หลิวอี้ได้แรงบันดาลใจจาก "วิชาชิงิญญา" เขาเกิดความคิดที่จะสร้างวิธี "หลอมสร้างรากปราณ์" ขึ้นมาใหม่ วิธีนี้จะไม่พึ่งพาการแย่งชิงรากปราณของผู้อื่น แต่จะใช้วัตถุดิบในการหลอมสร้างขึ้นโดยตรง และสามารถปลูกถ่ายเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายดาย หากสิ่งนี้ถูกนำไปวางขายในร้านค้าของระบบ... โลกบำเพ็ญเพียรทั้งใบจะต้องบ้าคลั่งและแห่กันมาแย่งซื้อแน่นอน
สิ่งนี้จะช่วยลดแรงต้านทานในการเผยแพร่ระบบลงได้อย่างมหาศาล และยังสามารถดึงผู้ฝึกตนให้เข้ามาอยู่ฝ่ายเดียวกับระบบได้อีกด้วย เพราะวิธีทำลายกลุ่มคนที่แข็งแกร่งได้เร็วที่สุด ก็คือการสลายความเป็ปึกแผ่นจากภายใน
ผู้ฝึกตนที่มีพร์ธรรมดาสามัญ พวกเขาติดอยู่ในพันธนาการของพร์มานาน และใฝ่ฝันที่จะเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตตัวเองอยู่ตลอดเวลา เมื่อพวกเขารู้ว่ามีโอกาสที่จะเปลี่ยนพร์ได้ พวกเขาจะแห่กันมาเหมือนผึ้งแตกรัง
แม้แต่ในกลุ่มผู้มีพร์เป็เลิศ ก็ยังมีญาติมิตรหรือศิษย์ที่มีพร์ธรรมดาหรือไร้พร์ เพื่อคนเ่าั้ พวกเขาย่อมไม่ปฏิเสธที่จะซื้อรากปราณ์แน่ๆ
วิธีการนี้ ดูภายนอกเหมือนจะเป็การเสริมความแข็งแกร่งให้ฝ่ายผู้ฝึกตน แต่ความจริงแล้วคือการสร้างความแตกแยกภายใน เมื่อ "รากปราณ์" สามารถสร้างขึ้นได้ด้วยวิธีภายนอก ความขัดแย้งย่อมเกิดขึ้นในหมู่ผู้ฝึกตน ผู้ที่มีรากปราณ์แต่กำเนิด จะดูถูกเหยียดหยามผู้ที่ปลูกถ่ายรากปราณ์มาภายหลัง การเลือกปฏิบัติเช่นนี้จะก่อให้เกิดความขัดแย้งแบ่งฝักแบ่งฝ่าย และสร้างปมขัดแย้งภายในนับไม่ถ้วน
ด้วยวิธีนี้ พวกเขาจะไม่สามารถรวมพลังกันเพื่อต่อต้านการเผยแพร่ระบบได้ และไม่อาจขัดขวางการเติบโตของ "ระบบวรยุทธ์เมล็ดพันธุ์เต๋า" ได้ ดังนั้น ขอเพียงหลอมสร้างรากปราณ์ได้สำเร็จ การโปรโมทระบบก็จะราบรื่นไร้อุปสรรค
แม้การพัฒนาวิธีหลอมสร้างรากปราณ์จะยากเข็ญแสนเข็ญ แต่หลิวอี้เชื่อมั่นว่าด้วยความสามารถในการอนุมานของเขา เขามีโอกาสทำสำเร็จ ทันใดนั้น ประกายความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว เขาพึมพำกับตัวเอง
"ถ้าเรามองว่ารากปราณเปรียบเสมือนอวัยวะภายใน แล้วหลอมสร้างมันขึ้นมาตามหลักการนั้น ความยากน่าจะลดลงมาก"
ผู้ฝึกตนทั่วไปมองว่ารากปราณคือของขวัญจาก์ แต่ไม่เคยคิดที่จะแหกกฎเกณฑ์เดิมๆ หากเราใช้แิเดียวกับการหลอมศาสตรา นำวัสดุิญญาจากธรรมชาติมาหลอมเป็ "อวัยวะพิเศษ" ที่เข้ากับกายมนุษย์ แล้วปลูกถ่ายเข้าไปในร่างกายล่ะ? ท้ายที่สุดแล้ว แก่นแท้ของจิติญญาก็เป็เพียงสื่อกลางในการเชื่อมต่อกับปราณฟ้าดิน ขอเพียงทำให้เกิดการสั่นพ้องของธาตุได้ รูปลักษณ์จะเป็อย่างไรก็ไม่สำคัญไม่ใช่หรือ?
