“ปกติทิณณ์ไม่เคยรู้สึกผิดกับสิ่งพวกนี้ไม่ใช่เหรอคะ ไม่ว่ากับผู้หญิงคนไหน ทิณณ์ก็ไม่เคยสนใจ แต่กับพิมพ์...ทำไมทิณณ์ถึงต้องเดือดร้อนขนาดนั้นด้วย” เขายังไม่ทันได้ตอบคำถามของปุยนุ่น ร่างของพิมพ์มาดาก็เดินออกมาจากห้องพยาบาล เทวทิณณ์รีบเข้าไปหาเธอในทันที
“จำหน้าพวกมันที่ทำร้ายเธอได้ไหม” เขาเอ่ยถามในทันที พร้อมกับแววตาของปุยนุ่นจะจับจ้องไปยังพิมพ์มาดา ภาวนาให้แผนการที่วางไว้กับดาหรันผ่านพ้นไปด้วยดี
“จำไม่ได้ค่ะ”
“จะไม่ได้ยังไง พวกนั้นทำเธอถึงขนาดนี้ ทำไมเธอจำไม่ได้” ชายหนุ่มละล่ำละลักถาม ก่อนที่พิมพ์มาดาจะนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
“ในตอนนั้น ทุกคนใส่หน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้า ถ้าจะให้พิมพ์จำได้ ก็มีแต่เสียงของพวกเขาเท่านั้นค่ะ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมากจนพิมพ์ไม่ทันตั้งตัว”
“ยังไงพี่ก็ไม่ยอม พี่ต้องเอาพวกมันเข้าคุกให้ได้” สีหน้าของชายหนุ่มจริงจังจนปุยนุ่นถึงกับเสียวสันหลังวาบ เมื่อเห็นว่าเื่ราวเริ่มบานปลายเกินกว่าที่คิด เธอจึงพยายามปั้นหน้า แล้วเดินเข้ามาหาเทวทิณณ์
“ใจเย็นก่อนนะคะ อย่าพึ่งวู่วามไป ลองมองดูรอบ ๆ สิคะ ทุกคนจับตาพวกเรากันหมดแล้ว อย่าทำอะไรให้พิมพ์มาดาเสียหายไปมากกว่านี้เลยค่ะ เท่านี้....” ปุยนุ่นพูดพร้อมเลื่อนสายตามายังพิมพ์มาดา
“คนอื่นก็หาว่าน้องพิมพ์ หน้าเงิน มากแล้วล่ะค่ะ ที่ยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อเงินสามแสน” เธอพูดเน้น ก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังเทวทิณณ์
“พวกเราไปคุยกันในที่เงียบ ๆ ดีกว่านะคะ” ว่าแล้วดาราสาวที่แสร้งทำดี ก็เดินนำทั้งสองออกไป พร้อมกับเหล่านักศึกษาที่มุงดูสถานการณ์ค่อย ๆ ทยอยสลายหายไปในที่สุด
หญิงสาวพาทั้งสองเดินมายังห้องดนตรี ที่เงียบสงัด ก่อนจะปิดประตูห้อง พร้อมกับหันมายังเทวทิณณ์และพิมพ์มาดา แล้วพยายามเก็บซ่อนความผิดหวังหลายอย่างไว้ในใจ
“ทิณณ์ช่วยบอกความจริงทุกอย่างกับนุ่นได้ไหมคะ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างทิณณ์กับพิมพ์เป็ความสัมพันธ์แบบไหนคะ
“ที่นุ่นอุตส่าห์ลากเรากับพิมพ์มา เพื่อถามเื่นี้เหรอ” ชายหนุ่มขมวดคิ้วแล้วก้าวเท้าเข้ามาหาหญิงสาว ก่อนที่เธอจะพยักหน้ารอคำตอบ
“ใช่ไงคะ นุ่น้าความจริงจากปากของทิณณ์ค่ะ”
“สิ่งที่นุ่นควรสนใจ นั่นก็คือช่วยเราตามหาคนร้ายที่ทำพิมพ์มากกว่าจะมาตั้งคำถามอะไรแบบนี้ ไม่ใช่เพราะนุ่นเหรอที่ห้ามไม่ให้เราตามพวกมันไป จนพวกมันหนีไปได้” ดาราสาวได้ยินดังนั้นจึงส่ายศีรษะไปมา รู้สึกเ็ปกับคำต่อว่าของเขา
“พี่ทิณณ์คะ อย่าทะเลาะกันเลยนะคะ ตอนนี้พิมพ์ปลอดภัยแล้ว ทุกอย่างจบแล้วค่ะ” พิมพ์มาดาเห็นท่าไม่ดี จึงรีบพูดให้เขาใจเย็น
“เธอคิดว่าจบงั้นเหรอพิมพ์” เสียงของปุยนุ่นเอ่ยขึ้น ก่อนจะยกยิ้ม แล้วพูดบางอย่าง
“ข่าวที่ว่าทิณณ์ซื้อเธอในราคาสามแสน รวมถึงไลฟ์สดที่ประจานเธอขนาดนั้น เธอคิดว่ามันจะจบง่าย ๆ เหรอ เธอรู้ไหมว่าทิณณ์เป็ใคร ? ครอบครัวเขาทำธุรกิจใหญ่โตแค่ไหน ยิ่งกว่านั้น ชื่อเสียงเขาก็สำคัญไม่แพ้กัน แต่เขาต้องเป็ข่าวฉาวกับเธอ เธอคิดว่า...”
