตนเองจะกลายเป็คนใกล้ตายแล้วจริงๆ? และเป็เพราะโหมวชิงเฟิง?
เดี๋ยวก่อน ไม่ถูกสิ
จู่ๆ ฉินอวี่ก็นึกถึงเื่ตะเกียงกรรมของสำนักว่านจ้งขึ้นมาได้... ตนเองไม่ได้จุดตะเกียงกรรมั้แ่ต้น และถูกคนของสำนักว่านจ้งตัดสินว่าเป็คนใกล้ตาย แต่นี่ก็ผ่านมาหลายปีแล้ว ตนเองก็ยังมีชีวิตอยู่ปกติดีมิใช่หรือ?
ฉินอวี่รู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่งเกี่ยวกับเื่ของตะเกียงกรรม ตะเกียงกรรมนั้นมีมาั้แ่หวังชิงก่อตั้งสำนัก มีน้อยคนมากที่จะไม่สามารถจุดตะเกียงกรรมได้ และผู้ที่ไม่ได้จุดตะเกียงกรรมส่วนมากต้องตายทั้งสิ้น เป็ไปได้หรือไม่ว่าเขาจะเป็คนนอกเหนือจากนั้น?
หรืออาจพูดได้ว่า... ตนเองไม่มีผลกรรม?
เป็ไปได้อย่างไร?
หรือจะเป็เพราะเขาเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง? ดังนั้น ผลกรรมจึงไม่มีอยู่?
ฉินอวี่อยากจะถามจู๋ฮวงอย่างมากในเื่ของผลกรรม แต่เมื่อได้ยินคำพูดที่จู๋ฮวงพึมพำออกมา ฉินอวี่ก็ใจเต้นแรง ในเมื่อจู๋ฮวงคิดว่าตนเองเป็คนใกล้ตาย... อย่างนั้น... จะใช้โอกาสนี้ในการเรียนรู้วิชาลับสุดยอดมาจากจู๋ฮวงจะได้หรือไม่?
อาทิเช่น วิชาซ่อนปราณที่สามารถปกปิดได้แม้กระทั่ง์!
อย่างไรก็ตามจู๋ฮวงก็คิดว่าเขาเป็แค่คนใกล้ตาย ฉะนั้นคงจะไม่ระวังเขามากขนาดนั้น...