คิดได้ดังนั้น หลิอี้ตื่นเต้นจนนั่งไม่ติด รีบนั่งขัดสมาธิลงบนเบาะฟางทันที
ตามวิธีการที่บันทึกไว้ใน "มหาเวทชิงิญญา" เขาใช้จิตััตรวจสอบสภาพรากปราณภายในร่างกาย ในความมืดมิด เขาััได้ถึงรากปราณห้าธาตุที่ถักทอกันอยู่ภายใน... ความคมกริบของทอง, ความมีชีวิตชีวาของไม้, ความนุ่มนวลของน้ำ, ความร้อนแรงของไฟ, และความหนักแน่นของดิน... ทั้งหมดแปรเปลี่ยนเป็กลุ่มแสงห้าสีที่หลับใหลอยู่ลึกในร่างกาย
เขากลั้นหายใจ เพ่งสมาธิทั้งหมดไปที่ััอันลึกลับนี้ พยายามทำความเข้าใจหลักการทำงานของรากปราณ ผ่านไปเนิ่นนาน หลิวอี้ค่อยๆ ลืมตาขึ้นและพ่นลมหายใจออกยาวเหยียด ความลึกลับซับซ้อนของรากปราณนั้นเหนือจินตนาการ สิ่งที่ดูเหมือนพร์อันจับต้องไม่ได้ แท้จริงแล้วสอดคล้องกับกฎเกณฑ์อันละเอียดอ่อนของการทำงานของฟ้าดิน
การสำรวจครั้งนี้ทำให้เขามั่นใจยิ่งขึ้น "ขอเวลาให้ข้าศึกษามากพอ ข้าจะต้องหลอมสร้างรากปราณ์ได้แน่!"
แต่หลังจากความตื่นเต้นผ่านพ้น เขาก็สงบใจลงอย่างรวดเร็ว เื่ซับซ้อนขนาดนี้จะใจร้อนไม่ได้ ต้องอาศัยการอนุมานซ้ำแล้วซ้ำเล่าและการทดลองอย่างกว้างขวาง ไม่อาจทำให้เสร็จได้ในเวลาสั้นๆ
หลังจากชั่งน้ำหนักดูแล้ว เขาตัดสินใจอย่างเด็ดขาด "ตอนนี้ สิ่งสำคัญกว่าคือการมุ่งสมาธิไปที่การทะลวงสู่ขอบเขตเมล็ดพันธุ์เต๋า"
...
สามวันต่อมา
หลิวอี้พาเสี่ยวหวงและอุปกรณ์กักเก็บพลังงานจำนวนมหาศาลออกจากเมืองชิงซาน มุ่งหน้าสู่ป่าลึกนอกเมือง ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงหุบเขาที่เคยสำรวจไว้ก่อนหน้านี้
หลิวอี้ก้มลงลูบขนฟูๆ ของเ้าหมาน้อยเบาๆ สายตาจริงจัง "ข้าต้องเก็บตัวบำเพ็ญเพียรเพื่อทะลวงด่านที่นี่ เ้าคอยเฝ้าอยู่นอกหุบเขานะ"
เสี่ยวหวงเห่ารับ กระดิกหาง พยักหน้าหงึกๆ เหมือนจะบอกว่าเข้าใจแล้ว ก่อนจะหันหลังวิ่งออกไปเฝ้าที่ปากทางเข้าหุบเขา
ทันทีที่ร่างของเสี่ยวหวงลับตาไป หลิวอี้ก็รีบประสานอินมือ เปิดใช้งานค่ายกลป้องกันที่ติดตั้งเตรียมไว้ ฉับพลัน ลวดลายค่ายกลก็ส่องแสงสีฟ้าเข้ม ม่านพลังแผ่ขยายออกเป็ชั้นๆ ราวกับระลอกคลื่น ปกคลุมทั่วทั้งหุบเขา
