ลั่วเสี่ยวซีอยากจะร้องไห้นี่เธอเป็ฝ่ายแกล้งเขาอยู่ไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมกลายเป็เธอที่ต้องมาอยู่ท่านี้ด้วยเนี่ย?
‘นายกำลังฝันอยู่’ละครฉากนี้คงเล่นต่อไม่ได้เสียแล้ว
“ปล่อยฉัน!”เธอพยายามแกะมือเขาที่กำลังโอบเอวเธอ
แน่นอนว่าซูอี้เฉิงไม่คิดจะยอมปล่อยลั่วเสี่ยวซีไปง่ายๆแต่เพราะเล็บมือที่ได้รับการดูแลรักษาเป็อย่างดีของเธอไม่ใช่แค่ยาวเท่านั้นแต่ยังคมอีกด้วยถ้าปล่อยให้เธอแกะมือเขาไปเรื่อยๆ จะต้องมีรอยข่วนชวนให้คนอื่นเข้าใจผิดแน่ๆ
เขาออกแรงอีกครั้งคราวนี้ลั่วเสี่ยวซีไม่เพียงแต่ล้มลงนอนบนเตียงเท่านั้นแต่เขายังคร่อมทับเธอเอาไว้ไม่ปล่อยให้เธอขยับตัวได้อีก
ลั่วเสี่ยวซีอยู่มากว่ายี่สิบปีนี่เป็ครั้งแรกที่เธอถูกคนอื่น ‘จับกด’ แบบนี้
“ซูอี้เฉิงฉันขอเตือนนายเป็ครั้งสุดท้าย ปล่อยฉันนะ!” เธอเริ่มโมโห
ซูอี้เฉิงรู้ดีว่าต่อให้ลั่วเสี่ยวซีโมโหเธอก็เป็แค่สิงโตกระดาษ เขาจึงเมินคำขู่ของเธอก่อนถาม
“กลับมาั้แ่เมื่อไร”จากน้ำเสียงในตอนนี้ เขาดูจะอารมณ์ดีไม่น้อย
ลั่วเสี่ยวซีสะบัดหน้าหนีพลางตอบอย่างไม่เต็มใจ“ครึ่งชั่วโมงก่อน”
ซูอี้เฉิงก้มหน้าเล็กน้อยก่อนจะขยับเข้าใกล้เธอทีละนิด“กลับมาทำไม?”
“ถามอะไรติงต๊อง!”ลั่วเสี่ยวซีเป็คนตรงๆจึงพูดออกไปอย่างเปิดเผย “ก็กลับมาดูน่ะสิว่านายไปหรือยังแต่จะว่าไป นายก็รู้ว่าฉันไม่กลับ แล้วทำไมยังอยู่ที่นี่อีกล่ะ? หรือว่านายชอบอพาร์ทเมน์เก่าๆของฉันเข้าให้แล้ว”
ไม่รอให้ซูอี้เฉิงตอบลั่วเสี่ยวซีก็ปฏิเสธความคิดตัวเอง
“ไม่สิอพาร์ทเมนท์ของนายใหญ่กว่าหรูกว่าตั้งเยอะอยู่ที่นั่นสบายกว่าที่นี่หลายเท่าไม่ใช่เหรอ”
ซูอี้เฉิงขยับหน้าเข้าไปใกล้ใบหูของเธอก่อนจะเอ่ยเสียงเบา
“ฉันกลัวว่าถ้าเธอกลับมาแล้วไม่เห็นฉันเธอจะเสียใจ”
ลมหายใจอุ่นร้อนที่รดลงมาทำให้ลั่วเสี่ยวซีจั๊กจี้เธอนิ่งไปก่อนจะสะบัดเสียงใส่เขา
“ใครเชื่อนายก็บ้าแล้ว!”เธอผลักเขาให้ออกห่าง “ลุกเดี๋ยวนี้นะ!”
