ฉินซูหลานฟังเสียงประกาศก้องจากลำโพง พลางนึกศรัทธาในวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของชูชิงขึ้นมาจับใจ เธอเดินเข้าไปหาหลี่ต้าเหวินพร้อมรอยยิ้มภาคภูมิใจ “ตาแก่ หลานสาวเรานี่ฉลาดจริงๆ แกได้ยินเสียงประกาศเมื่อกี้ไหม?”
หลี่ต้าเหวินหัวเราะร่า “ได้ยินสิ หลานเราหัวไวจะตาย มองปราดเดียวก็อ่านใจเสมียนฉินได้ทะลุปรุโปร่ง ฉลาดขนาดนี้ อนาคตสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้สบายๆ”
ต้าลี่ที่ยืนฟังอยู่ครุ่นคิดเงียบๆ แม้ความทรงจำในสมองจะยังสับสนปนเป แต่เขาก็ระลึกได้ถึงสองชาติภพ ทำให้เขารู้สึกได้ทันทีว่า ชูชิงนั้นมีความสุขุมนุ่มลึกเกินวัย ต่างจากชูเฉียนที่เป็เด็กน้อยไร้เดียงสา ซึ่งในแววตานั้นฉายทั้งความอิจฉาและความภูมิใจในตัวพี่สาวไปพร้อมกัน
...
อีกด้านหนึ่ง ชูชิงและเหลียนซานเพิ่งเดินพ้นเขตหมู่บ้านเป่ยซินมาได้ไม่ไกล ทั้งคู่ก็ได้ยินเสียงประกาศนั้นเช่นกัน
เหลียนซานยกนิ้วโป้งให้หญิงสาวด้วยความทึ่ง “ชูชิง ฉันโตมาป่านนี้ยังไม่เคยนึกชมใครเลยนะ แต่วันนี้ต้องขอยอมรับจากใจเลยว่าเธอมองการณ์ไกลจริงๆ”
ชูชิงตอบกลับอย่างถ่อมตัว “ไม่ถึงกับมองการณ์ไกลหรอก แค่่นี้ได้เข้าไปในตัวเมืองบ่อยๆ ได้เห็นได้รู้อะไรมากขึ้น การออกมาเปิดหูเปิดตาข้างนอกบ้างมันช่วยได้นะ”
เหลียนซานถอนหายใจ แววตาหม่นลงเล็กน้อย “ชีวิตฉันคงไปไหนไม่ได้หรอก แม่ฉันเป็อัมพาต พ่อร่างกายก็ไม่ค่อยดีทำงานหนักไม่ไหว ฉันอยากอยู่ดูแลพวกท่านที่นี่”
“นายดูแลพวกท่านไปพร้อมกับเรียนหนังสือได้นี่” ชูชิงให้กำลังใจ “ถ้าสอบติดมหาวิทยาลัย นายก็พาพ่อแม่ย้ายไปอยู่เมืองที่เธอเรียนได้เลย อย่ามาอ้างเื่ฐานะทางบ้านนะ ขนาดฉันเป็ผู้หญิงยังหาวิธีค้าขายหาเงินได้ ผู้ชายอกสามศอกอย่างนายต้องทำได้ดีกว่าฉันแน่”
คำพูดนั้นจุดประกายบางอย่างในดวงตาของเหลียนซาน “ชูชิง... เธอทำให้ฉันตาสว่างเลย ที่เธอพูดมาถูกต้องที่สุด ขอแค่ฉันรู้จักค้าขาย อนาคตไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็หาเลี้ยงครอบครัวได้ การได้เจอเธอถือเป็โชคดีของฉัน... ไม่สิ ของครอบครัวฉันเลยต่างหาก”
ชูชิงยิ้มรับแต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ ในชาติที่แล้วกว่าเหลียนซานจะเข้าใจสัจธรรมข้อนี้ เขาก็เสียเวลาไปมาก แต่เมื่อเขา ‘ตื่นรู้’ เขาก็กลายเป็ราชันจอเงินผู้ยิ่งใหญ่ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีใครชี้แนะ แม้ตอนนี้เขาจะดูเนือยๆ ไปบ้าง แต่ศักยภาพในอนาคตนั้นประเมินค่าไม่ได้เลยทีเดียว
เมื่อเดินมาถึงตัวอำเภอ เหลียนซานตั้งใจจะเดินไปส่งชูชิงที่โรงพยาบาล แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าพ่อแม่รอทานข้าวและ้าคนดูแล เขาจึงจำต้องตัดใจ เขาหยุดมองส่งแผ่นหลังของชูชิงจนลับสายตา ก่อนจะหันหลังเดินกลับบ้าน
จังหวะนั้นเอง เขาก็บังเอิญเจอกับหนิวเสียน
หนิวเสียนเมื่อเห็นหน้าเหลียนซานก็มีท่าทีราวกับหนูเจอแมว เขารีบหลบสายตาเลี่ยงเข้าไปในตรอกเล็กๆ ทันที ในใจลึกๆ หวังเพียงว่าเหลียนซานจะไม่เอาเื่
เหลียนซานทำเพียงปรายตามองโดยไม่สนใจ เขาเลือกที่จะเดินกลับบ้านด้วยฝีเท้าปกติ แม้ใจจริงอยากจะรีบวิ่งกลับไปกินข้าวกับพ่อแม่แค่ไหน แต่เขาก็รู้ดีว่าถ้าเขาวิ่ง หนิวเสียนอาจจะเข้าใจผิดว่าเขากลัวและกลับมารังแกเขาอีก
หนิวเสียนแอบมองจนมั่นใจว่าเหลียนซานไม่ได้มีเจตนาจะหาเื่ จึงรีบหนีไปอีกทาง
...