เขาถอนหายใจด้วยความโล่งอก เดินไปยังลานหินเรียบในหุบเขา แล้วนั่งขัดสมาธิลงบนเบาะฟางที่เตรียมไว้ กลิ่นอายของเขาค่อยๆ สงบนิ่ง จิตใจจดจ่ออยู่กับการทะลวงด่านที่กำลังจะมาถึง
ขอบเขตเมล็ดพันธุ์เต๋าหรือเทียบเท่า ขอบเขตจินตาน คือขอบเขตที่ผู้ฝึกตนจะกำหนดเส้นทางมหาเต๋าของตนเองในอนาคต จำเป็ต้องผสานหลักการอันลึกล้ำหรือเจตจำนงแห่งมหาเต๋าเข้ากับพลังปราณในร่างกาย ควบแน่นให้กลายเป็ 'เมล็ดพันธุ์แห่งมหาเต๋า' และบ่มเพาะมันให้เติบโตจนสุกงอม เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกันระหว่าง 'เต๋า' และ 'ปราณ'
เขาสูบลมหายใจลึก สงบจิตใจ แล้วเดินพลังภายในสร้าง 'เตาหลอม' ขึ้นที่จุดตันเถียน ฟ้าดินเป็เตาหลอม, การรังสรรค์เป็ช่างตีเหล็ก, หยินและหยางเป็ถ่านเชื้อเพลิง, หลักการแห่งมหาเต๋าของโลกและพลังปราณเป็ทองแดง... เพื่อหลอมสร้าง 'เมล็ดพันธุ์แห่งโลก'
เขาเทพลังปราณลงในเตาหลอมฟ้าดิน จากนั้นใส่ต้นแบบของ 'มหาเต๋าแห่งโลก' ที่เขาตกผลึกความเข้าใจมาแล้วลงไป เปลวเพลิงลุกโชนขึ้นในเตาหลอมฟ้าดิน ต้นแบบแห่งมหาเต๋าและพลังปราณหลอมรวมกันอย่างรุนแรงท่ามกลางความร้อนสูง ทั้งสองสิ่งถักทอและแทรกซึมเข้าหากัน ท่ามกลางเปลวไฟที่โหมกระหน่ำ มันค่อยๆ ควบแน่นกลายเป็ 'เมล็ดพันธุ์แห่งโลกโกลาหล' ที่ดูเหมือนจะบรรจุกาลเวลาและมิติอันไร้สิ้นสุด และแฝงไว้ด้วยสัจธรรมสูงสุดอย่างเลือนราง
พลังปราณในจุดตันเถียนพุ่งพล่านดุจคลื่นั์ ไหลทะลักเข้าสู่เมล็ดพันธุ์แห่งโลกอย่างบ้าคลั่ง และแปรเปลี่ยนเป็พลังงานแห่งความโกลาหลอย่างรวดเร็ว
เมื่อพลังปราณถูกใช้ไปหนึ่งเปอร์เซ็นต์ เมล็ดพันธุ์แห่งโลกก็ดูเหมือนจะดูดซับพลังงานจนอิ่มตัว ทันใดนั้นมันก็เปล่งแสงแห่งมหาเต๋าอันเจิดจ้าออกมา ภายใต้แสงนั้น เค้าโครงของโลกแห่งความโกลาหลก็ปรากฏขึ้นอย่างเลือนราง
เมื่อมั่นใจว่าเมล็ดพันธุ์แห่งโลกก่อตัวสมบูรณ์แล้ว หลิวอี้ก็สลายเตาหลอมฟ้าดินในตันเถียนทันที ใบหน้าเปื้อนยิ้มด้วยความปิติ "ฮ่าฮ่าฮ่า! ท่านปรมาจารย์หลิวผู้นี้ บรรลุขั้นแรกแห่งมหาเต๋าแล้ว!"
