ตอนที่ 7: เรือนหอปีศาจ
ขบวนเกี้ยวเ้าสาวหยุดลงอย่างเงียบเชียบ เบื้องหน้าของเซิ่นอวี้มิใช่ซุ้มประตูมงคลที่ประดับด้วยโคมไฟสีแดงสว่างไสว ทว่ากลับเป็ซุ้มประตูหินมหึมาที่ตั้งตระหง่านราวกับปปากทางเข้าสู่สุสานหลวง
จวนชินอ๋องโจวเหยียน...
ที่นี่ไม่มีเสียงเฉลิมฉลอง ไม่มีกลิ่นอายของงานมงคล มีเพียงเสียงลมหนาวที่หวีดหวิวพัดผ่านแมกไม้ที่แห้งกรัง ใบไม้แห้งร่วงหล่นลงบนหลังคาเกี้ยวเสียงดัง สวบสาบ ราวกับนิ้วมือของิญญาที่คอยลูบไล้ไปตามเนื้อไม้ กลิ่นอายของความร่วงโรยและกลิ่นสนิมเหล็กอวลอยู่ในอากาศ ชวนให้ผู้ที่มาเยือนรู้สึกสั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ
“เชิญพระชายาลงจากเกี้ยว...”
เสียงของขันทีเฒ่าที่มาส่งตัวสั่นเครือและแหบแห้ง เขาแทบไม่กล้าสบตากับทหารยามที่สวมชุดเกราะสีดำมะเมื่อมซึ่งยืนนิ่งเป็ประติมากรรมอยู่หน้าประตูจวน
เซิ่นอวี้ก้าวเท้าออกจากเกี้ยวอย่างมั่นคง แม้ร่างกายจะอ่อนล้าจากการขาดอาหาร แต่นางกลับเชิดหน้าขึ้นภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีแดงสด นางััได้ถึงสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมาจากเงามืด สายตาที่มิใช่ความชื่นชม แต่คือความสงสัยและความสมเพช
นางถูกสาวใช้คนหนึ่งนำทางผ่านระเบียงไม้ที่ผุพังตามกาลเวลา โคมไฟประดับงานมงคลที่แขวนอยู่ห่างๆ สั่นไหวไปตามแรงลม แสงสีแดงสลัวรางพาดผ่านกำแพงหินดูราวกับเงาของอสุรกายที่กำลังบิดกายไปมา จนกระทั่งขบวนส่งตัวมาหยุดลงที่หน้าประตูห้องหอขนาดมหึมา
“หวังว่าท่านจะโชคดี... พระชายา” สิ้นเสียงกระซิบที่ดูเหมือนการสั่งลา ประตูหนักอึ้งก็ถูกปิดลงพร้อมเสียง ปัง! ที่ดังกึกก้องไปทั่วโถงทางเดิน
ภายในห้องหอเงียบสงัดจนได้ยินเสียงหยดน้ำตาจากเทียนมงคลที่ค่อยๆ ไหลริน กลิ่นหอมของกำยานจางๆ ผสมกับกลิ่นยาหม้อที่รุนแรงจนน่าอึดอัด เซิ่นอวี้ประทับนั่งลงบนขอบเตียงกว้างที่ประดับด้วยผ้าไหมลายัคาบแก้ว ท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงแสงเทียนริบหรี่
แกรก... แกรก...
เสียงโลหะเสียดสีกับพื้นหินดังมาจากมุมห้องที่มืดที่สุด เงาตะคุ่มของบุรุษผู้หนึ่งค่อยๆ เคลื่อนกายออกมาจากหลังม่านมุ้งสีแดงฉาน ความกดดันมหาศาลแผ่กระจายออกมาจนเซิ่นอวี้รู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก
บุรุษผู้นั้นหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของนาง แผ่นหลังของเขากว้างและเหยียดตรงดุจขุนเขาที่ถล่มไปครึ่งหนึ่ง กลิ่นอายของเืและาที่ฝังลึกอยู่ในกายของเขาโชยแตะจมูก
“ตระกูลเซิ่นช่างกล้าดีนัก...”