ซูอี้เฉิงยังคงไม่ขยับเขยื้อน“เธอต้องตกลงก่อนว่า คืนนี้จะกลับมานอนที่นี่”
“ไม่ได้”ลั่วเสี่ยวซีตอบ “คืนนี้ฉันต้องกลับไปเล่นหมากรุกกับพ่อ! เมื่อคืนฉันรับปากพ่อไว้แล้ว”
ถึงเธอจะชอบซูอี้เฉิงมากก็ตามแต่มันก็ต้องมีขีดจำกัดอีกอย่างสำหรับเธอแล้ว คนในครอบครัวสำคัญที่สุด
“เธอโทรไปบอกพวกเขาก็ได้นี่ว่าเธอซ้อมดึกพรุ่งนี้ค่อยกลับไป” ซูอี้เฉิงโต้กลับอย่างไม่ยอมแพ้
ลั่วเสี่ยวซีไม่อาจปฏิเสธว่าข้ออ้างนี้ไร้ที่ติเธอมองซูอี้เฉิงอย่างพิจารณา
“นายรู้ตัวไหมว่าตอนนี้นายทำตัวเหมือนอะไร? นายเหมือนหมาป่าที่กำลังหลอกขย้ำเด็กสาวไม่มีผิด!”
ซูอี้เฉิงไม่สนใจคำเปรียบเปรยของลั่วเสี่ยวซีเขาใช้นิ้วเรียวยาวไล้แก้มเนียนของเธอ
“งั้นเธอจะยอมกินเหยื่อที่ฉันโยนเอาไว้หรือเปล่าล่ะหืม?”
ลั่วเสี่ยวซีไม่ใช่คนหน้าบางแบบูเี่อันคำพูดแค่นี้ไม่สามารถทำให้เธอหน้าแดงได้เธอจึงปัดมือของเขาออกไปอย่างแรงพลางพูดว่า
“กินเหยื่อบ้าอะไรกันถ้านายยังไม่ลุกฉันจะถีบนายแล้วนะ”
ซูอี้เฉิงชักจะปวดหัวขึ้นมาลั่วเสี่ยวซีเป็ผู้หญิงที่ห้าวที่สุดที่เขาเคยเจอมาเลย...
แถมนี่ยังเป็ครั้งแรกที่เขาโดนสาวห้าวคนนี้ปฏิเสธเสียด้วย
แต่จะว่าไปถ้าเทียบกับจำนวนครั้งที่เขาเคยปฏิเสธลั่วเสี่ยวซีแล้วคงห่างกันอีกมาก
งั้นเขาจะยอมปล่อยให้เธอได้ใจอีกสักพักรอให้เธอระบายอารมณ์จนพอใจ รอให้เขาจัดการเื่ทั้งหมดให้เรียบร้อย แล้วค่อยจัดการกินเหยื่อตรงหน้าให้เรียบก็ยังไม่สาย
ลั่วเสี่ยวซีรู้สึกได้ว่ามือที่โอบเอวเธออยู่กำลังคลายออกเธอจึงถือโอกาสนี้ผลักเขาให้ออกห่าง จากนั้นจึงรีบปีนลงจากเตียง เพราะความไม่ระวังทำให้เธอกลิ้งตกเตียงลงไปที่พื้น
ถึงจะเจ็บแต่ในที่สุดเธอก็รอดพ้นมือมารมาได้แล้ว
ซูอี้เฉิงขมวดคิ้วเขากำลังจะเอ่ยถามเธอว่าเป็อะไรมากไหมแต่เธอกลับลุกขึ้นมาพลางแลบลิ้นปลิ้นตาใส่เขาและเตรียมหนีออกจากห้องไปเสียก่อน
เมื่อเดินถึงหน้าประตูลั่วเสี่ยวซีก็หันกลับมา“ฉันอุ่นกับข้าวไว้หมดแล้ว จะลุกมากินหรือเปล่าก็เื่ของนาย”
ซูอี้เฉิงไม่นึกว่าลั่วเสี่ยวซีจะพบอาหารที่เขาทำไว้เขายิ้มมุมปากก่อนจะลุกไปล้างหน้าแปรงฟันในขณะที่ลั่วเสี่ยวซีกำลังล้างของและเตรียมตักข้าวอยู่ในห้องครัว
อาหารต่างๆได้ถูกจัดวางบนโต๊ะอาหารแล้วเรียบร้อยซูอี้เฉิงเดินออกมาจากห้องน้ำ เขาเปลี่ยนมาสวมชุดสูทสุดเนี้ยบ ผูกเนคไทสีเข้มยี่ห้อเดียวกันกับเสื้อที่ดูหนักแน่นน่าเชื่อถือ
เขาไม่ได้ดูทรงอำนาจแบบลู่เป๋าเหยียนแต่ดูมีความมั่นใจและน่าเกรงขาม เวลาเจรจาธุรกิจเขาไม่ต้องแสดงอำนาจมากมายฝ่ายตรงข้ามก็พร้อมจะให้ความเคารพนับถือ
ลั่วเสี่ยวซียิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าเขาหล่อขึ้นทุกทีๆ
แต่ก่อนซูอี้เฉิงไม่ชอบสายตาของพวกผู้หญิงที่มองมาทางเขาสักเท่าไรพวกเธอชอบลอบมองเขาราวกับกำลังดูสินค้าที่จัดแสดงพลางเม้มปากยิ้มอย่างเขินอายต่างจากลั่วเสี่ยวซีที่มองตรงมาทางเขาอย่างเปิดเผยจนสุดท้ายกลายเป็เขาเองที่ทนไม่ไหวจนต้องหลบตา