เมื่อเหลียนซานก้าวเข้ามาในบ้าน เขาก็ต้องประหลาดใจ สภาพภายในโกดังเก่าๆ เปลี่ยนไปถนัดตา ผนังที่เคยเลอะเทอะถูกปิดทับด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าจนดูเรียบร้อย หยากไย่ตามมุมห้องหายไปเกลี้ยง พื้นถูกกวาดและพรมน้ำจนสะอาดสะอ้าน มอบความรู้สึกเย็นสบายท่ามกลางอากาศร้อนระอุ
“พ่อครับ แม่ครับ ผมเอาหมั่นโถวกลับมาแล้ว ล้างมือเตรียมกินข้าวกันเถอะครับ”
เหลียนโปหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “พ่อเพิ่งล้างมือเสร็จพอดี กำลังจะเปลี่ยนน้ำให้แม่แกอยู่เชียว”
ด้วยอาชีพจักสานที่ทำอยู่ มือของเหลียนโปมักจะเปื้อนเสมอ เขาจึงต้องล้างมือตัวเองให้สะอาดก่อนจะไปดูแลภรรยา เหลียนซานรู้เื่นี้ดีจึงรีบยื่นห่อผ้าให้พ่อ “พ่อพักเถอะครับ เดี๋ยวผมไปตักน้ำมาล้างให้แม่เอง ผมจะได้ล้างของตัวเองด้วย”
เหลียนโปรับห่อผ้ามาเปิดออก กลิ่นหอมกรุ่นลอยเตะจมูก “หอมจริงๆ นี่เป็หมั่นโถวที่หอมที่สุดที่พ่อเคยเจอเลย”
เหลียนซานตักน้ำมาครึ่งกะละมัง ปรนนิบัติล้างมือให้แม่จนสะอาด แล้วจึงจัดการธุระส่วนตัว ก่อนจะเอ่ยขึ้น “ผมก็ว่าของบ้านย่าหลี่หอมที่สุดครับ พรุ่งนี้ผมกะว่าจะไปขอสูตรจากคุณย่า พอได้เงินค่าแรงมา ผมจะลองนึ่งให้พ่อกับแม่กินบ้าง”
เหมยฮวายิ้มแก้มปริ “เสี่ยวซาน... แม่โชคดีจริงๆ ที่มีลูกกตัญญูแบบนี้”
บรรยากาศมื้อค่ำเต็มไปด้วยความอบอุ่น เหลียนซานเคี้ยววอวอโถวตุ้ยๆ พลางกวาดตามองรอบห้อง “พ่อครับ ทำไมจู่ๆ ถึงลุกขึ้นมาจัดบ้านล่ะครับ? พ่อเคยบอกว่าเราไม่รู้จะโดนไล่ที่เมื่อไหร่ จะจัดหรือไม่จัดก็ค่าเท่ากันไม่ใช่เหรอ?”