น้ำเสียงนั้นทุ้มต่ำและแตกพร่า ราวกับเสียงหินที่บดขยี้กัน มันไม่มีความอ่อนโยนแม้เพียงเศษเสี้ยว มีเพียงความเกลียดชังและชิงชังในโชคชะตา
มือที่สวมถุงมือหนังสีดำสนิทเอื้อมมาดึงผ้าคลุมหน้าเ้าสาวออกอย่างแรง จนผ้าไหมสีแดงปลิวว่อนลงสู่พื้น
โลกทั้งใบของเซิ่นอวี้กลับมาสว่างชัดอีกครั้ง...
เบื้องหน้านางคือบุรุษที่ครั้งหนึ่งเคยเป็ดวงตะวันแห่งแผ่นดิน ทว่าบัดนี้ ซีกหน้าหนึ่งของเขายังคงความคมคายดุจเทพบุตร แต่อีกซีกหนึ่งกลับถูกปกปิดไว้ด้วยหน้ากากเหล็กสีเงินเย็นเยียบที่สลักลายอสุรกาย แววตาข้างที่เปิดเปลือยนั้นดุดันและแข็งกร้าวราวกับสัตว์ป่าที่ได้รับาเ็
โจวเหยียนก้มลงมองสตรีที่เขานึกว่าจะเป็ลูกสาวแสนรักของตระกูลเซิ่นที่ถูกส่งมาตาย แต่เขากลับต้องชะงักเมื่อเห็นดวงตาของเซิ่นอวี้... มันไม่มีความหวาดกลัว ไม่มีน้ำตาแห่งความเศร้าสร้อย มีเพียงความนิ่งสงบที่ลึกซึ้งดุจมหาสมุทร
“เ้าไม่ใช่เซิ่นหรง” เขาเค้นเสียงรอดไรฟัน มือกำด้ามกระบี่ที่ข้างเอวแน่นจนถุงมือหนังเสียงดัง เอี๊ยด “เ้าเป็ใคร? หรือเป็สายลับที่ส่งมาเพื่อเยาะเย้ยข้าในสภาพที่เป็อสุรกายเช่นนี้!”
เซิ่นอวี้ขยับยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่งามสง่าทว่าเย็นเยียบถึงกระดูก นางลุกขึ้นยืนช้าๆ จนระดับสายตาอยู่ไม่ไกลจากใบหน้าของเขา
“ข้าคือ เซิ่นอวี้ บุตรสาวที่ตระกูลเซิ่นไม่้า...และเป็สตรีคนเดียวในใต้หล้าที่จะช่วยให้ท่านกลับมาเป็ดังดวงตะวันได้อีกครั้ง”
นางก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกหนึ่งก้าว จนััได้ถึงไอร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างกายของแม่ทัพผู้ผ่านศึกมานับร้อย แม้เขาจะยืนอยู่นิ่งๆ แต่กลิ่นอายของเทพแห่งายังคงสลักลึกอยู่ในทุกอณูของชายอาภรณ์
นางเงยหน้าขึ้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบที่สั่นไหวเล็กน้อยของเขา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลทว่าหนักแน่น
“ห้าปีก่อน... ข้าคือเด็กหญิงที่แอบยืนอยู่ท้ายฝูงชน มองดูท่านควบอาชาสีนิลผ่านประตูจวนตระกูลเซิ่น” เซิ่นอวี้เว้นจังหวะ สายตาเหม่อลอยไปชั่วขณะราวกับเห็นภาพนั้นซ้อนทับขึ้นมา “ยามนั้นเกราะทองของท่านสะท้อนแสงอาทิตย์เจิดจ้าเสียจนไม่มีใครกล้าเงยหน้าสบตา ท่านคือเทพาผู้เกรียงไกร คือโล่กำบังเดียวที่ทำให้ราษฎรนอนหลับฝันดี... ท่านคือดวงตะวันที่สูงส่งที่สุดในใต้หล้า”
นางค่อยๆ หันมองไปรอบห้องหอที่มืดสลัวและเย็นเยียบ กลิ่นยาหม้อขมฝาดที่อวลอยู่ในอากาศและเสียงลมหวีดหวิวข้างนอก ยิ่งตอกย้ำความอ้างว้างของจวนอ๋องแห่งนี้
“แต่ดูสภาพท่านรอบกายในยามนี้สิ... ท่านถูกกักขังอยู่ในจวนที่เงียบเหงาราวกับป่าช้า ห้องหอที่ควรจะมงคลกลับอับชื้นและไร้ผู้คนมายินดี แผ่นดินที่ท่านเคยเอาเืเนื้อและร่างกายปกป้อง บัดนี้กลับตอบแทนท่านด้วยการตราหน้าว่าเป็อสุรกาย และทอดทิ้งท่านไว้ให้เน่าเปื่อยไปพร้อมกับความทรงจำที่ไม่มีใครอยากจดจำ...”