ทว่าตอนนี้ยิ่งลั่วเสี่ยวซีจ้องมองเขามีความคิดบางอย่างก็เริ่มผุดขึ้นมา
เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองทำอะไรที่ไม่คาดคิดลงไปซูอี้เฉิงจึงเลื่อนชามซุปไปไว้ตรงหน้าเธอก่อนเอ่ย
“ลองชิมดูสิ”
เธอเคยกินซุปทีู่เี่อันทำมานับครั้งไม่ถ้วนแต่ซุปฝีมือซูอี้เฉิงเธอเพิ่งเคยมีโอกาสชิมเป็ครั้งแรก ว่าแล้วจึงตักมันขึ้นมาชิมรสชาติของมันไม่ทำให้เธอผิดหวังจริงๆ ทั้งหอม ทั้งละมุนติดปลายลิ้น
ระหว่างซูอี้เฉิงกับูเี่อันเธอไม่สามารถตัดสินได้จริงๆว่าใครฝีมือเหนือกว่ากัน จึงเอ่ยถามซูอี้เฉิงออกไป
“นายกับเจี่ยนอันใครทำอาหารเก่งกว่ากัน?”
ซูอี้เฉิงไม่คิดจะเปรียบเทียบกับน้องสาวเขาแค่ตอบเสียงเรียบว่า
“ฉันเป็คนสอนเจี่ยนอันกับมือ”
ลั่วเสี่ยวซีถึงกับอึ้งเธอถามต่ออย่างสงสัย “ทำไมนายถึงทำอาหารเป็ล่ะนายไม่ใช่คุณชายที่ไม่เคยทำงานบ้านเลยหรอกเหรอ” คนที่ประสบความสำเร็จแบบซูอี้เฉิงถ้าไปบอกคนอื่นว่าเขาทำอาหารเก่งจะมีคนเชื่อเธอไหมเนี่ย?
“ตอนที่ฉันไปอยู่เมืองนอกใหม่ๆฉันยังไม่ชินกับพวกเฟรนช์ฟรายส์แฮมเบอร์เกอร์อะไรพวกนั้น จะหาร้านอาหารจีนรสชาติดั้งเดิมก็ไม่ได้เลยต้องลงมือทำเอง”ซูอี้เฉิงพูดราวกับเป็เื่ที่ทำกันได้ง่ายๆ“ฉันฝึกทำอาหารอยู่ครึ่งปีก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง”
“……”
เธอคิดมาโดยตลอดว่าการที่วัตถุดิบสดๆผ่านขั้นตอนต่างๆจนกลายมาเป็อาหารเลิศรสนั้นเป็เื่มหัศจรรย์อย่างหนึ่งของโลกเธอเคยขอใหู้เี่อันช่วยสอนวิธีการทำอาหารให้ โดยที่เธอเองก็ตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่ทว่าแค่ความตั้งใจมันไม่ช่วยอะไร ถ้าไม่เกือบทำครัวไหม้ เธอก็ทำเสียของไปซะก่อนทุกที
หลังผ่านเหตุการณ์เ่าั้หลายต่อหลายครั้งูเี่อันก็ทำหน้าเหมือนอยากจะร้องไห้และขอร้องให้เธออย่าก้าวเข้ามาในครัวอีกเลยให้รับผิดชอบเื่กินก็พอ ไม่ว่าเธออยากจะกินอะไรจะทำให้ทุกอย่าง
ั้แ่นั้นเป็ต้นมาขอแค่เธอพูดชื่อออกไป ไม่ว่าจะเป็อาหารประเภทไหน ูเี่อันก็ทำให้เธอกินได้หมดต่อให้เป็การทำครั้งแรก ูเี่อันก็ทำออกมาได้อร่อยทุกอย่าง เธอจึงเข้าใจแล้วว่าการทำอาหารเป็พร์อย่างหนึ่ง
ลั่วเสี่ยวซีอดถอนหายใจไม่ได้“น่าเสียดายที่เจี่ยนอันแต่งงานไปแล้ว ตอนนี้เธอเลยกลายเป็เชฟประจำตัวของลู่เป๋าเหยียนไปซะแล้วนี่ ซูอี้เฉิง อีกหน่อยนายจะทำอาหารให้ฉันกินด้วยได้ไหม”
“ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว”ซูอี้เฉิงตอบรับทันที “แต่ก่อนอื่น เธอต้องย้ายกลับมาอยู่ที่นี่”
เขามีกุญแจห้องของเธอจะเข้าจะออกตอนไหนก็ได้ ทำไมหลังจากได้ยินคำเรียกร้องของเขาแล้ว เธอเริ่มรู้สึก...อันตรายแปลกๆ
“ไม่เอาอ่ะ!”เธอปฏิเสธเขาอีกครั้ง “เชฟดีๆมีอยู่เต็มโลก ร้านอาหารชั้นนำก็มีอยู่ทั่วฉันจะไปกินของอร่อยที่ไหนก็ได้!”