เหลียนโปยิ้มเจื่อนเล็กน้อย “เมื่อก่อนพ่อคิดตื้นไปหน่อย ต่อไปนี้ไม่ว่าเราจะซุกหัวนอนที่ไหน เราก็จะทำให้มันเป็ ‘บ้าน’ นะลูก อีกอย่าง ตอนนี้ลูกไปช่วยย่าหลี่ขายซาลาเปา เื่ความสะอาดเป็สิ่งสำคัญ ถ้าตัวเราสกปรกมีเห็บหมัด เดี๋ยวเขาจะรังเกียจเอาได้”
เหลียนซานพยักหน้าเห็นด้วย “จริงครับ งั้นต่อไปผมจะอาบน้ำทุกวันเลย” เด็กหนุ่มรับคำอย่างกระตือรือร้น จากที่เคยไม่ใส่ใจสุขอนามัย ตอนนี้ความคิดเขาเปลี่ยนไปแล้ว
หลังมื้ออาหาร เหมยฮวาดึงมือลูกชายไว้ “เสี่ยวซาน วันนี้ไปเจอเื่อะไรสนุกๆ มาบ้าง เล่าให้แม่ฟังหน่อยสิ”
เธอไม่ได้ออกไปไหนมานาน เพราะกลัวสายตาคนอื่นจะดูถูกสามีและลูก เหลียนซานจึงเล่าเื่ราววันนี้ด้วยรอยยิ้ม “แม่ครับ วันนี้ผมชนะเ้าหนิวเสียนแล้วนะ ต่อไปมันไม่กล้ารังแกผมอีกแน่ ต้องขอบคุณชูชิงที่เตือนสติผม การรับมือคนตัวใหญ่อย่างหนิวเสียนต้องใช้สมองครับ... อ้อ จริงสิ ลุงต้าลี่ที่บ้านย่าหลี่แกแข็งแรงมากเลยนะแม่ ยกวัวแก่ขึ้นจากหล่มโคลนได้สบายๆ แถมกินจุกว่าใคร กินหมั่นโถวทีเป็ร้อยลูก...”
ทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของเหมยฮวาก็แข็งค้างไป
เมื่อเห็นแม่มีสีหน้าไม่สู้ดี เหลียนซานจึงหยุดเล่าแล้วขอตัวออกไปอ่านหนังสือใต้แสงไฟถนนข้างนอกแทน ทิ้งให้เหลียนโปมองภรรยาด้วยความสงสัย “เมื่อกี้ยังคุยกันดีๆ ทำไมหน้าซีดไปแบบนั้นล่ะ?”
เหมยฮวารีบปรับสีหน้า “ฉันแค่เหนื่อยนะคุณ... ก็รู้นี่นาว่าเป็อัมพาตมานาน บางทีร่างกายมันก็คุมสีหน้าไม่ได้ดั่งใจ”
เหลียนโปถอนหายใจเบาๆ เขารู้ว่าภรรยาปิดบังอะไรบางอย่าง แต่เขาก็เลือกที่จะไม่คาดคั้น ความลับบางเื่ที่เขาระแคะระคายมาบ้าง เขาตั้งใจจะเก็บมันไว้กับตัวจนวันตาย เพื่อรักษาครอบครัวนี้ไว้
...
อีกด้านหนึ่ง ชูชิงยังไปไม่ถึงโรงพยาบาล เมื่อใกล้ถึงตัวเมือง เธอหลบเข้าไปในมุมลับตาคนแล้วหายเข้าไปในมิติ ตั้งใจจะขุดสมุนไพรบางอย่างออกมาขาย
เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัว “ชิงชิง ท่านกลับไปหมู่บ้านเป่ยซิน นึกว่าจะไปขุดสมุนไพรล้ำค่าบนูเาซินซะอีก ทำไมไม่ไปล่ะ?”
ชูชิงยิ้มมุมปาก “ของล้ำค่ามันหายาก จะเจอหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับดวง ร้อนๆ แบบนี้ใครจะมีอารมณ์ไปปีนเขา”
“นั่นคือเหตุผลจริงๆ เหรอ?” เสียงในมิติดักคอ
“แล้วเธอคิดว่าเป็เพราะอะไรล่ะ?”
“ข้าว่าท่านแค่อยากเดินทางเป็เพื่อนเหลียนซาน ถือโอกาสชี้แนะแนวทางให้เขา เพื่อซื้อใจเขามากกว่า”
“เอาเถอะ เธอดันรู้ทันซะได้” ชูชิงยอมรับ “เหลียนซานคือว่าที่บอสใหญ่ในอนาคต ฉันก็แค่อยากจะเกาะขาทองคำต้นนี้ไว้ก่อน”
“ถ้าจะพูดถึงบอส... เถาอี้เฉินนั่นน่ะ บอสเหนือบอสเลยนะ ทำไมท่านไม่คิดจะไปเกาะเขาบ้างล่ะ?”