แต่แล้วเขาก็ต้องขมวดคิ้ว... พลังงานที่ใช้ในการควบแน่นเมล็ดพันธุ์แห่งโลกนั้นมหาศาลจนน่าใ โชคดีที่เขาเตรียมการมาดี และไม่ได้บ้าจี้ควบแน่นเมล็ดพันธุ์ในจุดชีพจรทั้ง 129,600 จุดพร้อมกัน ไม่อย่างนั้น พลังปราณทั้งตัวคงถูกสูบเกลี้ยงในพริบตาเดียว
หลิวอี้ตั้งสติ รีบหยิบอุปกรณ์กักเก็บพลังงานขึ้นมา และดูดซับพลังงานทั้งหมดเข้าไปจนเกลี้ยง เมื่อพลังปราณฟื้นคืนมา เขาก็เริ่มควบแน่นเมล็ดพันธุ์แห่งโลกใน 'จุดตันเถียนกลาง' ต่อทันที
เวลาผ่านไป... เมล็ดพันธุ์แห่งโลกค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทีละจุดๆ
วินาทีที่เมล็ดพันธุ์แห่งโลกเม็ดสุดท้ายก่อตัวขึ้น... เมล็ดพันธุ์ทั้ง 129,600 เม็ดก็ะเิแสงแห่งความโกลาหลออกมาพร้อมกัน พลังปราณแห่งความโกลาหลไหลเวียนไปทั่ว พลังปราณพุ่งพล่านผ่านเส้นชีพจร เชื่อมโยงเมล็ดพันธุ์แห่งโลกทั้งหมดเข้าด้วยกันในชั่วพริบตา
ร่างกายของหลิวอี้เปล่งแสงแห่งความโกลาหลอันเจิดจรัส 'เตาหลอมฟ้าดินสีโกลาหล' ขนาดั์ปรากฏขึ้นภายนอกร่างกาย เตาหลอมกลืนกินฟ้าดิน ดูดซับปราณิญญาราวกับพายุทอร์นาโด ไม่ว่าจะเป็แสงอาทิตย์สีทองอันร้อนแรงในยามทิวา หรือแสงจันทร์นวลใต้ยามราตรี และพลังดารา... ทั้งหมดถูกกลืนกินเข้าไปในเตาหลอม
ภายใต้เปลวเพลิงอันร้อนแรงในเตาหลอม พลังงานนับไม่ถ้วนถูกกลั่นกรองและแปรเปลี่ยนเป็พลังปราณบริสุทธิ์อย่างรวดเร็ว พลังปราณนี้ไหลเวียนอย่างบ้าคลั่งภายในร่างกายเขา ทุกการไหลเวียนเปรียบเสมือนค้อนปอนด์ที่ทุบตี หล่อหลอมเส้นชีพจร กระดูก และกล้ามเนื้อของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ภายในเตาหลอมฟ้าดิน... 'รังไหมแสงแห่งความโกลาหล' ลอยเด่นอยู่กลางอากาศ บางครั้งก็ะเิแสงเจิดจ้า บางครั้งก็เผยให้อักขระเต๋าปรากฏขึ้น นั่นคือหลิวอี้ ที่กำลังผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลงและยกระดับจิติญญา
ผ่านไปเนิ่นนาน... เสียงคำรามกึกก้องราวกับฟ้าดินแยกออกจากกันดังสนั่น รังไหมแสงแตกกระจายออก คลื่นพลังงานแห่งความโกลาหลแผ่ขยายออกไปดุจระลอกคลื่น
หลิวอี้ผู้เปี่ยมด้วยกลิ่นอายแห่งเต๋านั่งขัดสมาธิ ลอยตัวอยู่กลางความว่างเปล่า เมื่อเขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น โลกแห่งความโกลาหลก็ปรากฏอยู่ในดวงตาคู่นั้น สายตาของเขาแฝงด้วยแรงกดดันอันไร้ที่สิ้นสุด ทะลุทะลวงไปถึงฟากฟ้า เตาหลอมฟ้าดินอันอลังการสลายหายไปในพริบตา กลายเป็ละอองแสงระยิบระยับ
พลังอันไร้ขอบเขต ดุจดั่งกาแล็กซีอันกว้างใหญ่ ไหลเวียนอย่างไม่จบสิ้นภายในร่างกายของหลิวอี้
เขาอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าคำรามลั่นฟ้า เสียงคำรามะเืเลื่อนลั่นไปทั่วผืนป่า ทำเอาสัตว์น้อยใหญ่ตื่นตระหนกบินหนีตายกันจ้าละหวั่น
เนิ่นนานกว่าเสียงคำรามจะสงบลง หลิวอี้ค่อยๆ เก็บกลิ่นอายพลังกลับคืนสู่ปกติ...