“ร้านอาหารพวกนั้นยินดีต้อนรับทุกคน”ซูอี้เฉิงยิ้มบาง “แต่อาหารของฉันมีไว้ให้เธอกินคนเดียว ก็เหมือนที่เจี่ยนอันทำอาหารให้ลู่เป๋าเหยียนกินไง”
ลั่วเสี่ยวซียอมรับว่าข้อเสนอนี่ช่างเย้ายวนใจคำว่าโอเคติดอยู่ที่ปลายลิ้น ถ้าเป็เมื่อก่อนเธอคงตอบตกลงไปแล้ว แต่ตอนนี้ทุกอย่างไม่แน่นอนอีกต่อไปเธอจึงแค่ยิ้มมุมปากก่อนตอบชัดถ้อยชัดคำ
“นายตัดใจซะเถอะ!”คำๆนี้เป็คำที่ซูอี้เฉิงชอบใช้ปฏิเสธเธออยู่บ่อยๆในสมัยก่อน
ครึ่งชั่วโมงให้หลังทั้งสองคนก็กินอิ่มเรียบร้อย ลั่วเสี่ยวซีลุกขึ้นเตรียมจะเก็บจานชาม
“นี่เป็มื้อเช้าที่อลังการที่สุดที่ฉันเคยกินมาเลยขอบใจนะ!”
เมื่อล้างจานจัดเก็บทุกอย่างเรียบร้อยก็ได้เวลาพอดีลั่วเสี่ยวซีคว้ากระเป๋าก่อนจะลงไปชั้นล่างพร้อมกับซูอี้เฉิงเมื่อเข้าไปลิฟต์เธอก็มองเงาสะท้อนของตัวเองกับเขาที่ยืนเคียงข้างกันแล้วอดยิ้มไม่ได้
“นี่ถ้าคนอื่นมาเห็นคงคิดว่าเราคบกันแล้วแน่ๆจริงสิ มีคนเคยกินอาหารฝีมือนายมาแล้วกี่คน?”
“ขนาดเจี่ยนอันยังไม่เคยกินเธอคิดว่าไงล่ะ”
ลั่วเสี่ยวซีเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อนี่เธอเป็คนแรกที่ได้ชิมอาหารฝีมือเขางั้นเหรอ? ว่าแล้วลั่วเสี่ยวซีก็ยิ้มออกมาอีกครั้ง
“ว้าวงานนี้ฉันได้กำไรเต็มๆ! ว่าแต่วันนี้นายจะไปส่งฉันที่บริษัทไหม?” เมื่อวานเธอโดนเข้าปฏิเสธมาแล้วรอบหนึ่ง
“เธอขับรถดีๆล่ะ”ซูอี้เฉิงตอบ
เขาปฏิเสธเธออีกครั้ง
แต่คราวนี้ลั่วเสี่ยวซีไม่โมโหเธอแค่ถามอย่างสงสัย
“ซูอี้เฉิงทำไมนายถึงไม่กล้าไปส่งฉัน? หรือนายกำลังมีซัมติงกับดาราสาวสังกัดเดียวกับฉันเลยไม่อยากให้เธอมาเห็นตอนฉันลงจากรถนาย?”