“พอแล้ว หยุดพูดได้แล้ว!” เทวทิณณ์ตวาดขึ้นเสียงดัง จนทุกอย่างในห้องดนตรีเงียบสนิท หญิงสาวที่กำลังพูดหยุดชะงักในทันที พร้อมกับหยดน้ำตาร่วงหล่น เมื่อพิมพ์มาดาเห็นดังนั้น จึงรีบเข้าไปหาเทวทิณณ์
“พี่ทิณณ์นั่นแหละค่ะหยุด ทำไมต้องต่อว่าพี่นุ่นขนาดนั้นด้วยคะ จริง ๆ แล้วพี่นุ่นก็แค่หวังดี เพราะกลัวว่าพี่ทิณณ์จะเสียชื่อเสียง ทุกอย่างที่พี่นุ่นทำก็เพราะหวังดีกับพี่ทิณณ์นะคะ” เขาเงียบปากลง พร้อมกับหยิบมือถือขึ้นมาโทรหาใครบางคนด้วยความโกรธ
“คุณอภิรักษ์ ช่วยเรียนคุณพ่อ ให้ส่งคนมาหาผมที ผม้าคนที่มีความรู้ทางกฎหมาย และ้าตอนนี้ ช่วยเรียนคุณพ่อให้ส่งมาด่วนเลย ผมรออยู่ที่มหาลัย” ทั้งปุยนุ่นและพิมพ์มาดา ยืนมองเขาสนทนากับปลายสายอย่างเงียบ ๆ ดาราสาวทอดสายตาไปยังเทวทิณณ์ พร้อมกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ท่าทางเปลี่ยนไปของเขา ทำเอาปุยนุ่นแทบคุมสติไม่อยู่ เธอรับรู้ได้ในทันทีว่าเขาอาจหลุดมือไปเพราะผู้หญิงที่ยืนเคียงข้าง
หลังจากวางสายไป ชายหนุ่มจึงหันมายังพิมพ์มาดา พร้อมมองไปยังใบหน้าที่มีรอยแดงช้ำ แล้วยกมือขึ้น ค่อย ๆ ลูบรอยนั้นด้วยความรู้สึกผิดที่ไม่สามารถปกป้องเธอได้
“พี่ขอโทษนะที่...” ยังไม่ทันพูดจบ เสียงมือถือของเขาดังขึ้นอีกครั้ง ทว่าสายนี้กลับทำให้เทวทิณณ์เบิกตากว้าง เพราะเป็สายแรกในรอบเกือบสองปีที่โทรตรงจากบิดา ทำให้ชายหนุ่มเบี่ยงตัวเดินออกไปคุยด้านนอก ปล่อยให้พิมพ์มาดาและปุยนุ่นอยู่กันตามลำพัง
“มีปัญหาอะไร ถึงกล้าติดต่อฉันมา” เสียงเข้มของฉัตรภพเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนที่ชายหนุ่มจะอ้ำอึ้ง เพราะเขาเคยประกาศว่าจะไม่ติดต่อไปจนกว่าจะครบกำหนด
“ปัญหาไม่เยอะหรอกครับ ผมแก้ด้วยตัวเองได้”
“ก็ถ้าแกแก้ได้เอง แกจะขอคนของไปฉันทำไม”
“พ่อครับ ผมขอคนของพ่อนะครับ ผมไม่ได้ขอตัวพ่อเสียหน่อย” คำตอบของลูกชายทำให้ชายกลางคนหลุดยิ้ม
“เื่ยัยดาราคนนั้นล่ะสิ” คำพูดของชายกลางคนทำให้เทวทิณณ์ยิ่งมั่นใจ ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาบิดาได้ส่งคนคอยจับตาดูเขา ก่อนที่เทวทิณณ์จะถอนหายใจออกมาอย่างรู้ทัน