เซิ่นอวี้หันกลับมามองหน้ากากเหล็กสีเงินของเขาอีกครั้ง
“โลกใบนี้ช่างโหดร้ายต่อผู้ที่หมดผลประโยชน์เสมอ... ท่านอ๋อง หากท่าน้าฆ่าข้าเพื่อระบายความโกรธแค้นต่อโชคชะตา ก็จงลงมือเสียตอนนี้...แต่หากท่าน้า ‘ทวงคืน’ ทุกอย่างใต้หล้านี้พรากไปจากท่าน...ในยามนี้ข้าคือหมากตัวเดียวที่ท่านต้องรักษาไว้ให้ดีที่สุด”
แววตาของโจวเหยียนไหววูบไปชั่วครู่ ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วห้องหอ แสงเทียนวูบไหวสะท้อนบนใบหน้ากึ่งเทพกึ่งปีศาจของเขา เขาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความสมเพชตัวเอง “เ้ากำลังเจรจากับปีศาจนะ... เซิ่นอวี้” โจวเหยียนกระซิบเสียงต่ำ พลางโน้มใบหน้าลงมาจนจมูกแทบชนกัน กลิ่นอายความตายและแรงกดดันจากร่างกายเขาพุ่งเข้าใส่หน้าจนนางแทบสำลัก
“เ้าคิดว่าเ้ามีอะไรดีพอที่จะมาแลกกับชีวิตในนรกแห่งนี้? เ้าคิดว่าเศษเสี้ยวของความเมตตาหรือการเยินยอในอดีต จะช่วยฉุดข้าขึ้นมาจากขุมนรกที่คนพวกนั้นจงใจขุดให้ข้าอย่างนั้นหรือ?”
เซิ่นอวี้ไม่หลบสายตา นางยกข้อมือที่สวม กำไลหยกเืั ขึ้น แสงสีแดงประหลาดสว่างวาบขึ้นในความมืด สะท้อนเข้าไปในดวงตาข้างที่เปิดเปลือยของอสุรกายหนุ่ม “ข้ามีสมอง...ท่านมีบัญชีหนี้สินที่คนทั้งแผ่นดินติดค้างท่าน และข้ามี ‘หัวใจ’ ที่ด้านชาพอๆ กับท่าน...” นางเน้นเสียงชัดเจนทุกถ้อยคำ
“ท่านอ๋อง เรามาทำข้อตกลงกันไหม? ท่านมอบ ‘อำนาจ’ ในฐานะพระชายาให้ข้า มอบชื่อเสียงที่ใครก็ไม่กล้าแตะต้องให้ข้า... แล้วข้าจะใช้สมองและเล่ห์เหลี่ยมทั้งหมดที่ข้ามี กระชากหน้ากากผู้ที่ทรยศท่าน มอบเกียรติยศที่ถูก่ชิงไปคืนแก่ท่าน และทำให้ดวงตะวันที่ดับแสงดวงนี้ กลับมาเผาผลาญแผ่นดินที่เคยทอดทิ้งท่านให้มอดไหม้!”
นางบีบข้อมือเขาเบาๆ ทว่ามั่นคง
“ท่านอาจเป็อสุรกายในสายตาคนอื่น... แต่สำหรับข้า ท่านคือ ดาบ คือแสงสว่าง ที่ข้าจะใช้ฟาดฟันและส่องนำทางเพื่อมีชีวิต และข้าคือ สมอง ที่จะนำทางท่านกลับสู่บัลลังก์... ท่านอ๋อง ท่านจะพร้อม รุก ไปพร้อมกับข้าหรือไม่?”