ซูอี้เฉิงยิ้มก่อนตอบ“อย่าคิดเพ้อเจ้อ ่นี้ฉันมีซัมติงแค่กับเธอนี่แหละ”
“อี๋!”ลั่วเสี่ยวซีทำหน้าสยองอย่างไม่เกรงใจ “ฉันกับนายไม่ได้มีอะไรกันสักหน่อย!”
พูดจบเธอก็เปิดประตูรถของตัวเองและเข้าไปนั่งไม่ช้าเฟอร์รารีสีแดงก็เคลื่อนตัวสู่ท้องถนน ก่อนจะหายลับไปจากสายตาของซูอี้เฉิง
ซูอี้เฉิงมองตามทิศทางที่ลั่วเสี่ยวซีขับรถไปก่อนจะหรี่ตาลงเล็กน้อย
อีกไม่นานลั่วเสี่ยวซีก็ไม่อาจปากแข็งกับเขาได้อีกแล้ว
ตอนนั้นเองรถยนต์สีดำก็เคลื่อนเข้ามาจอดตรงหน้าซูอี้เฉิง คนขับรถลงมาเปิดประตูให้เขา
“ขออภัยด้วยครับผอ.ซู ผมมาสายไปหน่อย”
“ไม่เป็ไร”ซูอี้เฉิงตอบอย่างอารมณ์ดีแบบที่ไม่เคยเป็มาก่อน “ฉันเองก็เพิ่งลงมา”
คบขับรู้ดีว่าซูอี้เฉิงเกลียดการรอคอยที่สุดที่เขาบอกว่าไม่เป็ไร คงเป็เพราะคุณหนูลั่วแน่ๆ
ทว่าที่ผ่านมาการปรากฎตัวของคุณหนูลั่วมีแต่จะทำให้เขาหงุดหงิดไม่ใช่เหรอ? หรือว่าการตามตื้อที่ยาวนานหลายปีของคุณหนูลั่วเริ่มออกดอกออกผลแล้วอีกไม่นานก็คงจะมีข่าวดี?
คนขับนั่งขบคิดไปเรื่อยๆขณะที่ซูอี้เฉิงเริ่มอ่านเอกสารทันทีที่ก้าวขึ้นรถ โดยไม่รู้ตัวเลยว่า ที่มุมหนึ่งของถนนมีเลนส์กล้องตัวยาวกำลังจับภาพอยู่
ภาพของซูอี้เฉิงกับลั่วเสี่ยวซีที่เดินลงมาจากอพาร์ทเมนท์พร้อมกันเมื่อครู่ได้ถูกบันทึกเอาไว้หมดแล้ว
เมื่อเก็บกล้องกลับมานักข่าวบนรถทั้งสองคนก็จุดบุหรี่พลางพูดคุยกัน
“ซูอี้เฉิงไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงในวงการมาก่อนเลยไม่ใช่เหรอ? ทำไมอยู่ๆเขาถึงหันมาสนใจนางแบบหน้าใหม่ได้ล่ะเนี่ย?”
นักข่าวอีกคนยิ้มก่อนตอบ“เมื่อก่อนไม่เคยยุ่งเกี่ยวก็จริง แต่ตอนนี้เรียกว่าเตรียมดันเต็มที่ รอดูเถอะไว้รายการออกอากาศเมื่อไร และถ้านางแบบคนนี้ได้รางวัลชนะเลิศด้วยแล้วล่ะก็ข่าวของพวกเราคงดังไปทั่วแน่ๆ”
“ถึงเวลาพาดหัวว่า‘เปลี่ยนรสนิยม ซูอี้เฉิงดันนางแบบดังคนรักใหม่!’ เป็ไง”
“ฮ่าๆๆว่าแต่ซูอี้เฉิงเปลี่ยนสไตล์แล้วจริงๆนะเนี่ย คราวนี้แซ่บเป็บ้าเมื่อก่อนเห็นคบแต่พวกสาวเก่ง เราเลยไม่เคยได้ข่าวดีๆเลย”
“จริงสิแหล่งข่าวของเราคือใคร?”
“เขาไม่บอกชื่อไม่เอาเงิน แถมยังใช้โทรศัพท์สาธารณะโทรมาอีก นี่แสดงว่าเขาไม่ได้้าเงินแค่อยากจะโจมตีซูอี้เฉิงกับลั่วเสี่ยวซีเท่านั้นล่ะมั้ง”
“เฮ้อ...”ชายหนุ่มนักข่าวอีกคนถอนหายใจ “การลอบกัดกันลับหลังแบบนี้ ในวงการนี้ก็ไม่ใช่เื่แปลกนี่เนอะ”
